ถึงแม้เดือนนี้จ้าวหงเหมยจะลงมือทำไร่ทำนาบ้างแต่เมื่อเทียบกับการอยู่เดือนครั้งก่อนๆ ของเธอ ก็นับว่าสบายกว่ากันมากโข
จ้าวหงเหมยรู้สึกว่าการอยู่เดือนแสนสบายได้ขนาดนี้ก็เพราะบุญคุณของลูกสาวคนโตทั้งนั้นดังนั้นเมื่อเอ่ยถึงหลันเยวี่ยอีกครั้ง ดวงตาของเธอก็เป็นประกายระยิบระยับ
แม่เฒ่าหลินรับช่วงต่อคำพูดของจ้าวหงเหมยด้วยรอยยิ้ม"เยวี่ยเยวี่ยเป็นเด็กที่รู้จักเอาใจใส่คนอื่นแถมยังรู้ความมาก พวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ความรู้อาจจะกว้างขวางไม่เท่าหลานสาวคนนี้เลย"
จ้าวหงเหมยรีบตอบ"นั่นสิคะเยวี่ยเยวี่ยรู้เรื่องที่หนูกับพ่อของเธอยังไม่รู้หลายอย่างบางทีพวกเราก็ต้องฟังเธอด้วยซ้ำไป"
"หงเหมยเอ๊ย ยัยหนูเยวี่ยก็อายุสิบแปดแล้วนะป้าว่าหลังจากนี้คงจะมีคนมาสู่ขอกันเรื่อยๆ พวกเธอสองคนคิดยังไงกันบ้างล่ะ?"
ที่แม่เฒ่าหลินเรียกจ้าวหงเหมยมาคุยด้วยไม่ได้มีแค่เรื่องสัพเพเหระเท่านั้น
หลังจากที่หูหลันเยวี่ยแสดงความสามารถอันโดดเด่นในงานวันเกิดของแม่เฒ่าหูจนบรรดาญาติๆ เปลี่ยนความคิดที่มีต่อคุณหนูผู้นี้ ชื่อเสียงของเธอก็ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป
หูหลันเยวี่ยเป็นที่นิยมในหมู่บ้านมากขึ้นเรื่อยๆพ่อแม่ที่มีลูกชายอายุพอเหมาะที่จะแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝายากที่จะไม่ปักใจหมายปองตัวเธอ
แม่เฒ่าหลินไม่อยากให้หลานสะใภ้ที่ตัวเองหมายตาไว้ถูกคนอื่นชิงตัดหน้าไปต่อหน้าต่อตา
จ้าวหงเหมยยังไม่ได้คิดถึงเรื่องส่วนตัวของลูกสาวคนโตมากนักเพราะในหมู่บ้านแห่งนี้ ไม่ว่าเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงหากอายุเกินสิบแปดปีและไม่ได้เรียนต่อแล้วเรื่องคู่ครองก็จะถูกยกขึ้นมาพิจารณาทันที
ลูกสาวเพิ่งย้ายกลับมาอยู่ด้วยกันได้ไม่นานจ้าวหงเหมยจึงไม่ได้คิดถึงเรื่องส่วนตัวของลูก
เมื่อแม่เฒ่าหลินเอ่ยขึ้นมาจ้าวหงเหมยก็ไตร่ตรองเล็กน้อยก่อนจะพูด "คุณป้าคะเยวี่ยเยวี่ยเพิ่งจะกลับมาอยู่กับพวกเราพ่อของเธอกับหนูยังไม่ได้คิดถึงเรื่องที่คุณป้าพูดถึงเมื่อกี้นี้เลยค่ะคุณป้าจะมาสู่ขอเยวี่ยเยวี่ยเหรอคะ?"
แม่เฒ่าหลินตอบ"หงเหมยเอ๊ย ป้าก็จะไม่พูดอ้อมค้อมอะไรกับเธอแล้วนะหย่วนจื่อหลานป้ากับเยวี่ยเยวี่ยดูแล้วเข้ากันได้แถมพวกเราก็รู้จักพื้นเพกันดีอยู่แล้ว เยวี่ยเยวี่ยแต่งมาอยู่กับพวกเราป้ารับประกันว่าจะดูแลเหมือนหลานสาวแท้ๆ หย่วนจื่อของป้าก็ไม่มีพ่อแม่แล้วถึงตอนนั้นเขาจะต้องดูแลพวกเธอสองคนเหมือนพ่อแม่แท้ๆ แน่นอน"
แม่เฒ่าหลินเสนอตัวมาสู่ขอเองเช่นนี้จ้าวหงเหมยที่ไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาเลย ก็ไม่รู้ว่าจะรับมือยังไงดี
เห็นจ้าวหงเหมยไม่พูดอะไรแม่เฒ่าหลินก็พูดต่อ "เธอไม่ต้องรีบให้คำตอบป้าก็ได้ป้าก็แค่อยากให้เธอสองคนรู้ว่าพวกเราอยากเกี่ยวดองด้วย ให้เด็กๆ ค่อยๆทำความรู้จักกันไปตามธรรมชาตินั่นแหละ ถ้าคบกันไปสักปีครึ่งแล้วหนูเยวี่ยบ้านเธอรู้สึกว่าใจตรงกันกับหย่วนจื่อ ป้าก็จะไปจัดการเรื่องสู่ขอให้"
"คุณป้าคะ ที่พูดมาหมายความว่าซือหย่วนเขาก็ชอบพอเยวี่ยเยวี่ยของหนูด้วยใช่ไหมคะ?" จ้าวหงเหมยได้ยินความหมายอื่นแฝงอยู่ในคำพูดของแม่เฒ่าหลินเมื่อครู่
เธอคิดว่าแม่เฒ่าหลินแค่อยากจะจับคู่ให้คนหนุ่มสาวทั้งสองมากกว่า
ส่วนเรื่องการคบหากันระหว่างหลินซือหย่วนกับหูหลันเยวี่ยจ้าวหงเหมยมองว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นไปตามธรรมชาติและบริสุทธิ์มาโดยตลอด
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของจ้าวหงเหมยแม่เฒ่าหลินก็หัวเราะเบาๆ "พวกเราทั้งคู่ก็ชอบหนูเยวี่ยเหมือนกันนั่นแหละไม่งั้นหย่วนจื่อจะให้หนูเยวี่ยรู้ความลับของเขาได้ยังไง? หย่วนจื่อน่ะระวังตัวเป็นพิเศษเชียว"
ก็เพราะหลินซือหย่วนเป็นคนระมัดระวังตัวมากเรื่องที่เขาแอบทำธุรกิจส่วนตัว เลยมีชาวบ้านแค่ไม่กี่คนที่รู้
จ้าวหงเหมยคุยกับแม่เฒ่าหลินได้เกือบครึ่งชั่วโมงก็ขอตัวลากลับ
ตอนนี้หูหลันเยวี่ยกับถิงถิงขึ้นเขาไปแล้ว
เห็นหูฉางหมินกำลังจะลงไปทำงานในไร่นาจ้าวหงเหมยก็รีบเรียกเขาไว้
"นี่พ่อ คุณป้าอยากจะดองญาติกับเรา คุณคิดว่าจะดีไหม?" จ้าวหงเหมยพูดด้วยเสียงที่เบาจนได้ยินกันแค่สองคนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้สามีฟัง
เมื่อรู้ว่าเพื่อนบ้านข้างๆหมายปองลูกสาวสุดที่รัก หูฉางหมินก็รู้สึกเหมือนแก้วตาดวงใจกำลังจะถูกช่วงชิงไป
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งหูฉางหมินก็พูดขึ้น "ต้องดูความเห็นของเยวี่ยเยวี่ยก่อนถ้าเธอชอบพอกับหย่วนจื่อ พวกเราก็ยินดีด้วย แต่ถ้าเธอไม่ได้ชอบพวกเราก็อย่าไปบังคับเลย ถึงพวกเราจะรู้ว่าหย่วนจื่อเป็นคนหนุ่มมีอนาคตแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเราต้องยกลูกสาวให้เป็นเมียเขาแต่ว่าถ้าเยวี่ยเยวี่ยไปชอบพอคนหนุ่มที่ประพฤติตัวไม่ดี มีนิสัยไม่เข้าท่าพวกเราที่เป็นพ่อแม่ก็คงนิ่งดูดายไม่ได้"
เมื่อก่อนหูฉางหมินกับจ้าวหงเหมยก็รักกันแบบอิสระดังนั้นเรื่องการแต่งงานของลูกสาว เขาถึงได้เปิดใจกว้างได้ขนาดนี้
ขอแค่คนที่ลูกสาวหมายปองเป็นคนดีหูฉางหมินก็ยินดีด้วย
เขาจะไม่บังคับลูกสาวให้แต่งงานตามใจตัวเองอย่างแน่นอน
จ้าวหงเหมยเห็นด้วยกับความคิดของสามีอย่างยิ่ง"งั้นพวกเราก็จะรอเหมือนกับคุณป้าค่ะ ค่อยๆ ดูเด็กๆทำความรู้จักกันไปตามธรรมชาติ"
หูฉางหมินพูด"เยวี่ยเยวี่ยเพิ่งจะสิบแปดเอง หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลการแต่งงานของลูก พวกเราไม่ต้องรีบร้อนหรอกผมก็พอดูออกแล้วว่าเด็กคนนี้เป็นคนมีหัวคิดแถมดูเหมือนช่วงนี้ก็สนใจแต่เรื่องหาเงินมากกว่า"
"ก็เพราะพวกเราสองคนมันไม่ได้เรื่องนั่นแหละ ลูกถึงได้คิดแต่จะหาเงินเยอะๆเพื่อให้ชีวิตมันดีขึ้น" จ้าวหงเหมยถอนหายใจเบาๆ
ใกล้จะถึงวันเปิดเทอมของโรงเรียนประถมในหมู่บ้านแล้วก่อนเปิดเทอม หูหลันเยวี่ยจึงพาถิงถิงไปขายของป่าในอำเภออีกครั้ง
คราวนี้ไม่ได้ขุดเจอเหอโส่วอูดีๆเลย มีแค่เหลียนเฉียวกับสมุนไพรธรรมดาๆ อีกนิดหน่อย ของก็ไม่ได้ถือว่าน้อยแต่รายได้แค่ไม่ดีเท่าครั้งที่แล้ว
ถึงแม้ว่ารายได้จะไม่ดีเท่าครั้งก่อนแต่หูหลันเยวี่ยก็พอใจมาก
หลังจากขายของเสร็จหูหลันเยวี่ยก็นำถิงถิงไปเดินเล่นในตลาดอย่างสนุกสนานจากนั้นสองพี่น้องก็ไปที่ห้างสรรพสินค้า
นี่เป็นครั้งแรกที่ถิงถิงได้มาห้างสรรพสินค้าที่นี่มีสินค้ามากมายละลานตา จนเธอตาลายไปหมด
ของบางอย่างเธอก็ไม่เคยเห็นถึงจะอยากรู้อยากเห็นมาก แต่ในสถานการณ์แบบนี้เธอก็ไม่กล้าถามได้แต่เดินตามหลังพี่สาวไปเงียบๆ
ถึงแม้จะอยากซื้อของหลายอย่างแต่หูหลันเยวี่ยก็ไม่กล้าใช้เงินมากนัก
ที่เธอเข้ามาในห้างสรรพสินค้าก็แค่เพราะถิงถิงไม่เคยมา เลยอยากพาน้องสาวมาเดินเล่นเท่านั้น
ตอนที่สองพี่น้องออกจากห้างสรรพสินค้าพวกเขาก็ซื้อแค่กระเป๋าน้ำร้อนสองใบ สบู่หอมสองก้อนนอกจากนั้นก็มีไหมพรมกับเข็มถัก และซิปอีกสองสามเส้น
เมื่อจ้าวหงเหมยเห็นสองพี่น้องซื้อไหมพรมกลับมาเธอก็รีบถาม "เยวี่ยเยวี่ย ทำไมซื้อไหมพรมมาล่ะลูกถักไหมพรมเป็นเหรอ?"
หูหลันเยวี่ยตอบ"เป็นค่ะ ถ้าแม่กับถิงถิงอยากเรียน หนูสอนให้ได้นะคะถึงตอนนั้นแม่กับถิงถิงก็เรียนไปพร้อมๆ กับหนูเลย"
"งั้นแม่กับถิงถิงก็จะเรียนด้วย" จ้าวหงเหมยมองตาหูหลันเยวี่ยแล้วพูดขึ้น"พอแม่ถักเป็นแล้ว แม่จะถักเสื้อไหมพรมสวยๆ ให้เยวี่ยเยวี่ย"
หูหลันเยวี่ยรีบตอบด้วยรอยยิ้ม"ดีเลยค่ะ หนูชอบสีชมพู ถึงตอนนั้นหนูจะซื้อไหมพรมสีชมพูมาแล้วแม่ก็ถักเสื้อไหมพรมหรือเสื้อกั๊กให้หนูก็ได้ค่ะ"
จากนั้นหูหลันเยวี่ยก็ส่งเงินที่เหลือจากการขายของป่าให้จ้าวหงเหมย"แม่คะ พอพวกเราหาเงินได้อีกหน่อย ก็ซื้อจักรเย็บผ้าได้แล้วค่ะ"
"นั่นสิ พอพวกเรามีจักรเย็บผ้าแล้วพวกเราสามแม่ลูกก็จะตัดเสื้อผ้าขายด้วยกัน อย่างที่ลูกว่านั่นแหละ" จ้าวหงเหมยยิ้มแล้วรับเงินมาเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัย
เมื่อนึกถึงว่าที่บ้านกำลังจะมีจักรเย็บผ้าจ้าวหงเหมยก็เต็มไปด้วยความหวังเช่นกัน