หงเป่าบังคับรถม้ามาราวหนึ่งเค่อก็ถึงโรงหมอ เบื้องหน้าคือประตูไม้บานใหญ่สูงจนบังสายตาจากภายนอกมิดชิด เขาจับเหล็กวงกลมเคาะอย่างรีบเร่งเพื่อเป็สัญญาณให้เปิดประตู
“ท่านหมอเซี่ย ท่านหมอเซี่ย” เมื่อทั้งเรียกทั้งเคาะอยู่ชั่วอึดใจ ประตูบานใหญ่ก็เปิดอ้าออก พร้อมกับบุรุษาุโผู้มีเส้นผมและหนวดสีดอกเลาธรรมชาติสวมชุดจีนยาวสีดำ หมวกสีดำทรงสูงยืนอยู่เื้ัประตู มองมายังพวกเขาด้วยสีหน้าแปลกใจที่เห็นคนไข้มาเร่งเร้าให้เปิดประตูอย่างรีบร้อนในยามนี้
“พวกเ้า้าให้ข้าช่วยสิ่งใด” น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยถาม
“ข้ามีคนเจ็บ เขาเืออกมาก ข้าพามาให้ท่านรีบรักษา” จางหลิวหยางตอบอย่างร้อนใจ ผู้าุโก้าวออกจากประตูมาเปิดรถม้าสำรวจอาการคนเจ็บ
“เสียเืมาก ต้องรีบทำแผลก่อน เ้าพาเขาเข้ามาด้านใน”
ในห้องสี่เหลี่ยมประตูไม้ฉลุลวดลายที่มีตะเกียงให้แสงสว่างอยู่ทั่วห้อง บนเตียงขนาดเท่าหนึ่งคน ชายแปลกหน้านอนเหยียดยาวสงบนิ่งอยู่บนเครื่องนอนสีขาวสะอาด โลหิตแดงฉานยังไหลซึมไม่หยุดจนฝั่งซ้ายของที่นอนเริ่มเป็ดวงสีแดง ท่านหมอชราตรวจสอบลมหายใจและชีพจร พบว่าเขายังมีชีวิตอยู่แต่อ่อนแรงมาก เมื่อทราบเช่นนั้นจางหลิวหยางและหงเป่าจึงถอยออกมารอด้านนอก ให้ท่านหมอแลผู้ช่วยได้ดูแลรักษาอาการคนป่วย
ภายใต้บรรยากาศที่เงียบสงบยามค่ำคืนแห่งจวนสกุลโจวที่พำนักของท่านเ้าเมืองซิ่งโจว บุรุษหนุ่มรูปงามทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่ในศาลารับรองหน้าเรือน
“พี่ใหญ่ ท่านว่าแปลกหรือไม่ที่ท่านอาจารย์เรียกแม่นางผู้นั้นเข้าไปอยู่ในห้องทำงานสองคน แล้วพูดคุยเื่ใดกันจึงใช้เวลานานนัก” โจวหานลู่นั่งอยู่บนขอบไม้ของศาลาชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งปล่อยเหยียดยาว พิงอยู่กับเสาในท่าทางสบายมองทอดไปในความมืดสายตาครุ่นคิด
โจวหานจิ้นที่ยืนกอดอกพิงเสาห่างออกไปเล็กน้อยปรายตามองผู้เป็น้องชายเงียบๆ สีหน้าฉายแววกังวลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็กลับมาเรียบเฉยดังเดิม “เรียกสอบถาม และว่ากล่าวตักเตือน”
“ตอนท่านอาจารย์พบนางข้าว่าเขามีท่าทีแปลกมาก ไม่เหมือนพบคนร้ายที่ทำผิดกฏเลยซักนิด”
โจวหานจิ้นขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้ออกความเห็นใดๆ
“พรุ่งนี้ข้าจะถามท่านอาจารย์ให้รู้แน่ ข้าวุ่นวายใจนัก” โจวหานลู่กล่าวต่อด้วยสีหน้ามุ่งมั่น
“เ้าอย่ารนหาที่เลย อย่างไรเสียท่านอาจารย์ย่อมไม่บอกเ้าแน่” โจวหานจิ้นเตือนสติ
“ที่ท่านพูดก็ถูก ข้าถามไปนอกจากไม่ได้ความ ก็คงถูกตำหนิ” โจวหานลู่กอดอกใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พี่ใหญ่ ข้าจะไปดูที่จวนสกุลจาง อาจพบนางที่นั่น”
“นั่นไม่ใช่เื่ที่ควรทำ” โจวหานจิ้นคัดค้าน
โจวหานลู่ “เราแอบไป ย่อมไม่มีผู้ใดรู้”
โจวหานจิ้น “แต่ถ้าถูกคนในจวนจับได้ ย่อมต้องเกิดเื่ใหญ่แน่”
“ท่านอย่าห่วงเลยน่า ด้วยฝีมือของเราสองคน ข้ามั่นใจไม่มีใครจับได้แน่” โจวหานลู่กล่าวและะโลงจากขอบศาลา “แต่ข้าไม่ฝืนใจท่าน ถ้าท่านไม่อยากไป ข้าไปเอง” เมื่อพูดจบโจวหานลู่ก็เดินออกไปทันที
“ช้าก่อน อาลู่!” โจวหานจิ้นยังอยากคัดค้าน แต่เมื่อเห็นน้องชายเดินจากไปอย่างเร็ว จึงได้แต่รีบตามไปด้วยความหนักใจ
“ช้าก่อนคุณชาย คุณชายขอรับ” เฉินเต๋อิะโเรียกชายหนุ่มทั้งสอง และวิ่งไปดักหน้าเขาพลางกางสองแขนขวางไว้ไม่ให้เดินต่อ
“ทำอะไรของเ้าอาิ หลีกไป” โจวหานลู่กล่าวอย่างหงุดหงิดและดึงเฉินเต๋อิให้พ้นทาง
โจวหานจิ้น “มีสิ่งใดหรืออาิ”
“ฮูหยินรอง้าพบคุณชายรองขอรับ ให้ข้าน้อยมาตาม”
“แต่ข้ากำลังรีบนะ เ้าก็เห็นนี่” โจวหานลู่กล่าวอย่างหงุดหงิด
“ได้โปรดเถอะขอรับคุณชาย หากคุณชายไม่ไป จะให้ข้ารายงานนายหญิงว่าอย่างไร”
โจวหานลู่นั้นไม่ฟังแม่แต่น้อย เดินเลี่ยงผ่านตัวบ่าวร่างผอมบางไป
“ช้าก่อนอาลู่ เ้าไปพบท่านน้าหญิงก่อนเถอะ หากเ้าออกไปเวลานี้ กลับมาเ้าจะตอบนางยังไง” โจวหานจิ้นคว้าแขนเขาไว้และพยายามเตือนสติ
โจวหานลู่ “....” เวลานี้ล้วนมีแต่อาการหงุดหงิดใจ แต่ที่พี่ใหญ่พูดมาล้วนมีเหตุผล
“เชิญขอรับคุณชายรอง” เฉินเต๋อิระบายรอยยิ้มอย่างโล่งอก นึกขอบคุณคุณชายใหญ่ของเขายิ่งนัก ไม่มีผู้ใดสามารถทำให้คุณชายรองยอมฟังได้นอกจากคุณชายใหญ่จริงๆ
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม ประตูไม้ในห้องเงียบสงบที่มีแสงสว่างจากเปลวเทียนสาดแสงเป็เงาให้เห็นเลือนลางถูกผลักออกเพื่อเป็สัญญาณเชิญให้ผู้ที่รออยู่ด้านนอกได้เข้าไป จางหลิวหยางเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างเตียง มองสำรวจไปทั่วร่างกายคนเจ็บที่บัดนี้มีผ้าพันแผลสีขาวพันอยู่รอบแขนซ้าย และยังปิดไว้ตามร่างกายอีกหลายแห่งด้วย เมื่อพินิจดูแล้วพบว่าเขายังเป็เพียงเด็กโตอายุราว 10 ปีเศษเท่านั้น ถึงจะมีรูปร่างสูงแต่สภาพร่างกายผอมโซราวกับคนขาดสารอาหาร แล้วไปโดนอะไรมาเล่า หรือไปมีเื่บาดหมางกับผู้ใด จึงได้ถูกทำร้ายจนหมายเอาชีวิตถึงเพียงนี้
“รอดไหมท่านหมอ” หงเป่าเอ่ยถามเป็สิ่งแรก
“หุบปากนะอาเป่า” จางหลิวหยางปรามเบาๆให้ได้ยินเพียงสองคน
บ่าวคนสนิทเม้มปากจนเป็เส้นตรงเพราะเกรงวาจาอัปมงคลจะหลุดออกมาให้คุณหนูได้มองแรงใส่ จางหลิวหยางจึงเอ่ยถามท่านหมอชราเสียเอง
“เป็อย่างไรบ้างเ้าคะท่านหมอ”
“ร่างกายบอบช้ำมาก แต่ที่น่าเป็ห่วงที่สุดคือแผลใหญ่ที่แขนด้านซ้าย”
“แล้วเช่นนั้น ควรทำอย่างไรดีเ้าคะ”
“เขาเสียเืมาก ชีพจรอ่อนแรง ตอนนี้ต้องให้นอนพักเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ใช้เวลาอย่างน้อยสองถึงสามวัน จึงจะบอกได้”
“เช่นนั้นก็มีโอกาสไม่รอดหรือขอรับ” หงเป่านึกได้ว่าเผลอปากพล่อยอีกแล้ว รีบยกมือปิดปากตัวเองแล้วเหลือบตามองจางหลิวหยางอย่างรู้ว่าผิด
“ตอนนี้ยังถือว่าน่าห่วง หากสามารถพ้นสองสามวันนี้ไปได้ อาการจึงจะดีขึ้น”
จางหลิวหยางมองไปยังร่างไร้สติด้วยสายตาเป็กังวล
“ว่าแต่ เขาไปโดนอะไรมาหรือ” หมอชราเอ่ยถาม
“พวกข้าไม่รู้ เขามาสลบอยู่ที่หน้าจวนข้า ข้าเห็นาเ็จึงพามารักษา” จางหลิวหยางตอบโดยไม่ปิดบัง
“งั้นก็ช่วยไม่ได้ ตราบใดที่เขายังไม่ฟื้นคงต้องให้พักที่นี่ไปก่อน” หมอชราเอ่ยอย่างเข้าใจเหตุการณ์
“ขอบคุณท่านหมอ ต้องรบกวนท่านแล้ว ส่วนเื่ค่ารักษาข้าจะจัดการให้” จางหลิวหยางคลายกังวลไปได้ส่วนหนึ่ง ตราบใดที่คนเจ็บยังไม่ฟื้น จึงไม่สามารถไต่ถามได้ว่าเขาเป็ใครมาจากไหน และจะหาครอบครัวเขาได้อย่างไร
“เื่นี้เป็ความลับนะอาเป่า ห้ามบอกใครเด็ดขาด” จางหลิวหยางกำชับหงเป่าเมื่อกำลังเตรียมจะขึ้นรถม้าเพื่อกลับจวน
“อีกแล้วหรือขอรับคุณหนู” หงเป่าเอ่ยถามราวกับละเมอ พลางขนลุกเกรียวไปทั่วร่างด้วยความหวั่นใจ
ความลับของคุณหนู ใยจึงต้องมีเพียงหงเป่าที่ล่วงรู้…