“ลุงใหญ่ ไม่สิ... พวกเราแยกบ้านกันแล้วข้าคงเรียกลุงใหญ่เช่นเดิมไม่ได้ นายท่านใหญ่... ถึงอย่างไรข้าก็เป็หลานสาวของท่าน แยกบ้านแล้วก็ยังมีสายเืเดียวกัน มาถึงพวกท่านไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ะโด่าเช่นนี้ ข้า...” ลู่เอินกล่าวไปน้ำตาก็คลอไป นางแสดงเป็สตรีโง่งมได้อย่างแเี
“ลู่เอินเ้าอย่ามาทำตัวเช่นนี้ ไม่มีใครสงสารเ้าหรอกนะ ที่พวกเรามาที่นี่ย่อมต้องมีเหตุผลอยู่แล้ว ใช่หรือไม่เ้าคะท่านพ่อ” บุตรสาวบ้านรองนามว่าลู่เจียว อายุน้อยกว่าลู่เอินเสียอีก เป็เพียงเด็กสาวอายุสิบกว่าหนาว กลับเรียกนางที่อย่างน้อยก็เป็อดีตพี่สาวห้วน ๆ เช่นนี้ บ้านรองเลี้ยงดูนางได้ดีจริง ๆ
สำหรับหลี่หลิงฟางแล้วใครจะว่าจะด่านางยังไงก็ช่าง แต่จะด่าลูก ๆ ของนางนั้น นางยอมไม่ได้
หลี่หลิงฟางทิ้งนิสัยชาวบ้าน เฝ้าระวังตัวั้แ่แต่งงานแล้วย้ายมาอยู่บ้านสามี เนื่องจากบ้านสามีค่อนข้างร่ำรวยมีหน้ามีตา นางที่เป็สะใภ้ต้องเรียนรู้หลายอย่าง ถูกสะใภ้ด้วยกันกระแนะกระแหนยังพอทนได้ แต่วันนี้นางจะไม่ทนอีกแล้ว ขอขุดนิสัยชาวบ้านที่พวกเขาด่าว่าขึ้นมาใช้แล้วกัน
“ลู่เจียวเ้าเด็กกว่าลู่เอิน กลับพูดเช่นนี้ได้ บ้านผู้ดีที่ด่าว่าคนอื่น ช่างสั่งสอนบุตรหลานได้ดีเหลือเกิน” หลี่หลิงฟางไม่ทำตัวสุภาพอีก
บ้านรองหน้าเหวอไปตาม ๆ กัน
“หลิงฟาง นางยังเด็กอาจพูดเพราะไม่ทันคิด แต่เ้าเป็ผู้ใหญ่แล้ว จะพูดอะไรก็คิดเสียบ้าง ด่าเด็กแล้วลามมาถึงผู้ใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร” สะใภ้รองนางก็เป็บุตรีพ่อค้าเช่นกัน บ้านเดิมของนางร่ำรวยพอสมควร
“ทีพวกเ้ายังมาะโด่าผู้อื่นถึงหน้าบ้าน นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่ดี ๆ เขาทำกันหรอกนะ”
ลู่เอินลูบมือมารดาที่ประคองนางอยู่ให้ใจเย็นลงหน่อย มารดา...ท่านท้องอยู่นะเ้าคะ จะเครียดมากโมโหมากไม่ได้
“พวกท่านบอกว่ามาที่นี่เพราะมีเหตุผล เหตุผลอะไรเ้าคะ” ลู่เอินมองลุงใหญ่ของตน “นายท่านใหญ่ถึงกับต้องมาด้วยตัวเองเช่นนี้”
ลู่จื้อขมวดคิ้ว นี่เป็ครั้งที่สองแล้วที่ลูกสาวของน้องเล็กพูดถึงตน นางจงใจหรือไม่จงใจกันแน่ เมื่อมองท่าทางที่ยังโง่งมเหมือนเดิมแล้วก็ได้แต่สงสัย
“ที่จวนมีขโมยเข้ามาขโมยของ” ลู่จื้อกล่าวออกไปเรียบ ๆ พลางสังเกตปฏิกิริยาของสองแม่ลูก
ลู่เอินเบิกตากว้าง ลอบหยิกแขนมารดาจนนางสะดุ้ง
“ขโมย! โชคร้ายจริง แล้วจับหัวขโมยได้หรือยังเ้าคะ” นางถามท่าทีใดูไม่มีพิรุธ ลู่เอินกวาดตามองพวกเขา “แล้ว...พวกท่านมาที่นี่กันทำไม”
“ยังมาทำไขสืออีก พวกเ้าขโมยของแล้วยังแสร้งไม่รู้เื่” ลุงรองของนางชี้นิ้วกล่าว
ช่างมั่นใจเหลือเกินนะ...
“มีขโมยไปขโมยของของบ้านท่านแล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเรา พวกเราแยกบ้านแล้วไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้วนี่เ้าคะ ไม่จำเป็ต้องมาบอก”
“ใครบอกเ้าว่าพวกเรามาบอกเื่นี้ พวกเรามาบอกว่าพวกเ้าเป็ขโมยต่างหาก” ลู่เจียวะโก้อง
ลู่เอินมองนางที่อยู่ ๆ ก็ะโขึ้นมาเสียงดัง แต่พอเห็นท่าทางคนรอบข้างก็เริ่มเข้าใจ
“คนะโใส่หน้าว่าเป็ขโมย นางยังกล่าวว่าเขามาบอกอีก ไม่รู้นางจะโง่งมถึงไหน รูปไม่งามแล้วยังไม่ฉลาดอีก”
“นั่นสิ หากไม่เป็เพราะหน้าด้านทำไขสือ ก็ต้องเป็เพราะนางไม่รู้เื่จริง ๆ นั่นแหละ”
“จริงด้วย ไม่ใช่ว่านางไม่รู้เื่ขโมยจริง ๆ หรอกรึ”
ลู่เอินลอบยิ้มขณะที่ลู่เจียวมองรอบ ๆ อย่างใ เหตุใดเื่ราวไม่เป็ตามที่คาดไว้
“พวกเราเป็ขโมย?” เด็กสาวอวบอ้วนใจนเซไปมา มารดาของนางต้องช่วยประคอง แต่ขนาดตัวที่ต่างกันมากทำให้ผู้คนไม่รู้ว่าจะต้องรู้สึกอย่างไร
“พวกเราจะไปขโมยได้อย่างไร ตอนพวกท่านไล่ข้ากับแม่ออกมา ท่านยังไม่ยอมให้พวกเราเก็บข้าวของออกมาเลย ข้าอยากเอาขนมออกมาสักชิ้นก็ยังไม่ได้ แล้ว...แล้วพวกเราเนี่ยนะจะกลับไปเอาอะไรออกมาได้อีก”
เสียงดังขึ้นอีกครั้งจากชาวบ้านที่มามุงดูมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ได้ยินว่าบ้านสามตระกูลลู่แยกบ้าน แต่ไม่คิดว่าเป็เพราะถูกขับไล่ออกมา แล้วนี่ยังไม่ให้พวกนางเอาข้าวของของตัวเองออกมาอีก ขนาดขนมสักชิ้นยังไม่ยอมให้เอาออกมาเช่นนี้ ใจร้ายเกินไปแล้ว”
“ทำไมถึงขับไล่บ้านสามออกมาเล่า”
“สามีนางตายระหว่างขนส่งสินค้าน่ะสิ แต่ถึงยังไง นี่ก็เป็น้องสะใภ้กับหลาน ๆ นี่น้องชายตายไปยังไม่สองเดือนดีเลย”
“เพิ่งตายใหม่ ๆ ก็ทำเช่นนี้เลยเชียวรึ บ้านตระกูลลู่ใจดำเสียจริง”
“เมื่อกี้แม่นางน้อยผู้นั้นบอกว่า ถูกไล่ออกมาตัวเปล่าด้วยนะ”
“ก็น่าจะจริง บ้านหลังนี้ทั้งเล็กทั้งโทรม ปล่อยเช่านานแล้วแต่ไม่มีคนมาอยู่ เ้าของเดิมป่วยตายทั้งคู่ั้แ่หลายปีก่อน ถ้าพวกนางมีเงินจะมาเช่าที่นี่อยู่ทำไม”
“จริงรึ! ข้าไม่รู้มาก่อนเลย”
บ้านหลังนี้มีประวัติไม่ดีแต่ไม่ค่อยมีคนรู้ จะรู้กันก็แต่คนที่อาศัยอยู่ใกล้ ๆ เท่านั้น ครั้นมีคนมาเช่า พวกคนที่เขารู้ก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นกันหมดแล้ว ส่วนคนที่กระซิบบอกก็เป็คนที่อยู่ใกล้เคียงนี่แหละ
“ใช่แล้ว อยู่ ๆ มาหาว่าพวกเราเป็ขโมยได้ยังไง”
หลี่หลิงฟางข่มความกังวลเอาไว้ นางรู้ดีว่าเพราะอะไร ที่นั่นถึงถูกขโมยขึ้น แต่บุตรสาวกำลังทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ ตนก็ต้องไม่ทำเสียเื่ ต้องทำอย่างที่เอินเอ๋อร์บอก ไม่ว่าพวกเขาจะกล่าวหาอะไร ต้องปฏิเสธเสียงแข็งเข้าไว้
เพราะเสียงวิจารณ์ของชาวบ้านเป็ไปในทางที่ไม่ดี ลู่จื้อจำต้องออกหน้าพูด ไม่เช่นนั้นน้องรองจะทำเสียเื่ได้ “ในบรรดาข้าวของที่ถูกขโมย มีของหมั้นของลู่เอินอยู่ด้วย ในนั้นยังมีหนังสือการหมั้น ข้าเกรงจะเป็เื่ใหญ่ก็เลยมาถาม”
ลู่เอินหรี่ตาลง “หมั้น? ของหมั้นของข้าหรือ ข้ามีคู่หมั้นอยู่ด้วยหรือ”
หลี่หลิงฟางคิดมาตลอดว่าบุตรสาวของนางนิสัยดีเกินไป ตอนลู่เอินพูดว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง นางยังคิดว่าคงต้องใช้เวลา ไม่คิดว่า่เวลาสั้น ๆ เอินเอ๋อร์ของนางจะตีเนียนทำเป็ไม่รู้เื่ได้ดีเช่นนี้ แต่ในฐานะมารดา นางกลับไม่เห็นว่าไม่ดีตรงไหน
คนเราต้องมีเล่ห์มีเหลี่ยมบ้างจึงจะไม่ถูกใครเขารังแกง่าย ๆ
“เป็วาสนาที่พ่อเ้าทิ้งไว้ให้ แม่ดูของไม่เป็หรอกแต่พ่อเ้าเคยบอกว่า เป็ของหมั้นที่มีราคามาก เ้าต้องได้แต่งออกไปอย่างมีหน้ามีตาจนคนอิจฉา ตอนแยกบ้านออกมา แม่ยังพยายามเอามาด้วยแต่นายท่านใหญ่กล่าวว่าจะเก็บไว้ให้ก่อน ตอนหมั้นทางนั้นก็รู้ว่าหมั้นกับคนสกุลลู่ หากวันหน้ามาถามหาจะได้มาตามถูก”
ได้ยินพวกเขาพูดขนาดนี้แล้ว มารดาของนางก็ยังไม่เข้าใจอีก ช่างน่าสงสาร
เขาพูดชัดเจนว่า อีกฝ่ายหมั้นหมายกับคนสกุลลู่ ยามแต่งก็ต้องแต่งกับคนสกุลลู่เหมือนกัน พวกนางที่แยกออกมาแล้วไม่นับเป็ตระกูลเดียวกับพวกเขาอีก อีกฝ่ายรู้เพียงสถานที่ที่มาหมั้น ถึงตามมาสู่ขอภายหลังก็เกรงพวกบ้านใหญ่จะเนียนสลับเ้าสาว
เมื่อแต่งออกไปแล้วก็ยากจะแก้ไข ถึงตอนนั้นความแตกก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้นพวกเขาอาจใส่ไฟโยนความผิดทั้งหมดมาให้พวกนางก็ได้