จิ่งเยี่ยนกุยยื่นมือออกไปโอบกอดหยางหว่านซิ่ว แล้วพูดว่า “ย่าคะ ถ้าไม่มีย่า หนูคงถูกหลิวชุนฮวาปล่อยให้อดตายไปนานแล้ว เงินของหนูก็เป็นเงินของย่าค่ะ”
หยางหว่านซิ่วได้ยินดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกสงสารเธอมากขึ้น “คนในหมู่บ้านที่ไร้หัวคิดพวกนั้นด่าว่าแกเป็นคนอกตัญญู แต่ในใจย่ารู้ดีว่าแกเป็นเด็กดีที่สุดในโลก ก่อนหน้านี้แกบอกว่าจะเลี้ยงดูย่ากับปู่ แต่พวกเราจะเอาหน้าที่ไหนมาให้แกเลี้ยง!”
“หนูฝากคนในเมืองหาบ้านแล้วค่ะ ถ้าย่าเป็นห่วงหนูจริงๆ ก็ไปอยู่ในเมืองกับหนูนะคะ” จิ่งเยี่ยนกุยพูดเบา ๆ “พวกหลิวชุนฮวาจะได้ไม่มาอาละวาดทุกวัน”
เรื่องย้ายไปอยู่เมือง จิ่งเยี่ยนกุยเคยพูดกับหยางหว่านซิ่วหลายครั้งแล้ว แต่ท่านก็ไม่เคยตกลงเลย ครั้งนี้จิ่งเยี่ยนกุยเอ่ยถึงอีกครั้ง ท่านจึงลังเลเล็กน้อยแล้วถามจิ่งจงอี้ว่า “ตาเฒ่า แกคิดว่าที่เยี่ยนกุยพูดมานี่เป็นยังไงบ้าง?”
จิ่งจงอี้ยังไม่ทันตอบ จิ่งเยี่ยนกุยก็พูดต่อไปว่า “พอไปถึงในเมืองเราก็หาบ้านที่มีบริเวณกว้างขวางสักหน่อย มีสนามหญ้า เลี้ยงหมูคงไม่ได้ แต่เลี้ยงไก่สักสองสามตัวก็ไม่น่าจะมีปัญหา แล้วในสวนก็ปลูกผักได้ด้วย ย่านิสัยดีขนาดนี้ ไม่นานก็ต้องเข้ากับเพื่อนบ้านได้แน่นอนค่ะ”
จิ่งจงอี้สูบยาเส้นไปคำสูบแล้วพูดว่า “เอาสิ พวกเราจะไปอยู่เมืองกับหลาน”
ถึงแม้เรื่องในบ้านเหล่านี้จะตัดสินใจโดยหยางหว่านซิ่ว แต่ถ้าจิ่งจงอี้พูดอะไรออกมา หยางหว่านซิ่วก็จะเห็นด้วยเสมอ
และครั้งนี้ จิ่งจงอี้ก็ได้เห็นธาตุแท้ของลูกชายคนโตและลูกสะใภ้คนโตแล้ว ทำให้เขารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
หยางหว่านซิ่วมองจิ่งเยี่ยนกุยด้วยความเป็นห่วง “แบบนี้หลานจะไม่เหนื่อยเกินไปเหรอ?”
จิ่งเยี่ยนกุยยกยิ้มแล้วพูดว่า “ย่าคะ การที่ย่ากับปู่ไปอยู่ในเมืองกับหนู ไม่ใช่ว่ากินอย่างเดียวไม่ทำอะไรนี่คะ หนูยุ่งทุกวัน คงไม่มีเวลาทำกับข้าวด้วยซ้ำ หนูยังต้องพึ่งย่าทำกับข้าวให้หนูกิน ไหนจะยังช่วยหนูทำความสะอาดบ้านด้วยนะคะ!”
ที่จริงแล้วเธอไม่ได้ตั้งใจให้พวกเขาทำอะไรเลย เพียงแต่ถ้าไม่พูดแบบนี้ พวกเขาจะรู้สึกไม่ดี
เป็นอย่างที่คิด หยางหว่านซิ่วจ้องเขม็งแล้วพูดว่า “พวกเราก็ต้องกินข้าวเหมือนกัน จะบอกว่าช่วยทำกับข้าวให้หลานได้ยังไง!”
จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะคิกคัก “หนูชอบกินข้าวฝีมือย่าที่สุดเลย!”
เรื่องนี้ก็เป็นอันตกลงกันตามนี้ เมื่อไหร่ที่หาบ้านที่เหมาะสมได้ พวกเขาก็จะย้ายบ้าน
อาหญิงเล็กจิ่งได้ยินดังนั้นก็มองจิ่งเยี่ยนกุยด้วยแววตาความอิจฉาเล็กน้อย บางทีไม่ว่าใครก็อยากมีความสามารถในการเลี้ยงดูตัวเอง เพื่อที่จะได้ไม่ถูกผูกมัดด้วยสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันบางอย่าง
จิ่งเยี่ยนกุยถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เธอก็กำลังคิดว่าจะพูดอย่างไรให้หยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้ยอมไปอยู่เมืองด้วยกันดี พอหลิวชุนฮวาและจิ่งเจี้ยนกั๋วทำเรื่องวุ่นวายนี้ขึ้นมา ก็เลยกลายเป็นว่าช่วยให้เรื่องนี้ง่ายขึ้น
เพียงแต่ถึงแม้เธอจะย้ายไป แต่เธอก็จะไม่ปล่อยให้หลิวชุนฮวาและจิ่งเจี้ยนกั๋วฉกฉวยประโยชน์แบบนี้ เธอไม่ได้กลัวพวกเขาถึงต้องย้ายบ้าน ก่อนย้ายไปจะต้องจัดการพวกเขาให้สาสมเสียก่อน
คนในบ้านโดนหลิวชุนฮวาก่อเรื่องวุ่นวายจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้กินข้าวเลย อาหารที่ทำไว้ก็เย็นชืดไปหมดแล้ว อาหญิงเล็กจิ่งไปอุ่นอาหารให้ แต่หยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้ก็ไม่มีความอยากอาหาร ทั้งสองกินข้าวได้แค่ไม่กี่คำก็พากันไปนอน
คืนนั้น หยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้นอนไม่ค่อยหลับ ทั้งสองเต็มไปด้วยความกังวลใจ คิดไม่ออกว่าทำไมจิ่งเจี้ยนกั๋วถึงกลายเป็นคนแบบนี้ไปได้
วันรุ่งขึ้นจิ่งเยี่ยนกุยจะต้องไปโรงเรียนเพื่อเข้าสอบ ตอนกลางคืนจึงเตรียมตัวเล็กน้อยก่อนจะเข้านอน เธอได้ยินเสียงหยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้พลิกตัวไปมาอยู่ในห้องข้างๆ เธอรู้ดีว่าเธอได้ทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว ทั้งสองคนจำต้องคิดเอาเอง เธอจึงไม่ได้พูดปลอบใจอะไรอีก
เช้าวันรุ่งขึ้นเธอตื่นแต่เช้า แต่อาหญิงเล็กจิ่งกลับตื่นเร็วกว่าเธอเสียอีก ตอนที่เธอแต่งตัวเสร็จ อาหญิงเล็กจิ่งก็ทำอาหารเช้าไว้ให้แล้ว คือบะหมี่ชามใหญ่ใส่ไข่ดาวสองฟอง
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย อาหญิงเล็กจิ่งยกยิ้มแล้วพูดว่า “เยี่ยนกุย ตั้งใจสอบนะ ทำให้ได้เต็มทุกวิชาเลย”
จิ่งเยี่ยนกุยก็เข้าใจความหมายของบะหมี่ใส่ไข่ดาวสองฟองทันที จึงอดหัวเราะไม่ได้ “ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ยาก แต่หนูจะพยายามค่ะ!”
อาหญิงเล็กจิ่งเอามือลูบหัวเธอเบาๆ แล้วพูดว่า “ตอนนี้ฉันหายดีแล้ว เยี่ยนกุย หลังจากที่เธอสอบเสร็จแล้ว ให้ฉันมาช่วยเธอนะ!”
เมื่อคืนอาหญิงเล็กจิ่งก็นอนไม่หลับ เรื่องที่เธอคิดไม่เหมือนกับหยางหว่านซิ่ว เพราะเล็งเห็นถึงความหวังจากจิ่งเยี่ยนกุย เธออาจพลาดโอกาสไปหลายอย่าง แต่ก็เชื่อว่าตราบใดที่เธอพยายาม ก็จะสามารถใช้ชีวิตที่ดีขึ้นได้
จิ่งเยี่ยนกุยพยักหน้า ช่วงนี้อาหญิงเล็กจิ่งกำลังตั้งใจเรียนรู้เรื่องสมุนไพรต่างๆ มีพัฒนาการที่รวดเร็ว หลังจากที่เธอต้องยุ่งมากขึ้นจึงต้องการความช่วยเหลือจากอาหญิงเล็กจิ่งจริงๆ
ตอนที่จิ่งเยี่ยนกุยมาถึงโรงเรียนก็เป็นเวลาเจ็ดโมงห้าสิบนาที เหลืออีกแค่สิบนาทีก็จะเข้าเรียนแล้ว
เนื่องจากครูได้บอกกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไว้แล้ว พอเธอมาถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ปล่อยให้เธอเข้าไปทันที เธอถูกจัดให้อยู่ในห้องห้าครูประจำชั้นก็คือครูหลิวคนที่คุมสอบครั้งที่แล้ว
วิธีการเรียนของเธอค่อนข้างพิเศษกว่านักเรียนคนอื่นๆ เพราะไม่ค่อยได้ไปเรียนที่โรงเรียน ครูหลิวจึงจัดที่นั่งของเธอไว้แถวหลังสุด
ตอนที่เธอเดินเข้ามา พวกเด็กผู้ชายหลายคนในห้องก็เริ่มส่งเสียงดัง เพราะพวกเขารู้สึกว่าจิ่งเยี่ยนกุยสวยกว่าดาวโรงเรียนคนก่อนหน้านี้ที่พวกเขาเลือกเสียอีก
หลังจากที่จิ่งเยี่ยนกุยนั่งลง ก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่เย็นชาคู่หนึ่งจ้องมองมา เธอหันไปมองแล้วก็เลิกคิ้วขึ้น มันช่างบังเอิญจริงๆ ที่เธอมาเจอคนรู้จัก
จะเรียกว่าคนรู้จักก็คงไม่ถูกต้องนัก ควรจะเรียกว่าญาติมากกว่า นั่นก็คืออู๋หมิงลี่ ลูกสาวของอาหญิงใหญ่จิ่งและอู๋ต้าเฉิง
อู๋หมิงลี่แก่กว่าจิ่งเยี่ยนกุยสามปี เธอได้รับอิทธิพลจากอาหญิงใหญ่จิ่ง พอถึงวันที่สองของตรุษจีนที่ต้องกลับมาที่หมู่บ้านอิ๋นซาน ก็มักจะทำหน้าตาเย็นชา มองคนด้วยสายตาที่เชิดสูงยิ่งกว่าอู๋ต้าเฉิงเสียอีก
ตอนเด็กๆ จิ่งเยี่ยนกุยก็เคยคุยกับอู๋หมิงลี่บ้าง พออายุสิบขวบ อู๋หมิงลี่ก็รังเกียจที่จิ่งเยี่ยนกุยเป็นเด็กบ้านนอก แม้แต่จะคุยด้วยก็ไม่อยากคุย ดังนั้นถึงแม้จะเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่จริงๆ แล้วพวกเขาก็ไม่สนิทกัน
ตอนที่อู๋หมิงลี่กลับบ้านเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายในบ้านเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง พอรู้เรื่องก็ถึงได้รู้ว่าสาเหตุที่บ้านเป็นแบบนั้นก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับจิ่งเยี่ยนกุย เธอจึงด่าจิ่งเยี่ยนกุยอยู่ในใจไปหลายรอบ
อู๋หมิงลี่คิดจะหาโอกาสสั่งสอนจิ่งเยี่ยนกุยให้หนักๆ สักหน่อย ไม่คิดว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะกลายมาเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเธอ! จิ่งเยี่ยนกุยที่เป็นแค่เด็กบ้านนอกแบบนั้น มีสิทธิ์อะไรที่จะมาเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับเธอ!
อู๋หมิงลี่จึงชี้ไปที่จิ่งเยี่ยนกุยแล้วถามว่า “ครูหลิว โรงเรียนของเราไม่ใช่ว่ามีมาตรฐานสูงมาตลอดเหรอคะ ทำไมตอนนี้ถึงรับใครก็ได้เข้ามาเรียน?”
นี่เป็นปีที่สามที่อู๋หมิงลี่มาสอบซ้ำ เธอถือว่าเป็นคนเก่าแก่ของโรงเรียน อีกทั้งยังอาศัยว่าอู๋ต้าเฉิงเป็นถึงหัวหน้างานระดับล่างของหน่วยงาน ทำให้ปกติเวลาอยู่ในโรงเรียนเธอก็จะหยิ่งยโสไม่น้อย ไม่เกรงกลัวใคร
อู๋หมิงลี่เพิ่งย้ายมาอยู่ห้องครูหลิวในปีนี้เอง แค่สิบกว่าวันก็เริ่มแบ่งพรรคแบ่งพวก ทำให้บรรยากาศในห้องแปลกไป
ครูหลิวที่ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนคน ตอนนี้จึงได้แต่พยายามที่จะดัดนิสัยของอู๋หมิงลี่ให้ดีขึ้น