ความกังวลกัดกินใจหลงเฟย เขารู้สึกเหมือนมีหนอนนับพันกำลังไชชอนอยู่ในอก ทำให้เขานอนไม่หลับและขาดสมาธิในการทำงาน เขาพยายามหาคำตอบเกี่ยวกับเมืองเจียงหนานและป้ายหยกนั้นอย่างลับๆ ทุกครั้งที่เขานึกถึงชื่อ "เจียงหนาน" ภาพของเปลวเพลิงและเสียงกรีดร้องก็จะย้อนกลับมาหลอกหลอนชัดเจนยิ่งขึ้น ราวกับมีบางสิ่งกำลังพยายามฉุดรั้งให้เขานึกถึงมัน ความรู้สึกอยากรู้ความจริงเริ่มท่วมท้นจนไม่อาจหักห้ามใจได้เขาเริ่มสืบค้นข้อมูลจากบันทึกเก่าแก่ในค่ายทหารของเป่ยหลิง โดยอ้างว่าเป็การศึกษาประวัติศาสตร์ของภูมิภาค เพื่อวางแผนยุทธศาสตร์ในอนาคต ซึ่งเป็ข้ออ้างที่ฟังดูสมเหตุสมผลสำหรับขุนพลหนุ่มผู้ทะเยอทะยานอย่างเขา เขาใช้เวลาหลายวันในห้องสมุดทหารที่เต็มไปด้วยคัมภีร์และแผนที่เก่าแก่ บันทึกบางเล่มถูกเก็บซ่อนไว้อย่างดีบ่งบอกถึงความสำคัญของมัน ดวงตาของหลงเฟยไล่เรียงตัวอักษรทีละบรรทัดอย่างละเอียด เขารับรู้ถึงบรรยากาศของความรู้ที่อัดแน่นอยู่ในห้องนี้ และหวังว่าจะเจอคำตอบที่เขาตามหา
ในที่สุดเขาก็พบบันทึกเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า "บันทึกการพิชิตแว่นแคว้น" (平定四海录) ซึ่งเขียนขึ้นโดยนักประวัติศาสตร์ของแคว้นเป่ยหลิงในยุคสมัยนั้น บันทึกเล่มนี้ถูกเก็บไว้ในส่วนที่ลับที่สุดของห้องสมุด ราวกับมีความพยายามที่จะปกปิดข้อมูลบางอย่าง เมื่อเปิดอ่าน บันทึกนั้นบรรยายถึงการรบครั้งยิ่งใหญ่เมื่อสิบห้าปีก่อน ที่กองทัพเป่ยหลิงได้บุกเข้าโจมตีแคว้นเจียงหนาน ซึ่งเป็แคว้นเล็ก ๆ ที่มีชื่อเสียงด้านศิลปะและวัฒนธรรม มีความงดงามทางธรรมชาติ แต่กลับอ่อนแอทางการทหารและไม่เคยเตรียมพร้อมรับมือา บันทึกบรรยายอย่างละเอียดถึงความสำเร็จในการรบ กลยุทธ์อันเหนือชั้น และความเด็ดขาดของแม่ทัพผู้บัญชาการทัพในครั้งนั้น ซึ่งก็คือ ขุนพลทมิฬ พร้อมชื่นชมความกล้าหาญและความสามารถของเขา
หลงเฟยอ่านต่อไปด้วยมือที่สั่นเทา เหงื่อเย็นๆ ซึมทั่วฝ่ามือ บทบรรยายถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเจียงหนาน ทำให้ภาพความทรงจำที่เลือนรางของเขาค่อยๆ กลับมาชัดเจนขึ้น บันทึกกล่าวถึงการโจมตีครั้งสุดท้ายที่เมืองหลวงของเจียงหนาน...ซึ่งก็คือ เมืองเจียงหนาน เมืองเกิดของเขา! บันทึกยังระบุอย่างชัดเจนว่า เพื่อยุติการต่อต้านอย่างเด็ดขาดและทำให้แคว้นอื่น ๆ หวาดกลัว แม่ทัพผู้บัญชาการได้สั่งเผาเมืองจนราบเป็หน้ากลอง ไม่เหลือสิ่งมีชีวิตใด ๆ เพื่อเป็บทเรียนให้แคว้นอื่น ๆ ที่คิดต่อต้านอำนาจของเป่ยหลิง การกระทำนั้นถูกบรรยายว่าเป็ "ความจำเป็เพื่อชัยชนะอันเด็ดขาด"
ทันใดนั้น ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นก็ฉายชัดในหัวของหลงเฟยราวกับสายฟ้าฟาดในกลางวันแสกๆ เสียงกรีดร้องไม่ใช่แค่เสียงสะท้อนจากฝันร้ายอีกต่อไป แต่มันคือเสียงของมารดาผู้สิ้นใจตรงหน้าเขา กลิ่นเหม็นไหม้คือกลิ่นของบ้านที่กำลังถูกเผาเป็เถ้าถ่าน และร่างสูงใหญ่ที่เดินเข้ามาในซากปรักหักพังนั้น ไม่ใช่ผู้ช่วยเหลืออย่างที่เขาเคยคิดมาตลอดชีวิต แต่เป็ ผู้ทำลาย เป็ฆาตกรที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขาจนไม่เหลืออะไรเลย และ ขุนพลทมิฬ ที่ถูกกล่าวถึงในบันทึกนี้จะต้องเป็ผู้บัญชาการกองทัพเป่ยหลิงในตอนนั้นอย่างแน่นอน
มือของหลงเฟยกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อ เืในกายเดือดพล่านราวกับลาวาที่พร้อมจะปะทุ ความเคารพรัก ความภักดีที่เขามีต่อผู้ที่เขาคิดว่าเป็ผู้ช่วยเหลือตลอดหลายปีที่ผ่านมา พังทลายลงในพริบตา แปรเปลี่ยนเป็ความเกลียดชังอันบริสุทธิ์และบาดลึกเกินกว่าจะเยียวยา เขาจดจำได้แล้ว...ดวงตาเ็าที่มองมายังเขาวันนั้น ไม่ใช่แววตาของผู้ช่วยเหลือ แต่เป็แววตาของผู้พิชิตที่กำลังมองดูเหยื่อชิ้นสุดท้ายของตนเอง เป็แววตาของผู้ที่ไม่แยแสต่อชีวิตใดๆ ราวกับว่าชีวิตของผู้อื่นไม่มีค่าใดๆ เลย