ณ เขานารีนิทรา
“ูเานี้น่าจะเป็ “เขานารีนิทรา” รูปร่างเหมือนสตรีนอนหงาย หันศรีษะไปทางทิศตะวันออก ปลายเท้าไปทางทิศตะวันตก แต่ไม่มีทางเข้าไปภายในเลย แล้วราชินีน้ำแข็งเข้าออกยังไงกันนะ” เทพอัสนีย์นึกพลางใช้ดวงตาที่สามสอดส่องไปทั่ว จึงพบทางเข้าอยู่ด้านล่างตรงเกือบกลางเขามีช่องเล็กๆสามารถเข้าได้ทีละ 1 คน จึงวาร์ปเข้าไปภายในซึ่งเป็ทางเดินซับซ้อน และถูกผนึกไว้เป็่ๆ
“ถ้ามัวแต่เดินแบบนี้น่าจะเสียเวลาเป็เดือนก็ยังไม่ถึงจุดหมายแน่ๆ” เทพอัสนีย์คิดพลางนั่งขัดสมาธิใช้ตาที่สามตรวจดู จึงพบห้องนึงมีเสาสีทองจารึกข้อความว่า “น้ำแข็งเย็น ลมแรง แทงจิต ประดิษฐ์ แดนสรวง ทะลวงเวหา กำเนิด สุริยัน จันทรา เกล็ดกล้าน้ำแข็งเหมันต์”
“ใช่แล้วนี่คือเคล็ดวิชา “น้ำแข็งเหมันต์” เสานี้น่าจะเป็แก่นิญญาของเทพเหมันต์ เราคงต้องไปที่นั่นให้เร็วที่สุด” เทพอัสนีย์นึกในใจพลันก็วาร์ปเข้าไปที่ห้องนั้น
ณ ห้องแก่นิญญาของเทพเหมันต์ ภายในเขานารีนิทรา
“เทพเหมันต์เ้านี่ช่างทนทานยิ่งนัก ข้าฟันแก่นวิญญานเ้ามา 2 ชั่วยามแล้วแค่ร้าวนิดเดียวเอง แต่อีกไม่นานเ้าจะต้องสลายไปจากโลกนี้อย่างแน่นอน ฮ่าๆๆๆ” มารพยัคขาวกล่าว
“หยุดนะ” ราชินีน้ำแข็งกล่าว
“เ้าเป็ใคร” มารพยัคขาวถาม
“ในพิภพนี้ต่างเรียกข้า เ้าวังอุดร หรือที่หลายคนรู้จักในนาม ราชินีน้ำแข็ง” เ้าวังอุดรกล่าว
“ฮ่าๆๆ เ้าจะเป็ใครไม่สำคัญ ไม่มีปราณอย่างเ้ายังจะอวดดี แต่หน้าตาเ้าก็น่ารัก น่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน ข้าน่าจะรับเ้ามาเป็ชายาซะเลย ดีไหม ฮ่าๆๆๆ” มารพยัคขาวกล่าว
“เ้านี่บังอาจนัก บุษบงค์ บุษบา จัดการ” เ้าวังอุดระโสั่งอัศวินผู้พิทักษณ์ซ้าย-ขวา ด้วยโทสะ
“รับทราบ” ทั้งสองรับคำสั่ง แล้วชัก “ดาบเพลิงเทวะ” กระโจนเข้าหามารพยัคขาวในทันที
“ปราณเพลิงพยัค” มารพยัคขาวกล่าวพร้อมกับฟันดาบเพลิงพยัคไปในอากาศ บังเกิดปราณดาบมุ่งไปยังทิศทางที่อัศวินผู้พิทักษณ์ทั้งสองพุ่งตัวมา
ดาบเพลิงเทวะที่มีเปลวสีส้มลุกท่วมร่วงหล่นลงกับพื้น เมื่อร่างทั้งสองกระทบเข้ากับ ปราณของ “ดาบเพลิงพยัค” แล้วสลายกลายเป็อากาศไป
“ฮ่าๆๆๆ เห็นไหมล่ะ พวกเ้ามันแค่มดปลวก” มารพยัคขาวกล่าว
ยังไม่ทันที่ราชินีน้ำแข็งจะกล่าวคำใดมารพยัคขาวก็มาปรากฏข้างกายแล้วสกัดจุดนางไว้ จนไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้มีเพียงหายใจและกรอกตาไปมาเท่านั้น ไม่สามารถเอ่ยคำใดได้เลย
“เห็นไหมว่ามันง่ายดายแค่ไหน ฮ่าๆๆๆ” พูดพลางโอบกอดนางไว้
“กลิ่นกายเ้านี่ช่างหอมรัญจวน ยั่วใจข้าซะจริงๆ มันหอมมาจากไหนนะ” มารพยัคขาวไม่พูดเปล่า เขาชอนไชจมูกไปทั่ว ั้แ่แก้ม ไล่มาจนมาถึงซอกคอ
ราชินีน้ำแข็งดิ้นสุดแรง สุดท้ายเมื่อโดนอีกฝ่ายรุกหนักเข้านางก็อ่อนระทวย
“เอาละเดี๋ยวข้าทำลายปราณเทพเหมันต์เสร็จแล้ว ข้าค่อยมารับเ้าไปขึ้น์ด้วยกันนะ ฮ่าๆๆๆ” มารพยัคขาวกล่าวพลันะโเข้าไปหาแก่นิญญาของเทพเหมันต์
น้ำตาราชินีน้ำแข็งไหลพราก นางเสียใจอย่างหนักที่ต้องมาเสียท่า มารพยัคขาวผู้นี้ “ข้าหลุดไปได้ข้าจะฆ่าเ้า ไอ้มารชั่ว” นางได้แต่คิดในใจด้วยความแค้น
“ท่านแม่ ข้ามาช่วยแล้ว” เสียงเทพอัสนีย์ดังขึ้นหลังจากที่เขาปรากฏกายข้างๆแม่ยายตัวเอง ที่นอนอยู่บนพื้นในสภาพที่ขยับตัวไม่ได้
“ท่านแม่ ข้าคลายจุดให้เอง” พูดจบเขาก็รวบรวมปราณส่งผ่านนิ้วชี้และนิ้วกลางจิ้มที่ต้นคอของแม่ยาย
“มันลวนลามข้า ในใจข้าสุดแสนจะเจ็บแค้นยิ่งนัก ข้าอยากจะฆ่ามันกับมือข้าเอง แต่ก็เข้าใจดีว่าไร้ความสามารถ ดังนั้นเ้ารับปากข้า จงฆ่ามันให้ข้าด้วยนะ” ราชินีน้ำแข็งร้องไห้แทบขาดใจ บัดนี้ดูหมดสง่าราศรีช่างน่าสงสารยิ่งนัก
“ท่านแม่ ฮืือๆๆๆ” เสียงเทพสุญตาร้องไห้ ราชินีน้ำแข็งจึงหันหน้าไปในทิศทางของเสียงนั้นก็ได้พบกับลูกสาว เ้าสำนักเทพอัสนีย์และเทพัเขียว
“เ้าได้ยินหมดแล้วหรือ” ราชินีน้ำแข็งกล่าว
ลูกสาวพยักหน้า “ข้ากับท่านพ่อและอาจารย์มาได้สักพักแล้ว แต่อาจารย์ยังไม่เผยตัวพวกเราให้ท่านเห็น”
“แม่ขอโทษนะ เื่นี้ทำให้ตำแหน่งพระชายาแห่งเทพอัสนีย์ของเ้าต้องมัวหมอง” ราชินีน้ำแข็งกล่าวทั้งน้ำตา
“ท่านแม่ท่านอย่าได้กล่าวโทษตัวเอง คนผิดมันคือเ้านั่น” เทพสุญตาพูดพลางพยักหน้าไปทางมารพยัคขาว
“ไม่นึกเลยว่า พอข้าถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ได้แล้วจะได้พบว่ายุคนี้มีแต่หญิงงาม ดีละข้าจะข้าผู้ชายให้หมดแล้วเอาเ้าสองคนมาเป็ชายาข้าซะเลย” มารพยัคขาวกล่าวพลางโบกมือส่งปราณจอมมารออกมา
เทพอัสนีย์ใช้พลังปราณจอมเทพผนึกเข้ากับดาบเทพอัสนีย์ แล้วขว้างออกไปเพื่อสกัดพลังปราณจอมมาร
แต่ด้วยเหตุที่พลังมารมีมากกว่า เมื่อพลังทั้งสองกำลังจะชนกันมารพยัคขาวก็โบกมือตวัดกลับ ทำให้กลายเป็ปราณมารตวัดดาบเทพอัสนีย์พุ่งไปหาแก่นิญญาของเทพเหมันต์อย่างรวดเร็ว
เป็ที่รู้กันว่าดาบอัสนีสามารถทำลายแก่นิญญาของเทพและมารได้ ดังนั้นถ้าดาบเล่มนี้พุ่งไปปักแก่นิญญาของเทพเหมันต์เมื่อใด เมื่อนั้นแก่นิญญาของเทพเหมันต์ย่อมสลายลงไปในทันที
เมื่อถึงเวลาจวนตัวเช่นนี้ ราชินีน้ำแข็งผู้ยืนอยู่ใกล้ที่สุดจึงพุ่งตัวไปรับดาบไว้ ดาบพุ่งทะลุเกราะเหมันต์บนร่างเธอเสียบทะลุหัวใจ และเสียบคาร่างนางอยู่ ด้วยที่ว่านางจับด้ามดาบไว้ได้ทันดาบจึงไม่พุ่งทะลุร่างนางออกไป
แต่มีหยดเืบางส่วนจากปลายดาบอัสนี กระเด็นไปกระทบเข้ากับแก่นิญญาของเทพเหมันต์ ทำให้ปรากฏแสงสีทองขึ้นที่แก่นิญญา ก้อนหินภายในห้องด้านในูเาก็ทะยอยถล่มลงมา ทุกคนจึงรีบพากันวาร์ปออกมาภายนอก เกิดลำแสงสีขาวเป็ประกายรอบตัวราชินีน้ำแข็งแล้วะเิออกมาเป็ไอน้ำแข็งจนทุกสิ่งกลายเป็น้ำแข็งไปหมด
เทพอัสนีย์ใช้ปราณจอมเทพห่อหุ้มทุกคนไว้เพื่อป้องกันอันตราย เมื่อหมอกน้ำแข็งสลายไป ก็ปรากฏร่างหญิงงามอายุประมาณ 18 ปี อยู่ในก้อนน้ำแข็งรูปร่างเหมือนไข่
ทันใดนั้นเทพเหมันต์ก็ปรากฏตัวขึ้น เทพัเขียวรีบเข้าไปประคองนางไว้ “ท่านพี่คำสาปสลายแล้ว ลูกของเราจะถือกำเนิดใหม่โดยการฟักจากไข่น้ำแข็งนี้ เมื่อออกมาจากไข่แล้วนางคือเทพัน้ำแข็ง เป็เทพแท้สาวงามในร่างใหม่อายุ 18 ปี” เทพเหมันต์กล่าว
“คารวะท่านยาย” เทพสุญตากล่าว
“ไหนหลานยายเข้ามาใกล้ๆยายซิ” นางกวักมือเรียกเทพสุญตา
เทพสุญตาเดินไปยืนเบื้องหน้าเทพเหมันต์ นางใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแตะที่หน้าผากหลานสาว พลางพูดว่า “ที่แท้ชายผู้นั้นก็ไม่เคยให้อภัยข้า เ้าถูกเตรียมเรือนร่างและพลังปราณไว้เพื่อเป็เทพเหมันต์แทนข้า เดี๋ยวยายจะผนวกปราณเหมันต์เข้ากับปราณเดิมของเ้า แล้วเราคงต้องลากันตรงนี้เลยนะหลาน” เทพเหมันต์กล่าว
“ไม่เอาท่านยาย ข้าไม่เอา ข้าอยากจะอยู่กับท่านยาย” เทพสุญตากล่าวทั้งน้ำตา
“ชีวิตเราเป็ของมหาเทพจอมาานะ เ้าจงจำไว้นะ ทำตามความประสงค์ของท่านคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเรา” เทพเหมันต์กล่าว
“ข้าไม่เคยอยากพบหน้าเ้าเลย แต่วันนี้ไม่รู้เป็อย่างไร ข้าอยากมาส่งเ้าเป็ครั้งสุดท้าย” นางมารจารวีกล่าวพร้อมกับปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าทุกคน
“ข้ารู้เื่เ้ามาตลอด พี่ัเขียวแอบทำวิชากระซิบเล่าเื่ต่างๆให้ฟังในวาระจิตข้าเสมอๆ ขอบใจที่ดูแลหลานข้าอย่างดี ต่อไปข้าฝากลูกหลานไว้กับเ้าด้วยนะ” เทพเหมันต์กล่าวกับนางมารจารวี
“เ้าไม่ต้องเป็ห่วงข้าจะดูแลให้อย่างดี” นางมารจารวีกล่าว
“ลูกข้าฝากเทพอัสนีย์ใช้ปราณจอมเทพร่วมกับพลังอัสนีฟัก นางจะออกจากไข่ได้อย่างรวดเร็ว” เทพเหมันต์กล่าวกับเทพอัสนีย์
“รับทราบ ขอท่านยายวางใจ” เทพอัสนีย์กล่าว
“หลานรักเรามานั่งสมาธิหันหน้าเข้าหากันนะ” เทพเหมันต์พูดกับหลานสาวที่กำลังสะอึกสะอื้นอยู่
“ไม่เอาไม่ร้องลูก เ้าจงสำรวมจิตให้ดีนะ” พูดจบจากนั้นเทพเหมันต์ก็สลายร่างกลายเป็ดวงใสสว่างระยิบระยับลอยเข้ากึ่งกลางหน้าผากของเทพสุญตา
เมื่อปราณผนวกกันอย่างสมบูรณ์กลายเป็ปราณจอมเทพ เกิดพายุหิมะขึ้นรอบๆตัวเทพสุญตา ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเป็น้ำแข็งอีกครั้งแต่พลังกลับรุนแรงกว่าเดิมมากนัก เทพอัสนีย์ใช้ปราณจอมเทพห่อหุ้มทุกคนไว้เพื่อป้องกันอันตราย
ร่างเทพาได้เปลี่ยนสภาพเป็ร่างเทพเหมันต์ ร่างนี้ลักษณะเป็ไอเย็น มีเมฆหมอกน้ำแข็งสีขาวปกคลุมโดยรอบ มีเกล็ดหิมะ มีพายุหมุนโดยรอบตัว และส่งเสียงหวีดหวิว เหมือนพายุหิมะ
มารจารวีที่อยู่ในมิติแห่งจิตได้ซึมซับร่างเทพา และหลุดออกมายืนอยู่ต่อหน้าทุกคน นางได้ร่างเทพพิรุณ มีลักษณะเป็กลุ่มหมอกไอน้ำสีเทาดำ มีพายุและฝนตกลงมาอย่างสม่ำเสมอ
เทพอัสนีย์ได้ส่ง เคล็ดวิชา “น้ำแข็งเหมันต์” ที่เคยถูกจารึกไว้บนเสาสีทองเข้าไปในวาระจิตของเทพสุญตา ข้อความว่า “น้ำแข็งเย็น ลมแรง แทงจิต ประดิษฐ์ แดนสรวง ทะลวงเวหา กำเนิด สุริยัน จันทรา เกล็ดกล้าน้ำแข็งเหมันต์” เทพสุญตาก็ได้ตระหนักวิถีธรรมในเคล็ดวิชาจนสามารถทะลวงผ่านเป็จอมเทพ ระดับสองได้สำเร็จ
บังเกิดเป็ค่ายกล 9 เสาเหมันต์ขึ้นมา ล้อมรอบทุกคนไว้ โดยเสาทั้ง 9 ต้น มีปราณน้ำแข็งเหมันต์ทำหน้าที่สร้างไอน้ำแข็ง ไม่ว่าสิ่งใดที่อยู่ในค่ายกลนี้จะถูกแช่แข็งในทันทีทันใด แต่โชคดีที่เทพอัสนีย์เป็จอมเทพระดับสี่ จึงใช้ปราณตนเองข่มไว้ไม่ให้ทุกคนเกิดอันตราย
เมื่อกลุ่มหมอกควันต่างๆจางลงก็ปรากฏร่างคนทั้งสอง เทพอัสนีย์ เทพัเขียว และเ้าสำนักอัสนี ก็กล่าวแสดงความยินดีกับทั้งสองเทพ
“ฮ่าๆๆๆ”เสียงหัวเราะดังขึ้น ทุกคนหันไปทางเสียงหัวเราะอันทรงพลังนั้น ก็ได้พบกับชายร่างสูงใหญ่ดูกำยำยิ่งนัก
“องค์ชายใหญ่แห่งพิภพมาร” เทพอัสนีย์กล่าวอุทานออกมา
“ถูกต้อง เทพอัสนีย์นี่สมคำล่ำลือจริงๆ ข้าคือมารเพลิงโลกัณฑ์ ผู้เป็องค์ชายใหญ่แห่งพิภพมาร” มารเพลิงโลกัณฑ์กล่าว
“ท่านมาปรากฏตัวที่นี่ ไม่ทราบหรือว่าพิภพอัสนีแห่งนี้ไม่ต้อนรับมาร” เทพัเขียวกล่าว
“ฮ่าๆๆๆ เ้านี่ปากดีสมเป็เทพาหนึ่งเดียวในพิภพนี้จริงๆ ไหนข้าดูหน่อยซิ พวกเ้าระดับไหนกันบ้าง เทพัเขียว จอมเทพระดับ 3 อยู่มาตั้งนานแล้วระดับขึ้นมานิดเดียวเอง เทพอัสนีย์ จอมเทพระดับ 4 เทพพิรุณ จอมเทพระดับ 4 เทพเหมันฑ์ จอมเทพระดับ 2 เ้าสำนักอัสนีนี่ไม่ได้เื่แค่มดปลวก ฮ่าๆๆๆ” มารเพลิงโลกัณฑ์กล่าว
เ้าสำนักอัสนีรู้สึกขายหน้า บันดาลโทสะ จึงะโเข้าใส่มารเพลิงโลกัณฑ์ หวังใช้วิชาฝ่ามือสุริยันต์จัดการกับองค์ชายใหญ่แห่งพิภพมาร
“มด ปลวกเอ๋ย” มารเพลิงโลกัณฑ์กล่าวจบก็โบกมือทีเดียวร่างเ้าสำนักเทพอัสนีย์ก็สลายกลายเป็ฝุ่นในทันที
“ท่านพ่อ” เสียงเทพสุญตาซึ่งบัดนี้กลายเป็เทพเหมันฑ์ไปแล้วกล่าวออกมาด้วยความใ
“น่าสนใจดีนี่ มีเทพใหม่กำลังถือกำเนิดขึ้นมากมาย แต่ก็แค่มดปลวก” มารเพลิงโลกัณฑ์กล่าว
“พวกท่านถอยไป ทางนี้ข้าจัดการเอง” เทพัเขียวกล่าวกับเหล่าเทพกำเนิดใหม่ จากนั้นก็ดึงหยดเืรวมเข้ากับปราณจอมเทพของตนเอง แล้วประทับเข้ากับฝ่ามือ ปล่อยพลังฝ่ามือัเขียวไปยังมารเพลิงโลกัณฑ์
“อ๊าก…” เสียงร้องของมารเพลิงโลกัณฑ์ดังสนั่น เมื่อเขาโดนพลังฝ่ามือจนถึงกับกระอักโลหิตกลิ้งกับพื้นไปหลายตลบ
“เ้าออกไปจากพิภพอัสนีซะ ครั้งนี้ข้าจะไว้ชีวิตเ้า” เทพัเขียวกล่าว
“น่าสนุก เกมเพิ่งจะเริ่ม ข้ายังไม่รีบ เมื่อกี๊ข้าแค่ลองรับพลังฝ่ามือของเ้าดู น่าทึ่งมากจอมเทพระดับ 3 แต่พลังที่ปล่อยออกมาอยู่ในระดับ 5 ข้างี้งงเลย ฮ่าๆๆ แต่ถึงอย่างไรมันก็ยังเป็ระดับที่ต่ำเกินไปอยู่ดี เพราะข้าอยู่ในระดับ 7 แล้ว ฮ่าๆๆๆ” มารเพลิงโลกัณฑ์กล่าว
“อะไรนะ” เทพทั้งหลายอุทานขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“เดี๋ยวข้าจะแสดงให้เ้าเห็นว่า เ้าไม่ควรสามหาวกับองค์ชายใหญ่แห่งพิภพมารอย่างข้า พลังฝ่ามือเพลิงโลกัณฑ์” กล่าวจบมารเพลิงโลกัณฑ์ก็ปล่อยพลังฝ่ามือออกมาพร้อมกันทั้งสองข้าง เป็ลูกไฟรูปฝ่ามือขนาดใหญ่ พอลูกไฟทั้งสองนี้เคลื่อนออกจากฝ่ามือมาสักหน่อยก็รวมตัวกันเป็ลูกไฟรูปฝ่ามือขวาขนาดใหญ่กว่าเดิมสัก 3 เท่า พุ่งตรงมายังเทพัเขียวอย่างรวดเร็ว เทพัเขียวใช้ฝ่ามือทั้งสองรับไว้แล้วใช้ปราณจอมเทพต้านแต่ไฟนั้นมีพลังมากเหลือเกินมันดันร่างเทพัเขียวจนไถลไปด้านหลังถึง 6 เมตร แล้วเผาไหม้ร่างเทพัเขียวจนไฟลุกท่วม
“อ๊าก….” เทพัเขียวส่งเสียงร้องด้วยความเ็ป
เทพพิรุณโปกมือส่งเมฆฝนขนาดย่อมๆไปลอยเหนือเทพัเขียว
“ฝนเทพพิรุณ” สิ้นเสียงเทพพิรุณก็มีเม็ดฝนขนาดใหญ่ตกลงมาเฉพาะร่างเทพัเขียว สักพักไฟก็ดับ และอาการปวดแสบปวดร้อนก็หายไป
“ท่านเทพัเขียว ข้ามิอาจหยุดใช้ฝนเทพพิรุณให้ท่านในตอนนี้ได้นะ เพราะถ้าไม่มีฝนเทพพิรุณท่านก็อาจจะทนความเ็ปจากพิษไฟมารมิได้” เทพพิรุณกล่าวกับเทพัเขียว
“ข้ารู้ ขอบใจท่านมากนะ” เทพัเขียวกล่าว
“เ้านี่มันช่างชั่วช้าจริงๆ คิดทรยศไปเข้ากับฝ่ายเทพ แถมยังใช้ร่างเทพอีก” มารเพลิงโลกัณฑ์กล่าว
“พี่ใหญ่ ในเมื่อสมัยก่อนท่านก็เกลียดข้า แถมยังเคยลอบสังหารข้ากับแม่ข้าอีก เพียงแค่หวังชิงตำราวิเศษ ดีที่ข้าหนีมาได้จากการช่วยเหลือของท่านแม่ แต่นางก็จบชีวิตลงด้วยฝีมือท่าน แค้นนี้ก็ยังไม่ได้ชำระเลย” เทพพิรุณกล่าว
“ฮ่าๆๆ ลูกนางสนมเล็กๆเช่นเ้า ช่างอวดดีซะจริง วันนี้เป็วันตายของพวกเ้าแล้ว ยกเว้นแม่หนูคนนี้กับคนที่อยู่ในไข่ ข้าจะรับไปเป็สนม ฮ่าๆๆๆ”
“เ้าสองคนรวมปราณไว้ที่ศูนย์กลางกาย เทพอัสนีย์ยืนด้านหน้า เทพเหมันต์ยืนด้านหลังเอามือซ้ายแตะที่ไหล่ด้านหลังเทพอัสนีย์ เอานิ้วชี้และนิ้วกลางจากแขนขวาแตะหว่างคิ้วแล้วตระหนักรู้ จากนั้นดึงปราณจากศูนย์กลางกายผสมเข้ากับพลังจากการตระหนักรู้กลางศรีษะ ส่งไปยังปลายแขนซ้ายให้กับเทพอัสนีย์” เทพพิรุณกล่าวกับทั้งสองเทพ
“เทพอัสนีย์เอานิ้วชี้และนิ้วกลางจากแขนขวาแตะหว่างคิ้วแล้วตระหนักรู้ จากนั้นดึงปราณจากศูนย์กลางกายผสมเข้ากับพลังจากการตระหนักรู้กลางศรีษะ ส่งไปรวมกับพลังที่ได้มาจากเทพเหมันต์ แล้วใช้พลังฝ่ามืออัสนี จัดการกับเขาซะ” เทพพิรุณกล่าวจบเทพอัสนีย์ก็ปล่อยพลังฝ่ามืออัสนีเข้าใส่มารเพลิงโลกัณฑ์ในทันที
พลังฝ่ามือนี้มีลักษณะเป็หมอกขาวที่อัดแน่นด้วยสายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ภายในหมอกขาวนั้น พอหมอกขาวที่ออกจากทั้งสองฝ่ามือนี้เคลื่อนออกจากฝ่ามือมาสักหน่อยก็รวมตัวกันเป็หมอกขาวรูปฝ่ามือขวาขนาดใหญ่มาก พุ่งไปกระทบฝ่ามือทั้งสองข้างของมารเพลิงโลกัณฑ์ที่รอรับไว้อยู่แล้ว
ปราณเทพและมารก็ข่มกันอย่างหนักสักครู่ใหญ่ฝ่ามืออัสนีก็ปะทะเข้าร่างจนมารเพลิงโลกัณฑ์กระเด็นไปนอนร้องครวญครางกับพื้น
“อ๊าก…ฝากไว้ก่อนนะ เ้าทั้งสองจำเอาไว้ว่าวันนี้ข้าอัปยศเช่นไร วันหน้าข้าจะมาเอาคืนเป็ร้อยเท่าของวันนี้” พูดจบมารเพลิงโลกัณฑ์ก็วาร์ปออกจากพิภพอัสนีในทันที
“ฮ่าๆๆ ว่าคนอื่นกระจอก แต่ไม่เคยดูตัวเองเลย มารเพลิงโลกัณฑ์าเ็สาหัสมิใช่น้อย เห็นทีจะอีกนานหลายปีเลยทีเดียวกว่าเขาจะมาหาเื่พวกเ้าได้อีก สิ่งที่ข้าสอนพวกเ้าในวันนี้เรียกว่า “การสนธิพลัง” พวกเ้าต้องฝึกซ้อมจนตะหนักรู้สูงสุดให้ได้ เมื่อตะหนักรู้จนถึงขั้นนั้นพวกเ้าจะกลายร่างเป็เทพต้นกำเนิดแล้วร่างเทพต้นกำเนิดจะรวมกันเป็ร่างใหม่ที่ให้พลังสูงสุดเกินจะประมาณ” เทพพิรุณกล่าวกับเทพทั้งสอง
“รับทราบ” เทพทั้งสองรับคำ
“ท่านอาจารย์เป็อย่างไรบ้าง”เทพเหมันต์กล่าวกับเทพัเขียว
“แก่นิญญาร้าว กำลังจะแตกสลายแล้ว คงอยู่ได้อีกไม่นาน เรียกเทพคัทโตะ มาให้ข้าหน่อย” เทพัเขียวกล่าว