The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 136 หิมะน้อย

            ความเงียบวังเวงได้ปกคลุมไปรอบทิศ เปลวไฟจากกองฟืนก็วูบไหวส่ายไปมา บรรยากาศบีบคั้นช่างหนักอึ้ง ความลำบากใจนี้จึงตกเป็นของขุนซ่าไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าจะตอบกลับไปเช่นไรดี สายตาขอความช่วยเหลือจึงย้ายไปตกอยู่ที่สหายผู้ร่วมชะตา แม้ทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่จะถูกชิงไป แต่วรมันที่สองนั้นเป็นคนรู้จังหวะ เขาทำเพียงนั่งเงียบรอฟังอย่างตั้งใจ ไม่แยแสสายตาความขุนซ่าเลยแม้แต่น้อย



            มิเนอร์วาเพียงแค่ขู่เพราะรำคาญ ตัวเขาในตอนนี้ค่อนข้างมั่นใจเป็นอย่างมาก อาศัยเพียงปุจฉาถามมรรคาก็สามารถทำให้ขุนซ่าที่เป็นครึ่งเทพ เกิดอาการชะงักเป็นบื้อใบ้นานถึงสามวินาที เวลาเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการลอบสังหาร ชายหนุ่มคร้านจะสนใจพวกเขาทั้งสองคนอีก จึงหันไปมองเอเธนส์ด้วยสายตาเอ็นดู



            “เป็นอย่างไรบ้าง… มีข้อสงสัยหรือไม่?” ผู้เป็นอาจารย์กำลังสอบถามศิษย์ อีกฝ่ายก็ส่ายศีรษะตอบทันทีพร้อมกับรอยยิ้ม



            “ไม่มีขอรับ…” เอเธนส์เรียนรู้ได้อย่างว่องไว เขาเข้าใจสิ่งที่ถูกถ่ายทอดไว้จนเกือบหมด มิเนอร์วาพยักหน้ารับไปหนึ่งที จากนั้นก็นั่งหลับตานิ่งไม่สนใจผู้ใดอีก



            ด้วยเหตุนี้เองทุกคนจึงเงียบเสียงลง พร้อมกับเวลาที่ล่วงผ่านไป ท่ามกลางการรอคอยที่น่าเบื่อหน่าย จู่ๆ อากาศโดยรอบก็หนาวเย็นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เปลวไฟเกิดการวูบไหวถี่รัวจนดูผิดปกติ ภายในเสียงของพายุหิมะที่ยังคงพัดแรง มีเสียงสะอื้นดังแว่วลอยมาตามลม เสียงนี้กำลังดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนความหนาวสะท้านเริ่มบุกรุกเข้าสู่สัมผัสกาย ความร้อนของกองไฟก็ดูเหมือนจะช่วยได้ไม่มากนัก ทุกคนต่างก็หันไปมองมิเนอร์วาเป็นสายตาเดียวกัน หรือว่านี่จะเป็นสิ่งที่ชายหนุ่มเคยมองหาอยู่นานสองนาน ธันวานั้นไม่ถูกโรคกับคำว่าผีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขาจึงมองหาด้วยสายตาที่เย็นชา



            สายตาของเด็กหนุ่มให้ความรู้สึกเหมือนกับสายตาของมิเนอร์วาอย่างไม่ผิดเพี้ยน มิเนอร์วาก็ชิงชังพวกผีขี้แกล้งที่ชอบหลอกคน เมื่อตอนที่เท้าสัมผัสกับพื้นน้ำแข็งในคราวก่อนนั้น ชายหนุ่มก็สัมผัสได้ถึงการลืมตาตื่นของบางสิ่งบางอย่าง พลังวิญญาณนั้นรุนแรงจนสร้างเป็นแรงกระเพื่อมซึ่งเกิดการปะทุ เป็นสายลมที่พัดกระจายไปรอบทิศ พัดพามาไกลจนพลิกร่างของขุนซ่า และวรมันที่สองให้ล้มคว่ำ ด้วยสาเหตุนี้เกิดขึ้นจากกรรมใหม่หาใช่วิบากกรรมแต่ชาติปางไหน พวกเขาทั้งหมดจึงได้ผูกกรรมร่วมกับเจ้าของเสียงสะอื้นโดยที่ไม่รู้ตัว



            ในตอนนั้นเพียงรู้สึกได้ด้วยญาณสัมผัสชั่วครู่เดียว เขาจึงไม่อาจตามหาหรือมองเห็น แม้จะพยายามรู้ให้ได้ว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นตัวตนแบบไหน แต่ด้วยระยะที่ไกลเกินไปเขาจึงเลิกสังเกตต่อ ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะมุ่งหน้าตรงมาหา มิเนอร์วาทำเพียงหรี่ตาแล้วมองไปที่นอกถ้ำ มองฝ่าพายุหิมะไปด้วยสายตาที่รอคอย เสียงร้องสะอื้นยิ่งมายิ่งดังก้องไปทั่วถ้ำ ความหนาวเย็นก็ราวกับมีแขนขาผุดขึ้นมา เพื่อกอดรัดร่างของแต่ละคน เพียงไม่นานทุกคนก็มองเห็นเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นมาในสายตา



            ในที่ไกลออกไป ปรากฏเงาดำเคลื่อนที่เข้ามาทีละน้อย แต่ความเร็วของเงานั้นกลับมีมากจนขัดแย้ง กระทั่งเงาสลัวเลือนรางได้ปรากฏชัดยืนจังก้าอยู่ที่ปากถ้ำ ทุกคนจึงได้เห็นเจ้าของเสียงสะอื้นไห้อย่างชัดเจน เห็นได้อย่างชัดเจน ว่าผู้มาเยือนนั้นเป็นอิสตรี ความสว่างของกองไฟที่วูบไหว ได้กลายเป็นแสงที่กำลังโลมเลียใบหน้าของนางด้วยสีส้มแดง เครื่องหน้าก็งามจนไร้ที่ติ แต่สีหน้าของนางกลับดูว่างเปล่าราวกับเสียของมีค่าที่สุดในชีวิตไป มีเพียงหยาดน้ำตาเท่านั้นที่ไหลลงมาเป็นทาง บ่งบอกให้รู้ว่าตนเองนั้นโศกาอาดูรนัก รอบกายของนางไร้ซึ่งจิตคุกคามใด มีเพียงความเศร้าหมองเท่านั้นที่ปกคลุมอยู่



            “หากถ้ำแห่งนี้เป็นของท่าน ตัวข้าก็ขออภัยที่บุกรุกโดยไม่ได้ตั้งใจ” มิเนอร์วาลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยขอโทษออกมาจากใจ ในเมื่อไม่มีจิตคุกคามตัวเขาก็ไม่อยากสร้างเรื่องให้มันวุ่นวาย จึงตั้งใจจะพาทุกคนจากไปในทันที ในขณะที่มิเนอร์วากำลังจะหันไปบอกทุกคน สตรีนางนี้ก็ร้องไห้สะอื้นจนเขาตกใจ ต้องรับหันหน้ากลับไปมองอีกฝ่ายด้วยความระแวดระวัง จู่ๆ ความรู้สึกที่สัมผัสได้จากตัวนางก็เปลี่ยนไป



            “อา… ท่านเทพ โปรดอภัยให้แก่ข้าสำหรับความผิดบาป” นางเอ่ยขึ้นมาราวกับว่าความหมายของชีวิตกำลังจะหายไป นางยกสองมือขึ้นมาปิดบังใบหน้าที่กำลังรู้สึกเสียใจด้วยท่าทางน่าสงสาร



            ‘เทพ? ...’ ทุกคนกำลังสับสนในคำพูดของนาง



            “ทำไมข้าถึงรู้สึกผูกพันกับนางนัก ผิดปกติเกินไปแล้ว…” มิเนอร์วากำลังหรี่ตามองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาลอบประเมิน



            “ได้โปรดยกโทษให้แก่บาปของข้าด้วย เนื่องจากข้าหลงกลปีศาจร้าย จึงไม่อาจช่วยเหลือท่านได้ทันกาล” นางร้องสะอื้นเอ่ยเล่าเรื่องราวเป็นตุเป็นตะ จนพวกเขาทั้งหมดนั้นไม่รู้จะทำสีหน้าอย่างไรดี



            มิเนอร์วาเงียบไปครู่หนึ่งก็รับรู้ได้ผ่านเส้นทางแห่งอดีตกาลของนาง นางเป็นภูตหิมะตนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากจิตวิญญาณธรรมชาติของหุบเขาแห่งนี้ สิ่งที่เขามองเห็นก็เป็นภาพที่เลือนราง หากจ้องมากไปก็จะกลายเป็นคนบ้าเสียเปล่า ชายหนุ่มเพ่งมองอีกสักพักหนึ่ง ก็มั่นใจว่าตนเองนั้นไม่เคยพบเจอกับนางมาก่อน เขาหันกลับไปมองสีหน้าของทุกคนที่กำลังว่างเปล่างุนงงไม่แพ้กัน ก็ยิ่งมั่นใจว่าในที่แห่งนี้ไม่เคยมีคนพบเจอกับนางมาก่อนอย่างแน่นอน



            “ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าเทพนั้นคือผู้ใดในที่นี้?” มิเนอร์วาถามออกไปตรงๆ ด้วยจุดประสงค์ที่จะยืนยันสิ่งที่กำลังคิดให้แน่ใจ ทุกคนก็อยากรู้เช่นกันโดยเฉพาะธันวาที่เริ่มเบื่อหน่าย สตรีนางนี้จ้องมองมิเนอร์วาอย่างไม่วางตา ความรู้สึกแปลกๆ นี้ ทำให้เขาแทบจะสำลักลมหายใจของตัวเอง ชายหนุ่มค่อนข้างมั่นใจว่านางกำลังจะสื่ออะไร ด้วยความฉงนสงสัย ความคิดที่อยู่ภายในจึงแล่นไปทั่วทุกเหตุการณ์ ค้นหาความเกี่ยวข้องทุกทางกับสตรีนางนี้อย่างจริงจัง แต่แล้วก็พบเพียงความว่างเปล่าเท่านั้นที่ปรากฏอยู่



            “ท่านกำลังหมายถึงข้า?” มิเนอร์วาชี้นิ้วเข้าหาตัวเองด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ อีกฝ่ายก็พยักหน้ารับไม่ตอบคำ ทั้งคู่สบตามองกันอยู่นาน ด้วยความปวดในเรื่องราวที่จับต้นชนปลายไม่ถูก ชายหนุ่มจึงถอนหายใจยาว พร้อมกับคิดว่าจะจัดการปัญหานี้อย่างไรดี อีกฝ่ายก็ทำเพียงร้องสะอื้นไม่พูดคำใดต่อ



            “เอาล่ะๆ หยุดร้องก่อน ต้องเกิดเรื่องเข้าใจผิดบางอย่างแน่… หากท่านไม่ว่าอะไรพวกเรามานั่งคุยกันดีหรือไม่?” มิเนอร์วาผายมือเชื้อเชิญอีกฝ่ายให้มานั่งปรับอารมณ์เพื่อตั้งสติ จากที่เขามองเห็น สตรีนางนี้มีเพียงความเสียใจเท่านั้นที่เกาะกินจิตใจอยู่ ไร้ซึ่งความอันตรายใดแอบแฝงไว้ แต่ประสบการณ์คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์นั้นเติบโต ชายหนุ่มจึงค่อนข้างจะระวังตัว เขาไม่อยากให้เกิดเหตุซ้ำรอยเช่นคราวไปเยือนดินแดนลับแล บุปผายิ่งสวยสดตามคดข้อก็มักจะมีหนามแหลมซุกซ่อนไว้ ดังนั้นจึงต้องระวังตัวให้ดีในเรื่องของอิสตรีที่มีเจตนาไม่แน่นอน



            ทุกคนต่างก็จ้องมองไปที่สตรีแปลกหน้าในชุดขาว ดูเหมือนนางจะตอบรับคำเชิญชวนจึงเดินย่างเข้ามานั่งลงที่ด้านข้างของกองไฟ ทันทีที่ทุกคนสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ความหนาวเย็นก็ได้ส่งผลให้อุณหภูมิโดยรอบลดลงอย่างกะทันหัน ทำให้หลายคนต้องเกิดอาการตื่นตัวระวังภัยขึ้นอีกครั้ง ในวินาทีนั้นเอง จู่ๆ ร่างของนางก็กลายเป็นพร่าเลือน รู้สึกตัวอีกทีมังสาหอมของอิสตรีก็อยู่ภายในอ้อมกอด นางซบหน้าร่ำไห้ไม่ยอมปล่อย ราวกับได้รับสิ่งของที่หายไปกลับคืนมา เอเธนส์ตกใจจึงตั้งท่าเตรียมโจมตี แต่ผู้เป็นอาจารย์ก็ยกมือขึ้นห้ามเสียก่อน ฝ่ามือที่ยกขึ้นห้ามได้หุบกำเป็นสัญญาณบอกรหัส มีความหมายให้หยุดนิ่งอย่าพึ่งขยับ



            ในอดีตตอนที่อาณาจักรคัมเบียตัดสินใจบุกรุกชิงดินแดน นั่นก็เพราะหมายตาในสมบัติที่ซ่อนไว้ตรงชายแดน พ่อค้าดอกโอเปียมหรือที่เผ่ามายาเรียกว่าฝิ่นก็มีเป้าหมายไม่ต่างกัน ขุนซ่าจับมือกับสหายเล่าตี้ พลิกกระดานหมากของวรมันที่สองจนต้องถอยมาพึ่งซัลวาโตเรซึ่งอยู่ทางด้านหลัง มิเนอร์วาที่ได้รับรู้เรื่องราวของสมบัติที่เกี่ยวข้องกับเผ่าเอลฟ์โบราณ จึงกรีธาทัพบุกตอบโต้ อาณาจักรพุกาม และอาณาจักรเลวาอย่างรวดเร็ว ตอนนั้นบุรุษตรงหน้าของพวกเขา ยังคงเป็นเพียงแค่เหนือมนุษย์…



            ขุนซ่าที่เห็นดังนี้ก็มั่นใจในสมมุติฐานของตัวเอง เขาเลิกสนใจในตัวตนของชายหนุ่ม ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นปีศาจก็ดี หรือจะเป็นทวยเทพก็ช่างหัวมัน แต่ความสัมพันธ์ที่มีต้องคงระดับรักษาความเป็นมิตรเอาไว้ ความแข็งแกร่งของชายหนุ่มนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ตัวมันหรือราชาจากต่างแดนผู้นั้นจะเทียบเคียงได้ แม้จะสามารถต่อสู้ยืดเยื้อได้ แต่เพียงไม่นานก็สามารถเดาได้ว่าจะไม่เกิดเหตุไม่คาดคิดอะไรบ้าง คิดได้ดังนี้ขุนซ่าก็รู้สึกว่าตนนั้นฉลาดยิ่ง ราชาแห่งคัมเบียก็คิดเห็นเช่นเดียวกัน ทั้งคู่จึงพากันลอบพยักหน้าให้กับความคิดของตนเอง



            แม้ร่างกายในอ้อมแขนของเขาจะเย็นเฉียบ แต่ความรู้สึกอบอุ่นที่คุ้นเคยกลับปะทุขึ้นมาภายในจิตใจ หัวใจที่เคยถูกแช่แข็งของชายหนุ่มเต้น ก็ระรัวจนร่างกายเริ่มร้อนผ่าว ราวกับว่าความเย็นชาภายในจิตใจได้ถูกหลอมละลาย ภูเขาน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้นมาเพื่อปิดบังความรู้สึก ก็เริ่มสลายกลายเป็นเพียงหมอกควัน พวกมันระเหยมารวมตัวกันที่หางตาของชายหนุ่ม ก่อนที่จะควบแน่นแล้วหยดไหลลงมาเป็นทางยาว เป็นทางน้ำตาอาบสองแก้มบนใบหน้าที่กำลังตกตะลึง



            ชายหนุ่มไม่พูดคำใด เขากระชับร่างในอ้อมแขนด้วยการกอดที่รัดแน่น ชายหนุ่มเองก็บอกไม่ถูกเช่นกันว่าสตรีนางนี้เป็นผู้ใด มีเพียงความรู้สึกเท่านั้นที่สื่อถึงกันได้ ความโศกเศร้าของอีกฝ่าย ได้หลอมละลายความเย็นชาของเขาลงไปมาก จากเป็นคนที่ก้ำกึ่งจะวิปลาส ก็สามารถมองเห็นแววตาที่อ่อนโยนดังเช่นวันวานเมื่อในอดีต มิเนอร์วาใช้สองมือจับไปที่หัวไหล่ของอีกฝ่าย เขาผละตัวออกจากการกอดของนาง ด้วยหวังว่าจะขอมองหน้าดูให้ชัดเจนอีกที



            การสบสายตาในระยะประชิดเช่นนี้ ทำให้นางเกิดเสียอาการ รีบหลบตามองต่ำเพราะไม่กล้าสู้หน้าต่อ แววตาที่เคยดูว่างเปล่าของนาง ในตอนนี้ก็เริ่มฟื้นคืนประกาย ชายหนุ่มเอียงคอมองด้วยความพินิจบนใบหน้า ในอดีตเขาเคยซื้อบันทึกสิ่งประดิษฐ์เล่มหนึ่งมา นอกจากจะเป็นตำราที่จุดประกายความคิดของอาวุธปืนขึ้นมา เนื้อหาภายในนั้นก็ได้บันทึกถึงทฤษฎีที่ใช้คำนวณค่าหาความสมบูรณ์ของสัดส่วน โดยใช้ตัวเลขออกมาอธิบายสิ่งที่เรียกสัดส่วนทองคำ



            มิเนอร์วามองไปที่ใบหน้าซึ่งขาวซีดราวกับคนตาย ผิวกายของนางเย็นเฉียบไม่ต่างอะไรกับศพ แต่ใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยนี้ กลับเป็นความงามล้ำที่ชายหนุ่มไม่เคยพบเจอ ตำแหน่งเครื่องหน้าที่ได้ถูกจัดวางเอาไว้อย่างสมมาตร ตำแหน่งของคิ้วช่างโดดเด่น ส่งผลให้หน้าผากที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมนั้นชวนมอง ดวงตา จมูก หรือริมฝีปากก็ส่งเสริมขับเน้นกันอย่างลงตัว เส้นผมสีดำเงาของนาง ยาวสยายปกคลุมช่วงคอเอาไว้ มีความยาวเลยกลางหลังลงไปจนเกือบจะถึงบั้นเอว ท่าทางบิดกายเขินอายเช่นนี้ทำให้หลายคนปรับอารมณ์ไม่ทัน อีกฝ่ายยังคงเงียบไม่พูดจา ราวกับคนบ้าที่ยังไม่ได้สติ



            หลังจากนั้นไม่นานเสียงตึงตังก็ทำให้พื้นถ้ำเกิดการสั่นสะเทือน เหล่าครึ่งเทพต่างก็สัมผัสได้ถึงกองทัพสิ่งมีชีวิตที่ยกพลเดินทางมา มิเนอร์วาเป็นคนแรกที่ขยับกาย เขาโอบเอวของนางเอาไว้ จากนั้นก็พุ่งตัวออกไปหยุดยืนอยู่ที่ปากถ้ำ บนภูเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกล มิเนอร์วามองเห็นหิมะขาวโพลนที่ลอยฟุ้งกลายเป็นลูกคลื่น พวกมันกวาดพัดทุกสิ่งไปตามทางที่เคลื่อนตัวลงมา ท่ามกลางเสียงโห่ร้องมีเงาร่างของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากกำลังวิ่งฝ่าลงมา พวกมันเคลื่อนตัวพร้อมกับหิมะที่ถล่มลงมาจากยอดเขา เพียงไม่นานทุกคนที่ตามมาถึงทีหลังก็มองเห็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในปุยหิมะ…



            สิ่งมีชีวิตครึ่งมนุษย์ครึ่งลิงซึ่งมีขนาดใหญ่โต มีความสูงที่มากกว่ามนุษย์ปกติทั่วไป พวกมันกำลังห้อตะบึงลงมาด้วยท่าทางเป็นกังวล มิเนอร์วาจึงแลตามองไปที่โฉมงามซึ่งยังคงอยู่ในอ้อมแขน จากนั้นก็มุ่งความสนใจทั้งหมดกลับไปที่เหล่าวานรขนน้ำตาล ราวกับว่าพวกมันกำลังตื่นตกใจ แต่เมื่อได้เห็นว่าสตรีนางนี้ปลอดภัยดี ความวุ่นวายอึกทึกที่เกิดขึ้นก็เงียบเสียงลง พร้อมกับเสียงถอนหายใจยาว



            กองทัพมนุษย์ลิงจึงหยุดยืนรอคอยอย่างสงบ พวกมันยืนจังก้าอ้าขาอย่างมั่นคง กลายเป็นปราการป้องกันพายุหิมะที่ซัดลงมา เกล็ดน้ำแข็งได้ปกคลุมเส้นขนของพวกมันจนกลายเป็นสีขาว แต่ความเย็นเพียงเท่านี้ย่อมไม่อาจทำอะไรพวกมันที่เกิด และเติบโตมากับหิมะได้ มิเนอร์วายืนมองพวกมันตาไม่กะพริบ แม้แต่สายลมที่พัดกระทบมา ก็ถูกทำให้หายไปก่อนที่จะมาสัมผัสกาย



            “เพื่อนของข้า…” สตรีในอ้อมแขนเอ่ยพูดในขณะที่ซบหน้าลงกับแผงอกของชายหนุ่ม



            มิเนอร์วามองไปที่เพื่อนของนางที่ยืนยิ้มให้ก็รู้สึกว่าแปลกนัก มนุษย์ลิงเหล่านี้ไม่พูดภาษามนุษย์ พวกมันสื่อสารกับด้วยเสียงอ้าอู้ดังเช่นคนเถื่อนที่สมองยังไม่เติบโต นางกวักมือเรียกเพียงหนึ่งครั้ง มนุษย์ลิงที่คาดว่าน่าจะเป็นจ่าฝูงก็เดินสี่เท้าขึ้นมาหาตรงปากถ้ำ มันแบมือเชื้อเชิญให้ชายหนุ่มได้ขึ้นนั่ง พลางทำเสียงอู้ๆ บอกตำแหน่ง มิเนอร์วามองไปที่สตรีข้างกายหนึ่งที จากนั้นก็ยกมือปฏิเสธแล้วออกเดินนำ อีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะเข้าใจความหมายของเขาเป็นอย่างดี พวกมันจึงจัดขบวนคุ้มกันแล้วพาทุกคนออกเดินทาง



            พวกเขาเดินเท้าผ่านทุ่งหิมะ ข้ามยอดเขามาอีกสามลูกก็พบเจอเข้ากับหน้าผาขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นมาจากน้ำแข็ง ประติมากรรมสลักที่ออกแบบได้อย่างวิจิตรบรรจง กลายมาเป็นสถานที่สำหรับอยู่อาศัยของเหล่ามนุษย์ลิง มองลึกเข้าไปจะเห็นเตียงน้ำแข็งที่มีเรียบง่าย มีกระจกเหมันต์บานใหญ่ตั้งอยู่ด้านข้าง ไหนๆ ก็ต้องรออย่างไม่มีกำหนด พวกเขาจึงตกลงกันว่าจะพักแรมรออยู่ในที่แห่งนี้ อย่างน้อยมนุษย์ลิงเหล่านี้ก็นับได้ว่าเป็นมิตร ชายหนุ่มมองตามขั้นบันไดน้ำแข็งที่ใสราวกับกระจก ด้านบนสุดของขั้นบันไดดูเหมือนจะเป็นสถานที่พิเศษจึงมีต้นไม้ปรากฏขึ้นมาอย่างหาได้ยาก



            “พวกข้าขออาศัยพักที่นี่ได้หรือไม่? หากท่านไม่สะดวกใจก็บอกกันได้ พวกขาพร้อมจะจากไป” นางพยักหน้ารับแต่ไม่พูดจา ทำให้มองเห็นความสับสนได้อย่างชัดเจนผ่านดวงตาคู่นั้น ชายหนุ่มพยายามถามไปอีกหลายประโยค แต่ก็ได้รับเพียงการส่ายศีรษะตอบเท่านั้น ความกังขาสงสัยจึงยิ่งพอกพูน จนแล้วจนรอดมิเนอร์วาก็เลิกถามไปเอง เพราะถามไปก็ดูจะไร้ประโยชน์ สตรีนางนี้มีอาการเหมือนคนความจำเสื่อม นางจึงไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของตัวเอง



            และแล้วก็พวกเขาก็อาศัยอยู่ที่นี่ รอคอยการมาถึงของฟลายอิ้งดัตช์แมน เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามนุษย์ลิงฝูงนี้รู้จักการจัดแบ่งเวรยาม พวกมันมักจะออกล่าตระเวนรอบๆ รังโดยมีกันแบ่งพลัดที่ชัดเจน ด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป พวกเขาจึงสามารถแยกย้ายกันไปพักผ่อนได้อย่างสนิทใจ มีเพียงสตรีนางนี้เท่านั้นที่ตัวติดกับมิเนอร์วาตลอดเวลา พวกเขาอยู่ด้วยกันแทบจะทุกเวลา สนิทสนมราวกับรู้จักกันมานานแสนนาน ชายหนุ่มมักจะนั่งมองนางหยอกล้อไปกับเหมันต์โปรย จึงตั้งชื่อให้นางว่าหิมะน้อย…



            ในค่ำคืนราตรีนี้เองก็เป็นเช่นคืนก่อน หิมะน้อยกำลังกระโดดย่ำอยู่ไปบนบันได นางพาเขาขึ้นไปยังจุดสูงสุดของสถานที่แห่งนี้ ต้นไม้ประหลาดที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางน้ำแข็งหนา ก็ถูกชายหนุ่มดัดแปลงใช้เป็นเสาแขวนชิงช้า ร่างของหนุ่มสาวบนไม้กระดานที่อยู่ในระยะประชิด กำลังนั่งไกวชิงช้าอยู่ข้างกัน ทั้งคู่มองชมจันทร์ในคืนวันที่หนาวเย็น ความรู้สึกที่มีต่อสตรีเช่นในตอนนี้เคยหายไปพร้อมกับนางอันเป็นที่รัก ชายหนุ่มอธิบายความรู้สึกของตนเองที่มีต่อหิมะน้อยออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เขามองชมจันทร์ด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย จิตใจก็คล้ายจะระทมอยู่ในอุรา เพราะคิดว่าชีวานี้จะมอบรักให้นางเพียงผู้เดียว



            “พูดไปเจ้าก็คงจะไม่เข้าใจ… อกข้านั้นกลัดหนอง มันเจ็บปวดเหลือเกินกับสิ่งที่หายไปพร้อมกับนาง…” หลายวันที่ผ่านมา มิเนอร์วามักจะเอ่ยความในใจกับหิมะน้อยอยู่เป็นประจำ อาจจะเป็นเพราะอีกฝ่ายนั้นไม่รู้เรื่องราวไร้เดียงสามากเกินไป ชายหนุ่มเลยลดการระวังด้วยการระบายความรู้สึกที่เกิดขึ้นให้นางฟัง



            “เจ็บมากหรือไม่? ข้าจะหาทางช่วยท่านเอง…” ด้วยความฉงนนางจึงมองไปที่ดวงตาสีมรกตคู่นั้น แล้วเอ่ยถามอย่างใสซื่อ รอยยิ้มของหิมะน้อยช่างเป็นความบริสุทธิ์ที่เข้ากับสีขาวของหิมะ ซึ่งกำลังโปรยปรายล้อสายลม เสียงนุ่มละมุนของนางจึงกลายเป็นสิ่งปลอบประโลมจิตให้กลับมาสงบลง มิเนอร์วามองไปที่ดวงจันทราพร้อมกับรอยยิ้มที่รู้สึกดีขึ้น เขาพึมพำเสียงเบา หลับตาลงด้วยอารมณ์ที่รำลึกนึกถึงอดีต



            “เกรเซีย…”

    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน