“มึงประเมินกูต่ำไปหรือไอ้เมืองสิงห์!” สุรเสียงนั้นเย็นเยียบทว่าทรงพลัง “เจ้าซอมพอคือยอดดวงใจของกู คือแม่ญิงเพียงหนึ่งเดียวที่กูให้สัจจาว่าจะเทิดทูนไว้เหนือเกล้า นางต้องก้าวเข้าสู่ประตูเวียงสุวรรณโคมคำ ในฐานะมเหสีคู่บัลลังก์ฉัตรทองอย่างสมเกียรติ พร้อมด้วยขบวนเกียรติยศที่เกริกไกรเท่าที่แผ่นดินนี้เคยมีมา!”
พระองค์ทรงย่างสามขุมเข้าหาขุนศึกคู่ใจ แววตาคมกริบจ้องมองมันประดุจพญาราชสีห์
“กูมิใช่โจรป่าเถื่อนถ่อยที่ต้องไปฉุดคร่าเอาสตรีที่รัก มากักขังไว้ในกรงทอง หากกูทำเช่นนั้น หัวใจของนางจักมีแต่ความชิงชังและอัปยศไปจนตาย...แผนของมึงเก็บเอาไว้ใช้กับแม่ญิงที่มึงหมายตาเถิด อย่าได้เอามาแปดเปื้อนนางยอดดวงใจของกูเลย!”
แสนเมืองสิงห์ลอบกลืนน้ำลายเหนียวข้นลงคอ แม้จะโดนตำหนิ แต่เขากลับรู้สึกเลื่อมใสในขัตติยมานะของสหายรักยิ่งนัก “ข้าพเจ้า...ขอน้อมรับความผิดพระเจ้าข้า เพียงแต่ห่วงว่าทางเวียงสรวงจักเล่นไม่ซื่อ ข้าเลยร้อนใจเกินไปหน่อย ขอพระองค์โปรดอย่าถือสา”
“หากพวกมันคิดทำเช่นนั้นจริง กูก็จักยกทัพไปรับตัวนางด้วยตนเอง หากยามนั้นมาถึงจะเวียงสรวงหรือทุ่งหลวง ก็จักได้รู้กันไป ว่ากูอินทร์ถวาย มิใช่เพียงแมวหม่าวนอนหนาวในผ้าอุ่น แต่เป็นพญาราชสีห์ใหญ่ ที่จะออกขย้ำกลืนกินพวกมัน ไม่ให้เหลือแม้แต่หยดเลือดตกลงดิน!"
สุระเสียงต่อว่าเจ้าแสนเมืองสิงห์ ดังออกมาจนถึงหน้าประตูโขงทางเข้าตัวเรือนพิมาน พญาพรหมเสกแลเจ้านางโมเลียงถึงกับหยุดชะงักตกใจ ต่อโทสะของเจ้าหลวงอินทร์ถวาย ที่น้อยนักจะแสดงออกถึงความพิโรธที่รุนแรงถึงเพียงนี้
“เอ่อ…นี่ก็ฟ้ามืดแล้ว ข้ามาได้ก็กลับเองได้ มิรบกวนพระองค์จักดีกว่า” นางโค้งศีรษะทำความเคารพต่อพญาพรหมเสกเจ้าเวียงชัย แล้วทำทีจะจากไป
“เจ้านางมิใคร่รู้เรื่องบิดาแล้วฤา?”
“ท่านพ่อ ส่งนกพิราบให้ข้าโดยตรง เรื่องอันใดที่เกี่ยวข้องต่อพระองค์หรือชาวเยว่ ข้าย่อมรู้ดี ข้าก็แค่สร้างคำกล่าวเท็จ เพื่อหาโอกาสได้เข้าพบขุนหลวงอินทร์ถวายบ้างก็เท่านั้น แต่มาถึงยามนี้ ข้าเข้าใจแล้ว ว่าพระองค์จะไม่มีทางมองข้า เพราะในใจของพระองค์ มีเพียงสตรีเวียงสรวงผู้นั้น เพียงแต่ข้าไคร่ขอรบกวนพระองค์สักเล็กน้อย”
“เจ้านางว่ามาเถิด หากไม่เหลือบ่าฝ่าแรง ข้ายินดี”
“จงนำคำข้าไปแจ้งต่อเจ้าขุนหลวง แม้นข้าโมเลียงจะเป็นเพียงบำเหน็จศึก แต่ข้าก็นับว่าเป็นธิดาคนสำคัญของหนานเยว่ ที่ยอมสละซึ่งอิสระเสรีแห่งตน มาเป็นข้ารับใช้เบื้องบาทของพระองค์ถึงสุวรรณโคมคำ พวกเราชาวเยว่อาจดูสิ้นหนทาง จำต้องเข้าร่วมกับชาวสุวรรณโคมคำ แต่พวกท่านจงอย่าลืม ว่าแผ่นดินของข้านั้นเป็นเมืองใหญ่ที่แข็งแกร่ง หากฉินจะบุกลงมาบดขยี้แผ่นดินแถบนี้ นั่นหมายความว่า ต้องผ่านแผ่นดินของข้ามาก่อน แม้นความสิเน่หาพระองค์จักมิมีให้กัน แต่ธรรมเนียมจารีต พระองค์คงมิลืมที่จักรักษาไว้ด้วยเกียรติแห่งกษัตริย์” นางพูดออกมาโดยที่ไม่หันมามองหน้าเจ้าพรหมเสก กล่าวจบก็ขึ้นเสลี่ยงคานหามกลับไปยังทิศทางตำหนักฝ่ายใน
เห็นทีเรื่องของเจ้านางซอมพอจักมิง่ายดาย สตรีหน้าขาวนางนี้มิได้โง่เขลาอ่อนแอ แต่นางยังเจ้าเล่ห์จอมแผนการ ล่วงรู้ไปจนถึงกฎจารีตความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นแลหัวเมือง เจ้าพรหมเสกได้แต่ถอนหายใจหนักหน่วง เงยหน้าขึ้นมองแสงดาวบนฟ้า 'เรื่องของพี่ท่าน ไยทำกูหนักอกเช่นนี้' ใจหวนคิดไปถึงหน้านวลที่ชอบต่อปากต่อคำ นานเกินครึ่งปีแล้วกระมังมิได้พบพาน งานการเมืองพัวพันเหน็ดเหนื่อย แต่พระองค์กลับไม่เคยลืมอีเอื้องไปได้เลยแม้แต่วันเดียว
คำพูดในคืนเมามายใต้แสงไฟจากกองฟืน คำพูดหวานหูจากคนช่างพูดช่างคุย ยังดังอยู่ในหัวอกของชายผู้เงียบขรึม
‘เจ้าพรหมเสก มีใครบอกพระองค์หรือไม่’
‘บอกอันใดฤา…’
‘บอกว่าพระองค์ทรงรูปงามนัก ยิ่งยามที่ทรงช้างนั่น พระองค์ยิ่งงามตรึงใจ อย่าถือสาข้าเจ้าที่จาบจ้วง บ่อยครั้งที่ข้าเจ้ามักเตือนเจ้านาง คนเราอายุแสนสั้น หากคิดอันใดหรืออยากทำสิ่งใด จงทำเสีย แลวันนี้ข้าก็จักบอกพระองค์ เจ้าพรหมเสก ข้าเจ้าชื่นชอบแลหลงใหลพระองค์ยิ่งนัก จักดีไม่น้อย หากดวงตาคู่นี้ของพระองค์ จักมองเห็นหัวใจข้าเจ้าบ้าง’
รุ่งเช้าฟ้าไม่สางดี ม้าดีสามตัวพาคนบนหลังมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออก หมายแจ้งถึงมือขุนหลวงอินทร์ถวายในยามสาย ว่าเจ้าพรหมเสกมีการสำคัญต้องออกนอกเวียงสักครึ่งเดือน โดยไม่แจ้งที่หมายที่จักไป
เวียงสรวงยามนี้ดูขรึมขลังและเงียบเหงากว่าที่เคย ลมแล้งพัดหอบเอาฝุ่นดิน แลดอกเหียงให้ร่วงโรยจนเต็มลานวัดสบปิน ที่นี่เปรียบเสมือนที่พักพิงใจเพียงแห่งเดียวของเจ้านางซอมพอ แต่เล็กจนโต หากวันใดมีเรื่องน้อยใจ ก็มักวิ่งมาที่วัด แม้ปากไม่เอ่ย แต่ในสายตาครูบาเจ้าที่เห็นกันมาแต่เกิด ย่อมรู้ได้ว่าเจ้านางผู้นี้มีเรื่องในใจ ยิ่งในยามนี้ที่คลื่นลมเงียบสงบ ยิ่งชวนคิดในหวั่นใจ ด้วยไม่รู้ว่าเรื่องร้ายใดจักเข้ามาให้ยากจักรับมือ
เสียงค้อนสลักลายกระทบกับแผ่นทองดังกังวานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เจ้านางซอมพอนั่งอยู่บนตั่งไม้ นัยน์ตาคู่งามกำลังจดจ่ออยู่กับการทำปลอกหลุบคำเล่มใหม่ให้อนุชา ที่เอาแต่ร้องร่ำออดอ้อน อยากได้ดาบงามเช่นขุนหลวงสุวรรณโคมคำ แสงแดดรำไรที่ส่องผ่านหน้าต่างลงมาจับที่ดวงหน้าของนาง พลอยให้เห็นร่องรอยแห่งความล้าที่ซ่อนอยู่ใต้ความสง่างาม
ทุกลวดลายที่สลักลงบนแผ่นทอง คือความตั้งใจที่นางมอบให้เจ้าหาญ ทว่าในทุกจังหวะที่หยุดพัก สายตาของนางกลับเผลอทอดมองไปยังซุ้มประตูโขง...เหม่อมองหาขบวนขันหมากหรือเพียงใครสักคน ที่มาจากทิศทางของสุวรรณโคมคำ
‘หนึ่งปีแห่งการไว้อาลัย…มันอาจยาวนานเกินไป จนทำให้พระองค์อาจลืมเลือนสัญญาระหว่างเราไปเสียแล้ว’ นางคิดในใจ พลางลูบไล้ลายสลักดอกบัวบนเครื่องทองอย่างแผ่วเบา ความแข็งแกร่งที่นางแสดงออกต่อหน้าข้าราชบริพาร บัดนี้เริ่มสั่นคลอนด้วยความวูบไหวในหัวอก
ยอดองค์ธาตุเจดีย์ แลวิหารไม้ดำทมึนบนยอดเขา คือจุดหมายที่ชาวบ้านผ่านทาง ต่างบอกเล่าส่งต่อ ถึงที่หมายให้คนหนุ่มจากสุวรรณโคมคำ พญาพรหมเสกให้คนติดตามแลม้าหยุดพักริมน้ำปิน ที่ไหลไปบรรจบกับลำน้ำทา ก่อนจะไหลไปลงลำน้ำของที่บ้านสบทา ให้ม้าได้กินน้ำ แลคนได้ล้างเนื้อล้างตัว สองวันสองคืน ที่ทรงพยายามควบม้าต่อเนื่อง พักให้น้อยกินให้น้อย ด้วยใจโหยหานางในดวงใจแลงานราชการก็รัดตัว จนไม่เหลือเวลาให้ผ่อนคลายสำราญใจ
ม้าดีสามตัวเหยาะย่างลอดเข้าซุ่มโขงวัดสบปิน เข้ามายืนมึนงงอยู่ใจกลางลานหน้าวิหาร เสียงตีเหล็กดังแว่วมาเป็นจังหวะ เจ้าพรหมเสกจึงก้าวลงจากหลังม้า แลให้คนติดตามพาม้าไปหลบใต้ต้นไม้ใหญ่
พญาพรหมเสกในชุดลำลองเยี่ยงสามัญชน ทว่าท่วงท่ากลับสง่างามจนผู้คนต้องเหลียวมอง ทรงมุ่งตรงไปยังโรงตีดาบอันเลื่องชื่อของครูบาเจ้าสบปิน พร้อมคนติดตามทั้งสอง สถานที่เพียงแห่งเดียว อันเป็นจุดเริ่มต้นในความทรงจำระหว่างตนกับสตรีช่างพูดผู้นั้น
“ขออภัยเถิดพ่อช่าง...ข้ามาตามหาแม่หญิงที่ชื่อเอื้องสาย มันเป็นนางข้าหลวงของเจ้านางซอมพอ มิทราบว่ายามนี้นางผู้นั้นพำนักอยู่ที่ใดฤา”
ช่างตีดาบเงยหน้าขึ้นมองบุรุษแปลกหน้า ก่อนจะชี้มือไปยังเรือนทรงงานท้ายวัด “แม่เอื้องรึ? นู่นกระมัง...คงกำลังช่วยงานเจ้านางท่านอยู่ที่เรือนทรงงานท้ายวัดนั่นแล พ่อเล่าเป็นใครกัน ถึงได้มาตามหานางถึงที่นี่ได้?…หน้าตาราวกับเป็นคนที่อื่น มิใช่คนเวียงสรวงใช่หรือไม่” การแต่งกายแม้เรียบง่าย แต่ดาบคู่บนหลังกลับสะดุดตาช่างฝีมือ
พญาพรหมเสกมิได้ตอบคำถาม แต่กลับรีบก้าวเดินไปตามทิศทางที่คนผู้นันชี้นำ หัวใจของขุนศึกผู้เงียบขรึมกลับเต้นรัวอย่างประหลาด ยิ่งเข้าใกล้เรือนพักทรงงาน เขายิ่งได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วที่คุ้นเคย กำลังบ่นพึมพำเรื่องข้าวกับปลาอาหาร แลเรื่องต่าง ๆ ที่มันจับมาชนกันจนเป็นเรื่องราว
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH