บรรยากาศกลางถนนสายหลักของเมืองจินไห่ตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าขนลุก หลังจากที่หลี่ิแสดงอภินิหารดูดกลืนพลังโจมตีของสามราชันย์มาอุ่นขนมครกจนร้อนกรอบได้ที่ บัดนี้ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อนแม้แต่ปลายนิ้ว ผู้าุโใหญ่จากสามตระกูลดังที่เคยเป็เ้าชีวิตของเมือง บัดนี้มีสภาพไม่ต่างจากเด็กน้อยที่ทำผิดแล้วโดนสั่งให้คุกเข่าสำนึกผิด
หลี่ิเคี้ยวขนมครกคำสุดท้ายด้วยสีหน้ามีความสุข ก่อนจะปัดเศษแป้งออกจากนิ้วมือผ้าไหมสีขาวสะอาด เขาเดินทอดน่องเข้าไปหาผู้าุโใหญ่ตระกูลหวังที่กำลังสั่นเทา
"เอาล่ะ... มาคุยเื่ค่าเสียหายกันหน่อย" หลี่ิเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ ราวกับกำลังคุยเื่ลมฟ้าอากาศ "ค่าขนมครกน่ะแค่ไม่กี่เหรียญทอง ข้าไม่คิดมากหรอก แต่ค่าที่พวกเ้าทำข้า 'เสียสมาธิ' ในการละเลียดรสชาติกะทิสดเนี่ยสิ มันประเมินค่าไม่ได้เลยนะ"
"เ้า... เ้า้าอะไร?" ผู้าุโหวังถามเสียงสั่น
"ข้าเรียกเก็บ 'ภาษีความรำคาญ' ก็แล้วกัน" หลี่ิชูนิ้วขึ้นมา "คนละ 10,000 ตำลึงทอง... ถือว่าช่วยสนับสนุนค่าอาหารว่างของยามพเนจรอย่างข้า จ่ายมาซะดี ๆ ไม่อย่างนั้นข้าอาจจะนึกสนุก 'ดูด' พลังตบะที่พวกเ้าสะสมมาทั้งชีวิตมาทำถ่านปิ้งไก่ต่อก็ได้นะ"
คำขู่นั้นทำเอาทั้งสามคนหน้าซีดเผือด พวกเขารีบควักตั๋วเงินสลักตราประทับทองคำและถุงเงินมิติมอบให้หลี่ิด้วยความลนลาน หลิวรั่วเฉินที่ยืนอยู่ข้างหลังถึงกับตาค้าง นี่พี่หลี่ของนางกำลังรีดไถยอดฝีมือขั้นราชันย์กลางถนนในต่างแคว้นอย่างหน้าตาเฉย!
ในขณะที่หลี่ิกำลังรับตั๋วเงินอย่างเพลิดเพลิน เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่ดังอย่างพร้อมเพรียงดุจเสียงกลองศึกก็ดังแว่วมาจากทิศทางของจวนกลางเมือง ทันใดนั้น ฝูงชนที่มุงดูอยู่ต่างพากันแตกฮือราวกับเห็นเพชฌฆาต
ตึง! ตึง! ตึง!
ขบวนทหารในชุดเกราะหนักสีเทาทมิฬลงอาคมวาววับนับร้อยนายพุ่งทะยานเข้ามาล้อมรอบบริเวณไว้ทุกทิศทาง ที่หน้าอกเกราะแต่ละคนมีรูปสลัก "พยัคฆ์คาบดาบ" ซึ่งเป็สัญลักษณ์ของ หน่วยองครักษ์เกราะเหล็ก หน่วยรบที่ขึ้นชื่อว่าโเี้ที่สุดของเมืองจินไห่ พวกเขาไม่ได้ขึ้นตรงต่อกฎหมายทั่วไป แต่ขึ้นตรงต่อความสงบเรียบร้อยของเมืองตามคำสั่งเบ็ดเสร็จ
"หลีกไป! หน่วยองครักษ์ทำงาน!" เสียงตวาดก้องกังวาน
แม่ทัพไป๋เหลียน ผู้นำหน่วยควบม้าศึกสวมเกราะเหล็กสีดำทะมึนเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าหลี่ิ ใบหน้าของเขาคร่ำเคร่งและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็จากการรบ สายตามองไปที่ผู้าุโทั้งสามที่คุกเข่าอยู่ด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็โทสะเมื่อมองเห็นยามในชุดคุณชายขาวที่กำลังถือปึกตั๋วเงิน
"บังอาจนัก! เมืองจินไห่มีกฎเกณฑ์ มีขื่อมีแป!" ไป๋เหลียนชักดาบั์หนักหลายร้อยชั่งออกมาชี้หน้าหลี่ิ "ไม่ว่าเ้าจะเป็ใครมาจากไหน การใช้กำลังข่มเหงผู้อื่นและรีดไถเงินทองกลางถนนคือความผิดมหันต์ ทหาร! นำโซ่ตรวนศิลาทมิฬออกมาสยบมันเดี๋ยวนี้!"
หลี่ิมองดูปลายดาบั์แล้วหาวหวอดออกมาหนึ่งที "เฮ้อ... ของกินก็หมดแล้ว เงินก็เก็บแล้ว นึกว่าจะได้ไปเดินย่อยสบาย ๆ ซะหน่อย ทำไมแคว้นนี้คนมันเยอะจังนะ"
หลิวรั่วเฉินรีบก้าวเข้ามา "พี่หลี่... คนพวกนี้คือองครักษ์ประจำเมืองนะเ้าคะ ชุดเกราะพวกนั้นลงอาคมสลายปราณไว้ ถ้าท่านลงมือสู้ เื่มันจะบานปลายไปถึงระดับแคว้นแน่ ๆ"
หลี่ิพยักหน้า "นั่นสิ... ข้าก็ี้เีสู้กับกองทัพซะด้วยสิ งั้นเอาแบบนี้ละกัน"
ในจังหวะที่หน่วยองครักษ์เกราะเหล็กกำลังขยับวงล้อมเข้ามาพร้อมโซ่ตรวนสีดำสนิทที่แผ่ไอเย็นเยียบ หลี่ิอาศัย่ที่ฝุ่นจากกีบม้าตลบอบอวล ประสานอินอย่างรวดเร็วภายใต้แขนเสื้อกว้าง
ปุ้ง!
ควันสีขาวกระจายตัวออกมาเพียงเล็กน้อย ท่ามกลางความสับสน หลี่ิตัวจริงใช้ วิชาเทพอัสนี วาร์ปหายวับไปยังร้านน้ำแข็งไสที่อยู่ห่างออกไปสามตรอกในพริบตา ทิ้งไว้เพียง "ร่างแยก" ที่มีหน้าตา แววตา และความี้เีเหมือนเขาทุกประการ
ร่างแยกหลี่ิชูมือขึ้นเหนือหัวอย่างว่าง่าย "เออ... ยอมแล้วครับ อย่าทำแรงนะ ชุดนี้เพิ่งซื้อมา ข้าี้เีไปซัก"
ไป๋เหลียนผงะไปเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าคนที่มีพลังสยบราชันย์สามคนจะยอมจำนนง่ายดายขนาดนี้ "ใส่โซ่ตรวนมันเดี๋ยวนี้! คุมตัวไปขังที่คุกใต้ดินส่วนลึก ห้ามใครเข้าใกล้จนกว่าข้าจะตรวจสอบประวัติมันได้!"
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ คุกใต้ดินลับที่อยู่ลึกลงไปใต้ดินนับสิบวา บรรยากาศเย็นเยือกและอับชื้น โซ่ตรวนศิลาทมิฬขนาดใหญ่พันธนาการร่างกายของหลี่ิ (ร่างแยก) ไว้อย่างแ่ากับกำแพงหิน
ทว่า แทนที่จะเห็นภาพนักโทษที่กำลังสั่นสะัวหรือวางแผนหลบหนี แม่ทัพไป๋เหลียนกลับต้องยืนกุมขมับเมื่อมองผ่านลูกกรงเข้าไป
"ครอก... ฟี้... ครอก... ฟี้..."
ร่างแยกของหลี่ิกำลังหลับลึกอย่างมีความสุข เสียงกรนดังสนั่นหวั่นไหวสะท้อนไปมาในอุโมงค์คุก ราวกับว่าที่นี่ไม่ใช่ที่คุมขัง แต่เป็ห้องนอนส่วนตัว
"ตื่นเดี๋ยวนี้!" ไป๋เหลียนะโพลางกระแทกดาบกับลูกกรงเหล็ก "เ้าเป็ใครกันแน่! วิชาดูดพลังเมื่อครู่คืออะไร! ใครส่งเ้ามาที่เมืองจินไห่!"
ร่างแยกปรือตาขึ้นมองด้วยตาปลาตาย "ข้าก็บอกแล้วไง... ข้าคือยามที่ลาพักร้อนมาหาของกิน... ในคุกนี่อากาศดีจังนะ ไม่มีแดดด้วย ข้าขอนอนต่ออีกสักสามชั่วโมงนะพี่ชาย แล้วค่อยมาถามใหม่" พูดจบเขาก็หัวถึงหมอนฟางแล้วหลับต่อทันที
"แม่ทัพครับ!" ทหารยามวิ่งมารายงานด้วยใบหน้าซีดเผือด "โซ่ศิลาทมิฬที่สลายปราณ... มันตรวจไม่พบพลังในตัวเขาเลยครับ! ราวกับว่าเขามีพลังเป็ศูนย์ หรือไม่ก็... เขามีพลังมหาศาลเกินกว่าที่โซ่จะรับไหวจนมันใช้งานไม่ได้!"
ไป๋เหลียนกัดฟันกรอด "คอยจับตาดูไว้ให้ดี! อย่าให้เขากินหรือดื่มอะไรทั้งนั้น ข้าอยากรู้นักว่าเขาจะทนได้นานแค่ไหน!"
ตัดกลับมาที่ย่านตลาดอีกฝั่งของเมือง หลี่ิตัวจริงนั่งไขว่ห้างอยู่บนม้านั่งไม้หน้าแผงน้ำแข็งไส ในมือถือถ้วยกระเบื้องที่มีน้ำแข็งพูนราดด้วยน้ำแดงเชื่อมและถั่วแดงอย่างน่าทาน
"พี่หลี่... ท่านทิ้งร่างแยกไว้ในคุกแบบนั้นจะดีจริง ๆ หรือเ้าคะ?" หลิวรั่วเฉินถามพลางมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง
หลี่ิตักน้ำแข็งไสเข้าปากหนึ่งคำ "ดีสิ... ร่างแยกข้ามันก็ี้เีพอ ๆ กับข้านั่นแหละ ให้มันนอนเล่นในคุกเย็น ๆ ไปก่อน ส่วนเราก็มีเวลาเดินเล่นซื้อของฝากเพิ่มอีกตั้งเยอะ"
เขามองดูตั๋วเงินปึกใหญ่ในมือแล้วยิ้ม "แม่นางหลิว วันนี้ข้ารวยแล้ว อยากได้เครื่องประดับชิ้นไหน บอกพี่หลี่คนนี้ได้เลยนะ ภาษีความรำคาญจากพวกตระกูลใหญ่นี่มันหอมหวานกว่าน้ำหวานนี่อีกแฮะ"
โดยที่หลี่ิไม่รู้เลยว่า การที่เขาปล่อยให้ร่างแยกโดนจับไปนั้น กำลังจะกลายเป็จุดเริ่มต้นของความวุ่นวายครั้งใหญ่ เพราะหน่วยองครักษ์เกราะเหล็กเริ่มสงสัยว่าเขามิใช่มนุษย์ แต่เป็ปีศาจจำแลงกายมาเพื่อทำลายเมืองจินไห่!