บทที่ 29 อันเมี่ยวหลิงทะลวงระดับกึ่งปราชญ์
ฉินเทียนยิ้มบาง ๆ แล้วเดินไปด้านหลังของไป๋เสี่ยวหรู จากนั้นจึงเอนศีรษะหนุนลงบนหางของนาง มิหนำซ้ำเขายังหยิบหางเส้นหนึ่งขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด แล้วนำมาถูไถใบหน้าพร้อมกับสูดดมกลิ่นหอมด้วย
ทันใดนั้น กลิ่นหอมยั่วยวนสายหนึ่งก็พุ่งเข้าสู่ห้วงคำนึง จนเกือบจะทำให้เขาลุ่มหลงมัวเมา
ไป๋เสี่ยวหรูที่กำลังอยู่ในระหว่างการทะลวงระดับถึงกับเขินอายจนใบหน้าแดงก่ำ เพราะหางเป็หนึ่งในจุดที่อ่อนไหวที่สุดของเผ่าจิ้งจอก
แต่นางไม่สามารถหยุดยั้งได้ ทำได้เพียงอดทนรอจนกว่าการทะลวงระดับจะเสร็จสิ้น จึงค่อยเก็บหางกลับคืน
ขณะที่ฉินเทียนกำลังเล่นหางอยู่นั้น จู่ ๆ เขาก็เกิดความสงสัยขึ้นมา เขาสงสัยว่าหางทั้งเจ็ดเส้นของไป๋เสี่ยวหรูงอกออกมาจากจุดเดียวกันหรือไม่
ดังนั้นเขาจึงแอบมองดู แต่เนื่องจากมีขนปกคลุมจึงมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก เขาจึงคิดที่จะลองแหวกดูเสียหน่อย
ทันทีที่มือัั ไป๋เสี่ยวหรูก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที พร้อมกับดุด้วยความเขินอายว่า "เ้าคนลามก!"
ตอนนี้ไป๋เสี่ยวหรูทะลวงระดับเสร็จสิ้นแล้ว เนื่องจากเป็การฟื้นฟูระดับเดิมของนาง มันจึงรวดเร็วมาก
ฉินเทียนยิ้มอย่างเก้อเขินแล้วกล่าวว่า "ข้าแค่สงสัยว่าหางทั้งเจ็ดเส้นของเ้า งอกออกมาจากที่เดียวกันหรือเปล่า?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของไป๋เสี่ยวหรูก็ยิ่งแดงระเรื่อ "หางของเผ่าจิ้งจอกห้ามััสุ่มสี่สุ่มห้า ท่านไม่รู้หรือ?"
"ข้าไม่รู้นี่นา" ฉินเทียนทำหน้าซื่อ
แล้วเขาก็เดินเข้าไปตบไหล่ไป๋เสี่ยวหรูแล้วกล่าวว่า "นายท่านััสักสองสามทีจะเป็อะไรไป"
ไป๋เสี่ยวหรูส่ายหน้าและกล่าวด้วยความเขินอายว่า "หางของเผ่าจิ้งจอกมีเพียงคู่ครองเท่านั้นที่ััได้ ท่านทำเช่นนี้ แล้ววันหน้าข้าจะแต่งงานกับใครได้เล่า"
"เ้ามีคนที่ชอบแล้วหรือ?" ฉินเทียนถาม
"ตอนนี้ไม่มี แต่ไม่ได้หมายความว่าวันหน้าจะไม่มี" ไป๋เสี่ยวหรูตอบอย่างดื้อรั้น
"ไม่มีก็ดีแล้ว วันหน้า ข้าจะเลี้ยงดูเ้าเอง"
พูดจบฉินเทียนก็หยิบชุดซับในสามชุด และชุดกระโปรงหลิวหลีดาราจันทรายื่นให้ไป๋เสี่ยวหรู "นี่คือของขวัญที่ข้ามอบให้เ้า หากเ้าสวมใส่ต้องดูงดงามมากแน่นอน"
ไป๋เสี่ยวหรูรับเสื้อผ้ามา แล้วเดินจากไปด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน
หลังจากทุกคนจากไป ฉินเทียนก็กินยาเสริมระดับนักปราชญ์เพื่อเริ่มการทะลวงระดับ เมื่อฤทธิ์ยาในร่างกายกระจายตัวออก พลังปราณของยอดเขาฉางเจี้ยนก็หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก เขาก็ทะลวงเข้าสู่ระดับปราชญ์ขั้นสองได้อย่างราบรื่น ทำให้บนท้องฟ้าของตงโจวเกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นอีกครั้ง
ซวีิที่อยูู่เาโฮ่วหันมองไปยังทิศทางของยอดเขาฉางเจี้ยน เพราะก่อนหน้านี้เขาััได้ถึงความปั่นป่วนของพลังปราณที่นั่น
ครั้งนี้ฉินเทียนอาศัยยาในการฝืนทะลวงระดับ ดังนั้น เคล็ดวิชาเนรมิตอิสระของเขาจึงยังคงอยู่ที่ขั้นสิบสอง เขาคิดว่าขั้นสิบสามนั้นต้องอาศัยการหยั่งรู้ด้วยตนเอง
ตอนนี้เหลือเพียงอันเมี่ยวหลิงที่ยังไม่ได้ทะลวงระดับ เนื่องจากนางเป็การทะลวงระดับใหญ่ อีกทั้งเพิ่งจะทะลวงระดับมาได้ไม่นาน ดังนั้นการที่ช้ากว่าคนอื่นจึงเป็เื่ปกติ นางจำเป็ต้องสร้างรากฐานของระดับให้มั่นคงเสียก่อน
จนกระทั่งเช้าวันถัดมา
ติ๊ง!
[อันเมี่ยวหลิง ลูกศิษย์ของโฮสต์ทะลวงระดับใหญ่สู่ระดับกึ่งปราชญ์ รางวัล พร์ในการบำเพ็ญเพียรเพิ่มขึ้นเป็ระดับศักดิ์สิทธิ์ รางวัลการลงชื่อเข้าใช้เพิ่มขึ้นห้าส่วน]
เพียงชั่วพริบตาที่ได้รับรางวัล ฉินเทียนรู้สึกว่าสมองปลอดโปร่งขึ้น และการหยั่งรู้ในวิถีเต๋าก็ลึกซึ้งขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกเหล่านี้ล้วนเกิดจากการเพิ่มขึ้นของพร์ในการบำเพ็ญเพียร
ในอนาคต เมื่ออันเมี่ยวหลิงเข้าสู่ระดับปราชญ์ พร์ของเขาก็จะก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดิ
นอกจากนี้ รางวัลการลงชื่อเข้าใช้ที่เพิ่มขึ้นห้าส่วน ถือเป็รางวัลที่ยิ่งใหญ่มาก มิเช่นนั้นเขาคงต้องลงชื่อเข้าใช้อย่างซื่อสัตย์นานกว่าสิบปี ถึงจะมีโอกาสทะลวงระดับได้
หลังจากรับรางวัลเสร็จ ฉินเทียนก็ส่งกระแสจิตถึงอันเมี่ยวหลิงและไป๋เสี่ยวหรู ให้พวกนางเปลี่ยนเป็ชุดใหม่ และบอกว่าคืนนี้จะทำอาหารมื้อใหญ่เพื่อเฉลิมฉลอง
ฉินเทียนเริ่มวุ่นวายกับการเตรียมอาหาร ผ่านไปหนึ่งชั่วยามครึ่ง เขาก็ทำอาหารจนเต็มโต๊ะ
น้ำแกงกระดูกั ลิ้นัผัดเผ็ด เนื้อโค์...
จากนั้นเขาก็ส่งกระแสจิตเรียกหญิงสาวทั้งสองมากินอาหาร ไม่นานนักเขาก็เห็นสาวงามล่มเมืองสองนางค่อย ๆ เดินเข้ามา
อันเมี่ยวหลิงสวมชุดขนนกเฟิ่งหลวน ้าปักรูปหงส์ห้าสีที่กำลังทะยานบิน ด้านล่างเป็กระโปรงหางหงส์ท่ามกลางหมู่มวลบุปผาและสายหมอก ประกอบกับใบหน้าที่งดงามราวกับปีศาจ ทำให้ภาพรวมของนางดูสูงศักดิ์ยิ่งนัก ประหนึ่งหงส์ที่ทระนงตน
ไป๋เสี่ยวหรูก็สวมชุดกระโปรงหลิวหลีดาราจันทรา ้าปักผ้าคาดอกรูปดวงดาวสีม่วงอ่อน ่เอวลงไปเป็ชายกระโปรงหลิวหลีลายดอกไม้ ในยามนี้นางดูราวกับเทพธิดาบนสรวง์ที่ลงมาล่อลวงใจมนุษย์
หญิงสาวทั้งสองเห็นสีหน้าตกตะลึงของฉินเทียน ก็อดไม่ได้ที่จะยกมือปิดปากหัวเราะเบา ๆ
เมื่อทั้งสองนั่งลง ฉินเทียนจึงค่อย ๆ ได้สติ เขานึกถึงชีวิตครึ่งแรกของตนเองที่แสนเรียบง่าย แต่ตอนนี้มีสาวงามเคียงข้างถึงสองนาง ถือเป็โชคดีอย่างยิ่ง
หลังจากกินอาหารเสร็จ ฉินเทียนก็เสนอให้แช่ยา เพราะเพิ่งจะได้ซากของเฮยหลงระดับปราชญ์ขั้นสามมา
แก่นโลหิตบริสุทธิ์ของระดับปราชญ์ขั้นสาม ย่อมดีกว่าขั้นสองมากอย่างแน่นอน ตอนแรกหญิงสาวทั้งสองปฏิเสธ แต่ภายใต้การรับรองและคำขอซ้ำแล้วซ้ำเล่าของฉินเทียน ในที่สุดพวกนางก็ตกลง เพราะการแช่ยาช่วยยกระดับได้มากจริง ๆ
ในการแช่ยาหลังจากนั้น หญิงสาวทั้งสองเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ฉินเทียนจึงไม่ได้ฉวยโอกาสใด ๆ
หลังจากอันเมี่ยวหลิงเข้าสู่ระดับกึ่งปราชญ์ นางก็สามารถสะกดแก่นโลหิตบริสุทธิ์ของเฮยหลงได้แล้ว ดังนั้นจึงไม่เกิดเหตุการณ์เช่นครั้งก่อน
ส่วนฉินเทียนทำได้เพียงชื่นชมด้วยสายตา มองดูพวกนางสวมชุดซับในที่เขาเป็คนเลือก ใบหน้าที่แดงระเรื่อ ผิวพรรณขาวผ่องราวหยก ทรวงอกที่เริ่มอวบอิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเท้าหยกที่งดงามถึงขีดสุดภายใต้น้ำ
สิ่งเหล่านี้ทำให้ภายในใจของฉินเทียนปั่นป่วนไม่หยุด ตอนนี้เขาเริ่มมีความคิดที่จะล่าัระดับจักรพรรดิแล้ว เพราะเขารู้สึกว่าอันเมี่ยวหลิงคงไม่สามารถทนต่อโลหิตัระดับจักรพรรดิได้
เมื่อการแช่ยาสิ้นสุดลง ต่างคนต่างก็กลับห้องไปพักผ่อน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาก็ครบกำหนดครึ่งเดือน ซ่างกวนหย่าเดินทางมายังยอดเขาฉางเจี้ยนตามที่นัดหมายไว้
หลังจากฉินเทียนจัดให้นางพักที่หอกระบี่ิญญาแล้ว เขายังมอบเคล็ดวิชาระดับจักรพรรดิให้นางอีกหนึ่งชุดด้วย
เมื่อนางได้รับเคล็ดวิชาระดับจักรพรรดิ ก็รู้สึกทันทีว่าการเป็สาวใช้ครั้งนี้คุ้มค่าเหลือเกิน อีกอย่าง ฉินเทียนก็ไม่ได้ให้นางทำงานสาวใช้อย่างจริงจัง
หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ใช้ชีวิตบำเพ็ญเพียรที่เรียบง่ายและอบอุ่นอีก่หนึ่ง
...
สามเดือนต่อมา
เจตจำนงกระบี่ของอันเมี่ยวหลิงยังคงไม่บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์ ทำให้นางเริ่มรู้สึกร้อนใจอีกครั้ง
นางเข้าใจสิ่งที่ฉินเทียนเคยสอนก่อนหน้านี้ แต่นางยังไม่รู้วิธีที่จะทำให้สำเร็จ สุดท้ายนางจึงต้องไปขอคำชี้แนะจากฉินเทียนอีกครั้ง เพื่อดูว่าจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง
ฉินเทียนให้นางฝึกต่อไป โดยที่เขาคอยสังเกตอยู่ด้านข้าง
ผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดฉินเทียนก็มองเห็นจุดบกพร่องบางอย่าง จึงบอกให้อันเมี่ยวหลิงหยุดแล้วกล่าวว่า "ยามที่เ้าฝึกกระบี่ เ้าคิดว่าการฝึกกระบี่คือการบำเพ็ญเพียร ดังนั้นเ้าจึงรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่างไปใช่หรือไม่?"
อันเมี่ยวหลิงพยักหน้า
ฉินเทียนจึงกล่าวต่อว่า "เจตจำนงกระบี่แฝงไว้ด้วยความสูงส่ง ความเ็า ความเฉียบคม จิตใจที่แท้จริงของกระบี่ รวมถึงจิตสังหาร และอื่น ๆ หากเ้าตกอยู่ในศึกตัดสินความเป็ตาย เ้าจะนำเจตจำนงเหล่านี้เข้าสู่การต่อสู้อย่างสมบูรณ์ ถึงเวลานั้นเ้าอาจจะหยั่งรู้ได้ในทันที
แต่ตอนนี้เ้าไม่ได้นำมันเข้าไป แต่เป็การใช้งานเพียงอย่างเดียว ดังนั้นมันจึงไม่สมบูรณ์ วิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้คือการจำลองให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้น
ในการบำเพ็ญเพียรต่อจากนี้ ให้เ้าใช้เจตจำนงเพียงรูปแบบเดียว ท่าเดิมซ้ำ ๆ พยายามจำลองสถานการณ์เข้าไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ท่านี้กลายเป็ความจำของกล้ามเนื้อและความจำในห้วงจิต นี่เป็วิธีที่ค่อนข้างทื่อ แต่ข้าคิดว่าน่าจะได้ผล"
อันเมี่ยวหลิงพยักหน้าอย่างตั้งใจ นางก็รู้สึกว่าวิธีนี้มีความเป็ไปได้ หากยังไม่ได้ผลอีก ก็คงต้องไปหาศึกตัดสินความเป็ตายกับใครสักคน ยามที่มนุษย์เผชิญหน้ากับความตายจะเป็่ที่หยั่งรู้ได้ง่ายที่สุด เพียงแต่วิธีนี้อันตรายอย่างยิ่ง
ใน่เวลาต่อมา อันเมี่ยวหลิงใช้ผ้าผูกตา จินตนาการว่าศัตรูของนางอยู่เบื้องหน้า จากนั้นจึงใช้กระบวนท่าเดียวซ้ำ ๆ พยายามจำลองสถานการณ์ให้ตนเองเข้าไปอยู่ในนั้น
ในขณะที่อันเมี่ยวหลิงกำลังบำเพ็ญเพียร ฉินเทียนได้รับกระแสจิตจากิอีเหลียนว่า 'ท่านอาจารย์ ช่วยข้าด้วย คนของนิกายมารกำลังไล่ล่าข้า!'
หลังจากฉินเทียนถามตำแหน่งที่อยู่ เขาก็รีบมุ่งหน้าไปทันที
บริเวณไม่ไกลจากภายนอกูเาคุนหลุน เขาเห็นิอีเหลียนกำลังวิ่งมุ่งหน้าไปยังคุนหลุนอย่างยากลำบาก ในตอนนี้จิตใจของนางห่อเหี่ยว เห็นได้ชัดว่าได้รับาเ็สาหัส
ด้านหลังนางไม่ไกลนัก มีองครักษ์ชุดเกราะหลายคนกำลังต่อสู้อย่างสุดชีวิตเพื่อต้านทานผู้าุโนิกายมารสามคน
เมื่อฉินเทียนมาถึงข้างกายของนาง เขาก็ยัดโอสถเยียวยาาแให้นางหนึ่งเม็ด จากนั้นจึงชักกระบี่เซิงสื่อออกมาฟันเพียงครั้งเดียว ทันใดนั้นแสงกระบี่ก็วาบผ่าน
ผู้าุโนิกายมารระดับสรรค์สร้างขั้นสามทั้งสามคนที่ไล่ล่า ถูกฟันขาดเป็สองท่อนในทันที องครักษ์ชุดเกราะหลายคนที่เตรียมตัวยอมรับความตายถึงกับตกตะลึง
หลังจากจัดการผู้ไล่ล่าเสร็จ ฉินเทียนจึงถามว่า "เกิดอะไรขึ้น?"
ิอีเหลียนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้ว่า "อาณาจักรฉงิเกิดการก่อฏ ความจริงแล้วราชครูของพวกเราเป็ผู้าุโของนิกายมาร
เขาลอบสังหารเสด็จพ่อของข้า จากนั้นจึงวางค่ายกลขนาดใหญ่ในเมืองฉงิ เตรียมจะสังเวยผู้บำเพ็ญเพียรทั้งเมืองฉงิ
เสด็จปู่ของข้าออกจากด่านบำเพ็ญ ยอมสละชีวิตเพื่อเปิดมุมหนึ่งของค่ายกลให้ข้าและองครักษ์หนีออกมาได้"
"สังเวยคนทั้งเมืองเลยหรือ?!" ฉินเทียนกล่าวด้วยความใ