มิต่างกับนาฬิกาพกขั้นสูงที่ขายตามท้องตลาด เข็มนาฬิกางดงามถูกเคลือบด้วยวัสดุจากการเล่นแร่แปรธาตุ เรืองแสงอ่อนๆ ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน แม้จะกล่าวว่าสีทองคือสัญลักษณ์ของความอบอุ่นและแสงอาทิตย์ ทว่าความทรงจำยามอยู่บนแท่นลงทัณฑ์ที่เคยถูก ‘โอบล้อม’ ด้วยแสงสีทองจำนวนมากได้สร้างเงาดำภายในใจของโม่จ้านโดยมิตั้งใจเสียแล้ว มิอาจสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นแม้แต่น้อย
…นอกจากนั้นอุณหภูมิอบอุ่นของแผ่นดินนี้ยังยาวนานถึงเพียงนั้น ยังจะต้องการขนสัตว์เพิ่มความอบอุ่นอันใด
โม่จ้านตั้งใจเพ่งมองด้านในนาฬิกาพกอย่างละเอียด บริเวณหน้าปัดทำจากโลหะคือวงเวทย์ ด้านบนมีลวดลายที่ตนมิเข้าใจ คล้ายกับว่าบนนั้นยังเลี่ยมด้วยอัญมณีขนาดเล็กไม่กี่ชิ้นบริเวณจุดเชื่อมระหว่างลวดลาย
ยามได้ยินเจียนั่วเอ่ยว่า ‘สื่อสารด้วยนาฬิกาพก’ ปฏิกิริยาตอบสนองแรกของตนคือ ‘แหล่งพลังงานในการส่งสัญญาณมาจากที่ใดกัน’ เมื่อดูจากยามนี้ คาดว่าคงจะเป็นหินชิ้นเล็กที่ให้ความรู้สึกไม่เข้ากันหลายชิ้นนั้นอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นต่อให้ทำเพื่อความงาม ช่างผู้ออกแบบนาฬิกาพกคงไม่มีทางนำหินสีหมองคล้ำก้อนเล็กๆ มาจัดวางรวมกับส่วนที่งดงามประณีตอื่นๆ
นอกจากนั้นหินเหล่านี้จะต้องมีราคาสูงมาก — รูปร่างเศษหินไม่กี่ก้อนแปลกประหลาด คล้ายกับเศษแก้วจากขวดสุราที่แตกเป็นเสี่ยงๆ อีกทั้งช่างยังมิอาจหักใจเจียระไนเสียด้วยซ้ำ เมื่อดูจากเช่นนี้ อัญมณีชนิดนี้จะต้องมิต่างกับแหล่งจ่ายไฟฟ้า เป็นวัสดุสิ้นเปลืองที่ชำรุดทันทีหลังการใช้งาน
หลังพลิกกลับไปกลับมาหลายรอบก็ยังมิพบอันใดแปลกใหม่ โม่จ้านจึงวางนาฬิกาพกกลับไปไว้บนหัวเตียงพร้อมปิดเปลือกตานอนลง
ขณะเตียงด้านข้างมีเสียงกรนดังขึ้น เจียนั่วพลิกกายจดจ้องโม่จ้านที่นอนแขนขาชี้ฟ้าด้วยความรู้สึกซับซ้อน
หากมิใช่เพราะข้อมูลจากโม่เจ๋อเอ่อร์ ตนคงไม่รู้ว่ากองทัพร่วมของสันตะสำนักกับจักรวรรดิอันปู้เอ่อร์อยู่มิไกลนัก ตนกับโม่เจ๋อเอ่อร์เกิดความสงสัยประการเดียวกัน— พวกเขาเลือกที่จะโจมตีตรอกขี้เถ้าในเวลาเช่นนี้งั้นหรือ? มีจุดประสงค์ใดกันแน่ เหตุใดจึงไม่พะว้าพะวังอันใดสักอย่าง?
เจียนั่วถอนหายใจ รู้สึกว่าผู้ที่เอ่ยวาจากำกวมเช่นตนผิดต่อโม่จ้านอยู่บ้าง
ตนไปพบเก๋อหลินจริง และอีกฝ่ายก็กำลังปฏิบัติหน้าที่ทางราชการจริงๆ
เพียงแต่มิได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ทางราชการของเมืองนักดาบพเนจรเช่นที่ชี้นำให้โม่จ้านเข้าใจ ทว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ทางราชการของสันตะสำนัก…
……
“เจียนั่วเจ้า—ท่านเจียนั่ว นึกมิถึงว่าท่านจะอยู่ที่นี่จริงๆ?!”
เก๋อหลินมองเจียนั่วที่มาตามนัดหมายอย่างตรงเวลา ดวงตาตกตะลึงเสียจนแทบจะหล่นออกมาเสียแล้ว
“ข้ายังนึกว่าเมื่อยามบ่ายตาฝาดไปจึงส่งสัญญาณไปกลางดึกก่อนยืนยาม นึกมิถึงว่า…”
“ข้าหลับไปแล้ว เพียงแต่เมื่อเห็นสัญญาณจากเจ้าจึงปีนขึ้นจากเตียงอีกครา”
เจียนั่วดึงส่วนบนของเสื้อคลุมที่มีรอยยับอยู่บ้าง มองไปทางเก๋อหลินด้วยความสงสัย
“นั่นเป็นสิ่งที่ข้าควรจะถามมากกว่า เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่?”
หลังเจียนั่วจากมา เก๋อหลินฝึกฝนอยู่ในจวนเจ้าเมืองเป็นเวลาระยะหนึ่ง กระทั่งระยะเวลาของการฝึกฝนสิ้นสุดลงจึงกลับไปยังสันตะสำนัก แม้จดหมายแนะนำของเจียนั่วจะเขียนได้อย่างลวกๆ กระทั่งเนื้อหาการฝึกฝนยังเขียนสั้นให้พอพ้นๆ เพียงแต่เพราะถึงอย่างไรก็เป็นลายมือของรองผู้บัญชาการกองอัศวินแห่งพระวิหาร ทางสำนักพระคาร์ดินัลมิอาจถือสาหาความ ดังนั้นเก๋อหลินจึงกลายเป็นอัศวินแห่งพระวิหารอย่างเป็นทางการ
ตามหลักแล้ว เก๋อหลินที่เพิ่งกลายเป็นอัศวินแห่งพระวิหารควรจะเฝ้าอารักขาอยู่ที่สันตะสำนักจึงจะถูก เหตุใดจึงถูกส่งมาปฏิบัติการที่นี่เสียแล้ว?
“เพราะผู้บังคับบัญชาสั่งให้ข้ามาขอรับ ยังมี--- อื้อๆ อัศวินอีกจำนวนมากที่มาด้วย”
เดิมทีเก๋อหลินคิดอยากเอ่ยชื่อคนสนิทไม่กี่คน ทว่าเมื่อถูกเจียนั่วถลึงตาใส่จึงได้รู้ตัวว่ารองผู้บัญชาการเบื้องหน้ามิได้รวมอยู่ในรายชื่อผู้เข้าร่วม
“เช่นนั้นพวกเจ้าระวังตัวสักหน่อย ความปลอดภัยของตำบลลมฝุ่นยังพอใช้ได้ ทว่าเมื่อเดินทางขึ้นทางเหนืออีกสักหน่อยคงมิสู้ดีเสียแล้ว”
เจียนั่วพยักหน้าพร้อมทั้งเอ่ยกำชับไม่กี่ประโยคด้วยความเคยชิน กระทั่งผู้บัญชาการกองอัศวินแห่งพระวิหารยังเคลื่อนไหวด้วยตนเอง เช่นนั้นภารกิจจะต้องเป็นความลับอย่างแน่นอน ตนไม่มีความจำเป็นใดต้องสืบ
“...ไม่ คือ...โธ่เอ๊ย จะพูดอย่างไรดี..ท่านเจียนั่ว”
“…………??”
เจียนั่วมองไปทางเก๋อหลินที่ดึงทึ้งหัวตนเอง มักรู้สึกว่าไม่ช้าก็เร็วอีกฝ่ายจะต้องดึงทึ้งผมหนาสีน้ำเงินนั้นจนศีรษะล้านอย่างแน่นอน
“...เมื่อวานยามเช้า มีคนใหญ่คนโตที่ข้าไม่รู้จักพาอัศวินจำนวนมากมาพบท่านผู้บังคับบัญชา ได้ยินว่าคนผู้นั้นคือแม่ทัพท่านหนึ่งของจักรวรรดิอันปู้เอ่อร์”
เก๋อหลินอัดอั้นอยู่ครึ่งค่อนวัน มิใช่เรื่องง่ายกว่าจะเอ่ยอ้ำอึ้งออกมาไม่กี่ประโยค
“ข้าไม่รู้ว่าท่านผู้บังคับบัญชาต้องการจะทำสิ่งใด เพียงแต่คนเหล่านั้นท่าทางดุดันและมีเจตนาร้าย ดูท่าทางแล้วคล้ายจะก่อสงครามอย่างไรอย่างนั้น”
“หืม? ด้วยความสามารถของท่านผู้บังคับบัญชา ต่อให้มีเจ้าเป็นตัวถ่วงก็คงไม่มีทางสู้อัศวินเหล่านั้นมิได้กระมัง”
สีหน้าของเจียนั่วจริงจังอย่างมาก ถึงขั้นเจือด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ ถึงขั้นทำให้เก๋อหลินเกือบจะละเลยวาจาแปลกประหลาดในประโยคนั้น
“...ท่านเจียนั่ว เหตุใดท่านจึงรู้จักกล่าววาจาร้ายกาจเสียแล้ว?! ความสามารถของท่านผู้บังคับบัญชาประจักษ์แก่สายตา เพียงแต่ข้ากลัวว่าจะทำให้พวกท่านพลอยลำบากไปด้วยต่างหาก!”
ด้วยความร้อนใจ เก๋อหลินถึงขั้นลืมใช้วาจานอบน้อมเสียแล้ว
“เจ้ากลับไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงเรื่องนี้ วันพรุ่งนี้พวกเราก็จะออกเดินทางแล้ว”
มุมปากของเจียนั่วหยักยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตบลงบนบ่าของอัศวินหนุ่มด้วยความรู้สึกขอบคุณ ครั้นได้รับความหวังดีจากผู้บังคับบัญชาอย่างกะทันหัน เก๋อหลินถึงกับตื่นตระหนกตกใจ เบิกตาโพลงอยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังพูดสิ่งใดมิออก เจียนั่วเงยหน้าขึ้นมองตำแหน่งของดวงจันทร์ เมื่อลองคำนวณเวลาจึงหันไปโบกมือให้เก๋อหลิน จากนั้นเดินกลับไปยังทางที่จากมา
ยามตนออกมาโม่เจ๋อเอ่อร์มิได้อยู่บนเตียง ตนจึงได้แอบออกมาอย่างวางใจ หากป่านนี้ยังมิยอมกลับไปอีก เกิดถูกอีกฝ่ายพบขึ้นมาคงต้องอธิบายอยู่ครึ่งค่อนวัน
“ท่านเจียนั่ว... มีวาจาล่วงเกินที่ข้ามิรู้ว่าควรจะเอ่ยดีหรือไม่”
เก๋อหลินได้สติกลับมา มองไปยังแผ่นหลังหนาเหยียดตรงของเจียนั่ว สีหน้าฉายแววค่อนข้างซับซ้อน
“...หากเจ้ามิเอ่ยข้าจะไปแล้ว”
เจียนั่วชะงักฝีเท้าลง หันใบหน้าครึ่งเสี้ยวกลับมามองอย่างไม่ใส่ใจยิ่งนัก
“... นับแต่ท่านใกล้ชิดกับโม่เจ๋อเอ่อร์กลับยิ่งดูเหมือนมิใช่คนของสันตะสำนักขึ้นเรื่อยๆ แล้วขอรับ..”
เก๋อหลินจดจ้องสีหน้าของเจียนั่วอย่างระแวดระวัง ครั้นพบว่าสายตาของผู้บังคับบัญชามีประกายสลัวแฝงความหมายคลุมเครือจึงรีบกลับคำกล่าวทันที
“...เอ่อ ข้ามิได้หมายความว่าการเป็นเช่นนี้มิดี เพียงแต่กำลังเอ่ยว่ารู้สึกว่าท่านคล้ายคนธรรมดาทั่วไปมากขึ้นเรื่อยๆ ขอรับ”
“อ้อ? เช่นนั้นในสายตาของเจ้า แต่เดิมข้าเป็นเช่นไร?”
เจียนั่วหันกายกลับมา มองไปทางเก๋อหลินพลางครุ่นคิด ภายในดวงตาฉายแววเพ่งพินิจและซักถาม ยามนี้เก๋อหลินนึกเสียใจภายหลังเหลือเกินที่มิได้ตั้งใจเรียนวิชาวรรณกรรม มิเช่นนั้นคงมิต้องร้อนใจเพราะความสามารถในการสื่อสารของตนเช่นนี้
“...แค่กๆ ความหมายของข้าก็คือยามเพิ่งได้พบกับท่าน ท่านให้ความรู้สึกคล้ายกับได้เข้าใกล้ท่านผู้บังคับบัญชาการอีกท่านหนึ่ง เป็นดังเทพสงครามผู้ภักดีต่อเทพแห่งแสงที่ลงมาจุติ สำรวมกิริยา ยึดมั่นถือมั่นในการอุทิศตนในสงครามกวาดล้างความชั่วร้าย”
เก๋อหลินเกาหูเกาแก้มพลางเรียบเรียงคำพูดอยู่ครึ่งค่อนวัน มิใช่เรื่องง่ายกว่าจะนึกวิธีพูดเพื่อที่จะมิสร้างความหมางใจให้แก่ทั้งสองฝ่ายได้
“ยามนี้ท่านเจียนั่วคล้ายคนธรรมดาที่มีพละกำลังดังเทพสงครามเสียมากกว่า มีอารมณ์ที่ผันผวนและช่องว่างในการสื่อสาร ให้ความรู้สึกว่า..เข้าใกล้ได้ง่ายยิ่งกว่าเก่า?”
“อืม...เช่นนี้เองหรือ...”
เจียนั่วมิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ แม้ยามที่อีกฝ่ายกล่าวว่าตนเริ่มเปลี่ยนแปลงไป คล้ายว่าจะเป็นในป่าที่ได้พบเจอกับโม่เจ๋อเอ่อร์ครั้งแรก
“ข้าคิดว่าการเป็นเช่นนี้นั้นดีมาก เพราะถึงอย่างไรท่านก็เป็นผู้บังคับบัญชาของข้า ท่านกลายเป็นผู้มีความรู้สึกหลากหลายมากขึ้น ข้าก็รู้สึกดีใจเช่นกัน”
เก๋อหลินยกยิ้มอย่างค่อนข้างเขินอาย ภายในแววตากลับฉายแววสับสน
“เพียงแต่ข้ากลัวว่าหากท่านยังเป็นเช่นนี้ต่อไปจะยิ่งมิเข้ากับสันตะสำนักมากขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นเพราะข้าคิดมากเกินไปท่านถือเสียว่ามิได้ยินเป็นพอขอรับ”
หลังบอกลากับเก๋อหลิน ระหว่างทางกลับ เจียนั่วเอาแต่นึกถึงคำพูดที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมา
ในเมื่อเก๋อหลินถึงกับเอ่ยออกมา เห็นทีการเปลี่ยนแปลงของตนคงจะชัดเจนมากจริงๆ
ตนรู้ว่าอีกฝ่ายมิได้มีเจตนาร้าย อีกทั้งคำพูดของอีกฝ่ายยังเป็นความจริง--- ตั้งแต่อยู่ในกลุ่มอัศวินรักษาการณ์ของท่านเจ้าเมือง ภายใต้ผลกระทบจากการกล่อมเกลาของคนหลายคนที่อยู่ข้างกาย การเปลี่ยนแปลงของตนคล้ายจะเป็นไปตามเหตุ ตามผล หากเอ่ยจากมุมมองส่วนตัว เรื่องนี้ไม่มีสิ่งใดมิดี อีกทั้งตนยังเพลิดเพลินที่ได้อยู่ในช่วงเวลาเช่นนั้น
เพียงแต่หากจะมิอาจเข้ากับสันตะสำนัก นั่นก็มิใช่ผลลัพธ์ที่ตนต้องการเช่นกัน
เจียนั่วลูบหน้าอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ภายในกระเป๋าเสื้อมีลาซูไรต์ทรงหยดน้ำที่ตนมักพกติดตัวเอาไว้
อัศวินส่ายหน้าพลางเผยหนึ่งรอยยิ้มขมขื่น
ข้าไปจากสันตะสำนักระยะหนึ่ง ความรู้สึกกลับแปรเปลี่ยนเป็นหลากหลายขึ้นมาเสียแล้ว นั่นมิเท่ากับบอกว่ายามข้าอยู่ในสันตะสำนักเป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึกเช่นนั้นหรือ
...เจ้าเก๋อหลินช่างกล้าพูดออกมาเสียจริง