ตอนที่ 114 แพะรับบาปได้ถูกกำหนดไว้แล้ว เต็มไปด้วยเล่ห์กลและอุบายอันเหี้ยมโหด
“เรื่องนี้ ศิษย์มรรคาเย่รู้ความใดบ้างหรือไม่”
กู้ฉางเกอกล่าวขึ้นด้วยท่าทีเรียบเฉย ราวกับกำลังสนทนาถึงเรื่องราวอันเล็กน้อยที่มิสลักสำคัญอันใด
กล่าวพลางยกจอกขึ้นจิบ ลิ้มรสสุราขาวในจอกหยกขาวเนียน ก่อนเผยสีหน้าเชิงชื่นชม “สุรานี้รสชาติมิเลวนัก”
เยวี่ยหมิงคงนิ่งอึ้ง มองใบหน้าหล่อเหลาสง่างามของกู้ฉางเกอ สายลมหนาวเย็นดูเหมือนจะกรูเกรียวขึ้นทั่วแผ่นหลังของนางในชั่วพริบตา
ผู้อื่นอาจมิล่วงรู้ ทว่าเยวี่ยหมิงคงกลับรู้แจ้งดียิ่ง
กู้ฉางเกอผู้นี้ คือผู้สืบทอดศาสตรามารต้องห้ามที่แท้จริง
ชาติภพก่อน เขาได้ทำเรื่องราวลอบวางแผนป้ายความผิดเช่นนี้มาแล้วนักต่อนัก
ทุกครั้ง นางล้วนหลงเชื่อคำของเขาอย่างโง่งม มิได้มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความหวาดระแวง
ทว่าในครั้งนี้ นางได้รู้ซึ้งเห็นแจ้งกับตาตนเอง ความเย็นยะเยือกพลันแทรกซึมไปทั่วทั้งใจ ราวกับมือที่มองมิเห็นกำลังกอบกุมฝ่ามือของนางจนเย็นเฉียบ
ถ้อยคำอันเรียบง่ายของกู้ฉางเกอในขณะที่เขากำลังร่ำสุรา กลับเป็นการโยนเคราะห์หามยามร้ายไปยังเย่หลิงอย่างไร้ร่องรอย
แม้ว่าเยวี่ยหมิงคงเองก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการสังหารเย่หลิงเพื่อช่วงชิงมรดกแห่งมหาเทพวัฏสงสาร
ทว่าหากเปรียบเทียบแผนการของนางกับกู้ฉางเกอแล้ว นางมิต่างอันใดจากนักสังหารผู้เริ่มต้นฝึกหัด ยากจะนำตนไปเปรียบเทียบกับเขาได้
นางรู้ดีว่ากู้ฉางเกอผู้นี้มีวิธีการอันน่าพรั่นพรึงเพียงใด
ทว่าเมื่อได้เห็นกับตาตนเอง นางจึงเข้าใจว่าความน่าหวาดหวั่นนั้นแทรกซึมอยู่ในทุกคำกล่าว และทุกการกระทำของเขา
ในชั่วขณะนั้น แผ่นหลังของนางเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บ
นางรู้ดีแก่ใจว่า มิว่าอย่างไรนางจะให้กู้ฉางเกอล่วงรู้ว่าตนเองรับรู้ถึงความลับของศาสตราต้องห้ามมหามารกลืนเทพที่เขาครอบครองไว้มิได้!
หากมิเช่นนั้น ต่อให้นางเป็นถึงผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่อีกครั้ง ก็คงมิมีโอกาสแม้แต่จะหนีรอดไปได้
ความได้เปรียบที่ควรจะเป็นของผู้กลับชาติมาถือกำเนิดใหม่อย่างนาง กลับไร้ประโยชน์ไปโดยสิ้นเชิง เมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษเช่นกู้ฉางเกอ…
“สุรานี้รสชาติมิเลว เจ้าลองชิมเสียสิ”
ขณะที่ความคิดในใจของเยวี่ยหมิงคงสับสนวุ่นวายมิหยุด กู้ฉางเกอก็ยื่นจอกสุรามาตรงหน้านางพร้อมรอยยิ้มบางเบา
“เหตุใดใบหน้าถึงได้ดูซีดเซียวเล่า มือก็เย็นเฉียบไปหมด หรือเจ้าจะมิสบายกัน”
ท่าทางห่วงใยที่ปรากฏบนใบหน้าของเขา หากเป็นเช่นยามปกติ เยวี่ยหมิงคงคงจะรู้สึกยินดีและซาบซึ้งใจนัก
ทว่ายามนี้ กลับทำให้นางรู้สึกวูบโหวง มิรู้จะกล่าวตอบสิ่งใดออกไปดี
“ข้ามิเป็นอันใด” เยวี่ยหมิงคงส่ายศีรษะเบาๆ พลางเอ่ยเสียงเรียบ พยายามเก็บซ่อนความผิดปกติที่แฝงอยู่ภายในใจ
กู้ฉางเกอมองนางด้วยรอยยิ้มบางคล้ายมิถือสา ก่อนพยักหน้าเบาๆ เอ่ยคำที่มีความหมายลึกซึ้งว่า
“มิเป็นอันใดก็ดีแล้ว”
เขารู้ดีว่าเยวี่ยหมิงคงนั้นคาดเดาเจตนาของเขาได้ จึงเกิดอาการตื่นตระหนกอยู่บ้าง
สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว กลวิธีในการป้ายความผิดหรือโยนหายนะไปยังผู้อื่นนั้น ช่างเป็นเรื่องที่คุ้นมือยิ่งนัก เขาทำได้โดยที่มิรู้สึกผิดแม้แต่น้อย ทุกอย่างล้วนกระทำไปตามสัญชาตญาณและความเคยชินทั้งสิ้น
เยวี่ยหมิงคง แม้จะเข้มแข็งเยือกเย็น และมีวิธีการที่เฉียบขาดเพียงใด ทว่าสุดท้ายแล้ว นางก็เป็นเพียงสตรีผู้หนึ่งที่ถูกสถานการณ์บีบบังคับเท่านั้น
นางมิอาจเปรียบเทียบกับตัวเขาได้เลย
เพราะเขากำเนิดมาเพื่อเป็นผู้สวมบทบาทมหาวายร้ายผู้ยิ่งใหญ่โดยแท้
ในความคิดของเขา มีเพียงกลอุบายและแผนการนับมิถ้วนเท่านั้น!
เรื่องนี้สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว คงต้องกล่าวว่าช่างเหมาะเจาะเกินไปนัก
เหตุที่เขามายังนครโบราณมรรคาสวรรค์ ก็เพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่อิ่นเหมยช่วยเขาตามหาแหล่งทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญเพียร ทว่าผลกลับเกิดความผิดพลาดไปบ้าง ทำให้บางฝ่ายจับสังเกตได้ จนก่อให้เกิดความวุ่นวายและตื่นตระหนกขึ้นในหลายพื้นที่
ทว่ากู้ฉางเกอก็กลับมิได้ตำหนิอิ่นเหมยเลยสักคำ
หากเดินย่างกรายเลียบฝั่งธาราอยู่บ่อยครั้ง จะมีหรือที่จะมิเปียกปอนสักครั้งได้
ถึงแม้จะกระทำการอย่างรอบคอบเพียงใด ทว่าสุดท้ายก็ต้องมีร่องรอยและช่องโหว่ให้พบเห็นได้อยู่ดี
ขณะที่เขากำลังขบคิดหาวิธีจัดการกับปัญหานี้ ทันใดนั้น เย่หลางเทียนก็มาส่งมอบโอกาสให้เขาเองถึงที่ พร้อมกับหยิบยกเรื่องราวของเย่หลิงขึ้นมาเอ่ยถึง
นี่มิใช่เป็นการมอบแพะรับบาปมาถึงมือเขาหรอกหรือ
ส่วนจะโยนความผิดไปที่เย่หลิงเช่นไรนั้น กู้ฉางเกอได้วางแผนการไว้แล้วหลายวิธี แต่ละวิธีล้วนรอบคอบไร้ช่องโหว่ ยากจะหาข้อผิดพลาดหรือพิรุธใดๆ ได้!
เย่หลางเทียนถึงกับชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเห็นกู้ฉางเกอกับเยวี่ยหมิงคงกล่าวคุยกันอย่างมิสนใจสายตาผู้ใด จึงอดยิ้มพลางเอ่ยขึ้นว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์มรรคากู้กับองค์หญิงหมิงคงช่างน่าอิจฉานัก”
ยามนี้ ใบหน้าของเยวี่ยหมิงคงกลับมาสงบนิ่งเป็นปกติ นางเพียงยิ้มบางเบา ดูสง่างามและมีมารยาทอันสมบูรณ์แบบ โดยมิเอ่ยคำใดตอบกลับ
ในใจนางกลับรู้สึกว่า บางทีอาจเป็นตนที่คิดมากเกินไป
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา การกระทำของกู้ฉางเกอ แม้จะยังคงแฝงไว้ด้วยการแสวงหาผลประโยชน์ดังเช่นเคย ทว่าเมื่อเทียบกับชีวิตในชาติก่อนแล้ว เขาก็ได้ปฏิบัติต่อนางอย่างดีขึ้นมาก
ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองก็ดูเหมือนจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่ ตอนที่เขาเห็นฝ่ามือนางเย็นเฉียบและเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬ กู้ฉางเกอยังจงใจบีบมือนางเบาๆ เพื่อเป็นการปลอบโยนและให้กำลังใจ
เยวี่ยหมิงคงมิแน่ใจว่า เขารู้สึกหรือจับสังเกตอันใดได้หรือไม่
ทว่าความใส่ใจนี้ กลับทำให้นางรู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างกล่าวมิถูก
ขณะนั้นเอง เย่หลางเทียนก็เอ่ยต่อไปว่า
"ช่วงนี้เรื่องนี้ชักจะวุ่นวายไปกันใหญ่ หลายตระกูลและสำนักต่างหวาดผวา เมื่อบรรดาผู้มีพรสวรรค์ทั้งหลายต่างพากันหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย"
"ที่น่าประหลาดก็คือ ผู้ที่หายตัวไปล้วนมีระดับพลังที่มิสูงมากนัก ช่วงแรกจึงมิมีผู้ใดเอะใจอันใด ทว่าเมื่อเรื่องราวบานปลายขึ้น จึงพบว่ายอดฝีมือที่หายไปนั้นมีจำนวนมิน้อยเลยทีเดียว"
"ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือสุสานโบราณของหลายสำนักกลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมา อีกทั้งศพโบราณที่ฝังไว้ในนั้นก็สูญหายไปอย่างลึกลับ"
เย่หลางเทียนผู้เป็นทายาทแห่งตระกูลเย่ ย่อมมีหนทางสืบข่าวสารได้โดยง่ายดายอยู่แล้ว
โดยเฉพาะเมื่อมิกี่วันก่อน หลานชายแท้ๆ ของผู้อาวุโสแห่งตระกูลใหญ่ผู้หนึ่งก็กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
เด็กหนุ่มผู้นั้นเพิ่งจะออกท่องยุทธภพได้มินาน มิได้สร้างความแค้นเคืองให้กับผู้ใดมาก่อน แต่แล้วกลับหายสาบสูญราวกับหยดน้ำที่จมลงสู่มหาสมุทร
แดนสวรรค์อันกว้างใหญ่ไพศาล ในแต่ละวันล้วนมีผู้คนมากมายหายตัวไปอย่างไร้สาเหตุ สิ่งนี้นับว่าเป็นเรื่องปกติ มิว่าจะเพราะประสบเหตุร้ายในรอยแยกมิติ หรือโชคร้ายถูกลูกหลงจากการปะทะของยอดฝีมือก็ล้วนแต่เป็นไปได้ทั้งสิ้น
ทว่าสิ่งที่ทำให้ผู้อาวุโสท่านนั้นตระหนกขึ้นมา ก็เพราะการได้พบร่องรอยบางอย่างที่บ่งบอกว่า มีขุมกำลังลึกลับบางกลุ่มกำลังลอบกวาดต้อนเหล่าผู้มีพรสวรรค์จากทั่วทุกสารทิศ
โดยเริ่มต้นจากเขตแดนชั้นในแห่งแดนสวรรค์ แผ่ขยายออกไปสู่เขตกลาง และลุกลามไปถึงเขตนอก
เมื่อเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกมา ชั่วขณะหนึ่งก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับเหล่าสำนักและตระกูลใหญ่มากมาย ต่างพากันตื่นกลัวและหวั่นวิตกมิเป็นอันสงบ
“เรื่องนี้ดูเหมือนจะมิต่างจากที่ข้าสืบทราบมาเท่าใดนัก”
เมื่อได้ฟังคำกล่าวนั้น กู้ฉางเกอก็พยักหน้าเล็กน้อย พลางแสดงท่าทีครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
จากนั้น เขาก็หันไปมองเย่หลางเทียนอย่างแน่วแน่ ก่อนเอ่ยถามตรงๆ โดยมิอ้อมค้อมว่า
“ศิษย์มรรคาเย่ มิรู้สึกบ้างหรือว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับมรดกต้องห้ามซึ่งสูญสลายหายไปในสายธารแห่งกาลเวลา และถูกเหล่าลัทธิและสำนักต่างๆ ร่วมมือกันทำลายล้างเมื่อครั้งอดีต”
คำถามของกู้ฉางเกอทำให้บรรยากาศแผ่ซ่านไปด้วยความเคร่งขรึม เย่หลางเทียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนดวงตาเขาจะปรากฏประกายคมกล้าแวบผ่านราวกับกำลังตื่นตระหนก
“ความหมายของศิษย์มรรคากู้ก็คือ…”
เย่หลางเทียนเอ่ยถามขึ้นอย่างลังเล ทว่าในแววตากลับเผยให้เห็นว่า เขาเองก็คล้ายจะมีความคิดนี้อยู่แล้ว
แท้จริงแล้วมิจำเป็นต้องรอให้กู้ฉางเกอกล่าวขึ้นมา เพราะเขาเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันว่า ความน่าสะพรึงกลัวของเหตุการณ์ครั้งนี้ช่างคล้ายกับเกิดขึ้นเพราะมรดกต้องห้ามอย่างยิ่ง เพียงแต่เขามิกล้าเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อนก็เท่านั้น
นั่นเพราะแค่เพียงเอ่ยถึงสิ่งนี้ ก็สามารถทำให้ผู้คนตกอยู่ในความหวาดกลัวลึกถึงสุดขั้วหัวใจได้แล้ว
มรดกต้องห้าม ชื่อเรียกนี้มิใช่แค่เพียงเรื่องเล่นๆ ทว่ามันเกี่ยวพันกับพลังอันมืดมนและอาถรรพ์ต้องห้ามจนมิมีผู้ใดกล้าแตะต้อง
“หากข้าเดามิผิด มรดกต้องห้ามนั้นคงกลับมาปรากฏอีกครั้ง มันก็เหมือนกับวัชพืชที่แม้จะถูกเปลวเพลิงแผดเผาเสียจนราบคาบ ทว่าเมื่อสายลมแห่งวสันตฤดูพัดผ่านมา มันก็จะงอกเงยขึ้นใหม่อีกครั้ง แม้จะถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันก็มิอาจถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นไปได้”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยสีหน้าสงบ แววตาลุ่มลึก มิเผยอารมณ์ใดๆ
ยามที่เขากล่าวประโยคนี้ออกมา เย่หลางเทียนก็มิอาจรับรู้ได้ว่าความหมายแฝงที่แท้จริงคือสิ่งใด ทว่าในใจของเยวี่ยหมิงคงกลับรู้สึกได้ว่า คำกล่าวเหล่านี้ฟังดูคล้ายกับเป็นการทำนายบางสิ่ง
ท้ายที่สุดแล้ว บุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้า ซึ่งกล่าวถึงมรดกต้องห้ามนี้อย่างมิสะทกสะท้านก็มิใช่ผู้ใดอื่น นอกจากจะเป็นผู้สืบทอดที่แท้จริงของมรดกนั้นเอง
และหลังจากนี้ คำกล่าวของกู้ฉางเกอ ย่อมมิใช่เพียงแค่การสนทนาเล่นๆ อย่างแน่นอน
“ศิษย์มรรคากู้ช่างคิดเหมือนกับข้ามิมีผิด”
เมื่อได้ฟังดังนั้น เย่หลางเทียนก็พยักหน้า สีหน้าเผยความรู้สึกทอดถอนใจอยู่บ้าง คล้ายกับพบเจอสหายผู้เข้าใจในแนวคิดเดียวกัน พลางนึกในใจว่า กู้ฉางเกอช่างเป็นสหายที่รู้ใจเขานัก
แน่นอนว่าเย่หลางเทียนมิมีทางรู้ว่า คำกล่าวของกู้ฉางเกอหาได้กล่าวขึ้นมาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ไม่ ทว่าเป็นเพียงแผนการอันแยบยลที่ใช้เย่หลางเทียนเป็นเครื่องมือ เพื่อเผยแพร่ข่าวลือเหล่านี้ออกไปอย่างแนบเนียน
หากเป็นเช่นนี้แล้ว ผู้ใดบ้างเล่าที่จะมองย้อนกลับมาสงสัยในตัวเขา นี่นับว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปมิได้โดยสิ้นเชิง
“หากเรื่องนี้เป็นจริง การปรากฏขึ้นของมรดกต้องห้ามในเวลานี้ก็ช่างบังเอิญนัก” กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สีหน้าเคร่งขรึมคล้ายกำลังครุ่นคิดบางสิ่งอย่างลึกซึ้ง
“ศิษย์มรรคากู้ ท่านคิดว่า การที่เย่หลิงสามารถผงาดขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่”
เย่หลางเทียนเอ่ยถามออกไปตรงๆ เสียเอง คราวนี้สีหน้าของเขาเผยความสงสัยอันล้ำลึก ราวกับได้ขบคิดเรื่องนี้มานาน ทว่ายังกลับหาคำตอบมิได้
“ข้าได้สืบค้นหาเรื่องราวมามากมายเกี่ยวกับเย่หลิง บุรุษผู้นี้ทั้งไร้ภูมิหลัง ไร้ทรัพยากรสนับสนุน อีกทั้งในตระกูลสายรองก็มิเป็นที่นับถือ แล้วเหตุใดเล่าเขาจึงสามารถก้าวขึ้นมามีความสามารถเหนือคนรุ่นเดียวกันได้ อีกทั้งยังทัดเทียมกับข้าและท่านได้อย่างไร…”
“ช่างเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดนัก ดูท่าข้าคงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ยิ่งขึ้นไปอีกเสียแล้ว”
เมื่อได้ฟังดังนี้ กู้ฉางเกอยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉย ทว่าสายตากลับเปล่งประกายแวววาว ราวกับกำลังชื่นชมอยู่ในใจ
ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก! เย่หลางเทียนได้ตกหลุมพรางตามที่เขาหวังไว้ทุกประการแล้ว
ในเมื่อเย่หลางเทียนเริ่มเชื่อมโยงทุกสิ่งไปยังเย่หลิงเช่นนี้แล้ว ในอนาคต เย่หลิงจะยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์อันลำบากขึ้นเรื่อยๆ
แต่แน่นอนว่า เพื่อให้แผนการนี้สมบูรณ์แบบ ยังจำเป็นต้องมีแรงผลักดันอีกสักเล็กน้อย
“ศิษย์มรรคากู้ เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก ข้าจำต้องขอตัวเร่งรุดกลับไปรายงานต่อผู้อาวุโสในตระกูล เอาไว้วันที่ดินแดนเซียนโบราณเปิดออก พวกเราค่อยพบกันใหม่อีกครั้ง”
เย่หลางเทียนกล่าวพลางแสดงสีหน้าอันหลากหลาย ก่อนจะลุกขึ้นเตรียมจากไปพร้อมกับเย่หลิวหลี
“เชิญเถิด ศิษย์มรรคาเย่เดินทางปลอดภัยด้วย”
กู้ฉางเกอยิ้มบางๆ อย่างสุภาพ พลางยกมือคารวะส่งแขกไปตามมารยาท
เมื่อเย่หลางเทียนจากไปแล้ว บรรยากาศในศาลาเทพสถิตพลันกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง มีเพียงสายลมเอื่อยพัดผ่านช่องหน้าต่าง
กู้ฉางเกอยืนนิ่งอย่างสง่างาม ดวงตาลึกซึ้งดุจห้วงอเวจีจับจ้องไปยังความว่างเปล่านอกศาลา ราวกับกำลังครุ่นคิดอันใดบางอย่าง
ขณะเดียวกันนั้น เดือนดารางามล้ำอย่างเยวี่ยหมิงคงก็ยืนมองเขาอยู่เช่นกัน นัยน์ตาประดุจสระน้ำใสจับจ้องอยู่บนใบหน้าของเขา ราวกับพยายามจะมองทะลุถึงความคิดอันลึกล้ำของบุรุษผู้นี้ให้ได้
“มีอันใดหรือ จ้องมองสามีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเช่นนี้ ก็ยังมิคุ้นเคยกันอีกหรือไร”
กู้ฉางเกอแค่นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวจับมือนางอีกครั้ง คำกล่าวและท่าทางล้วนดูสนิทสนมยิ่ง
เยวี่ยหมิงคงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา ทว่าก็ซ่อนเร้นซึ่งความว้าวุ่นบางอย่างไว้ นางส่ายศีรษะช้าๆ ก่อนเอ่ยเสียงราบเรียบว่า
“เล่ห์เหลี่ยมของเจ้านั้นช่างน่ากลัวยิ่งนัก”
กู้ฉางเกอหัวเราะเบาๆ ราวกับมิใส่ใจ “มิน่ากลัวอันใดเลย หากมิทำเช่นนี้ เจ้าคิดว่าเย่หลิงจะสิ้นชีพไปได้โดยง่ายหรอกหรือ อย่างน้อยวิธีการนี้ก็นับว่าง่ายดายกว่ามาก แล้วก็อย่าลืมสิว่า ข้านั้นทำเพื่อช่วยเจ้ามิใช่หรือ”
เมื่อเยวี่ยหมิงคงได้ฟังคำกล่าวนี้ นางก็อดแค่นเสียงเย็นเยียบออกมามิได้ แววตาฉายชัดถึงความมิเชื่อถือ
“ช่วยข้าหรือ กล่าวเสียดิบดีเสียจริง... ทว่าสุดท้ายแล้วของดีทั้งหลายก็คงตกอยู่ในมือของเจ้า ส่วนข้าก็คงได้รับแต่เพียงเศษซากที่เหลืออยู่เท่านั้นเอง เจ้ามิเคยทำอันใดที่เสียเปรียบผู้ใดหรอก กู้ฉางเกอ”
นางกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ ด้วยรู้จักนิสัยใจคอของเขาเป็นอย่างดี มิว่าสิ่งใดที่เขาลงมือกระทำ ย่อมมีแต่ผลประโยชน์ที่จะตกแก่ตัวเขาเองทั้งสิ้น แม้จะเป็นคู่หมั้นคู่หมายของเขา ก็อย่าหวังว่าจะได้สิ่งใดไปครอง
“ช่างเต็มไปด้วยเล่ห์กลและอุบายอันเหี้ยมโหด... เจ้าเคยกล่าวคำที่น่าเชื่อถืออันใดบ้างเล่า”
เยวี่ยหมิงคงกล่าวพลางเบือนหน้าหนีด้วยความมิใส่ใจ ทว่าในใจกลับครุ่นคิดถึงประสบการณ์ในชาติก่อนว่าเย่หลิงนั้นมีเล่ห์กลอันใด ความผิดพลาดในครั้งนั้นทำให้นางระมัดระวังตนมากยิ่งขึ้น
กู้ฉางเกอมองดูนางด้วยรอยยิ้มบาง ริมฝีปากแย้มกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า
“อีกมินานก็คงได้จะได้ชมเรื่องสนุกกันแล้วละ”
…
ขณะเดียวกัน ณ นครโบราณแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของนครโบราณมรรคาสวรรค์อันกว้างใหญ่ ในพื้นที่อันสงบเงียบไร้ผู้คนพลุกพล่าน
ภายในหอคอยสูงตระหง่าน กลุ่มยอดยุทธ์รุ่นเยาว์จำนวนหนึ่งกำลังนั่งร่ำสุรากล่าวพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางพวกเขาเหล่านั้น มีบุรุษหนุ่มผู้สวมอาภรณ์ดำผู้หนึ่ง ซึ่งสวมจี้หยกไว้ที่คอ ผู้มีนามว่าเย่หลิง กำลังยกจอกสุราขึ้นคารวะพลางกล่าวขึ้นอย่างจริงใจ
“ท่านพี่ไป๋เลี่ย ข้าต้องขอบคุณท่านมากสำหรับทรัพยากรการฝึกบำเพ็ญเพียรตลอดช่วงที่ผ่านมา หากมิมีท่านคอยช่วยเหลือ ข้าก็คงมิมีวันนี้ได้”
ผู้ที่ถูกเรียกว่าท่านพี่ไป๋เลี่ยนั้นนั่งอยู่กลางห้อง รัศมีพลังที่เปล่งออกมาราวกับเตาหลอมขนาดใหญ่ ทำให้บรรดายอดฝีมือรุ่นเยาว์รอบข้างมิกล้าแสดงท่าทีลำพองใจ เห็นได้ชัดว่าล้วนแต่ยำเกรงในพลังฝีมือของเขาทั้งสิ้น
ไป๋เลี่ยนั้นเป็นทายาทแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์จากเผ่าราชันยุคบรรพกาล ชาติกำเนิดสูงส่งหาผู้ใดเปรียบ การที่เขามาปรากฏตัวในสถานที่แห่งนี้ได้ ก็ล้วนเป็นเพราะเห็นแก่เย่หลิงทั้งสิ้น
“ฮ่า ฮ่า! ศิษย์มรรคาเย่หลิง เจ้าช่างมากพิธีนัก ระหว่างพวกเรามิจำเป็นต้องกล่าวคำเช่นนี้ให้มากความ”
ไป๋เลี่ยหัวเราะลั่นด้วยความยินดี ดูท่าจะเริ่มมึนเมาอยู่มิน้อย น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความฮึกเหิม
ทันใดนั้น ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยินดีขึ้นทันใด เขารู้สึกได้ถึงยันต์สื่อสารในอกเสื้อที่พลันร้อนขึ้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ามีผู้ส่งข้อความมาหา
นัยน์ตาของไป๋เลี่ยทอประกายอย่างดีใจยิ่ง เพราะผู้ที่ส่งสารมานั้นคืออิ่นเหมยผู้ซึ่งเป็นคู่หมั้นของเขา ซึ่งนานทีจะเป็นฝ่ายติดต่อมาก่อน
“โอ้! ดูท่าจะเป็นพี่สะใภ้ติดต่อมาหาพี่ใหญ่เสียแล้ว! พี่ใหญ่มิรีบดูหน่อยหรือว่ามีเรื่องอันใดจึงได้ติดต่อมา”
เย่หลิงเอ่ยหยอกเย้าอย่างขบขัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคุ้นเคย เห็นได้ชัดว่าเขารับรู้ถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไป๋เลี่ยกับอิ่นเหมยเป็นอย่างดี
คำว่าพี่สะใภ้ที่หลุดออกมานั้นทำให้ไป๋เลี่ยยิ้มกว้าง หัวใจเบิกบานอย่างยิ่ง จนดูเหมือนรอยยิ้มบนใบหน้าจะยิ่งเจิดจรัสขึ้นไปอีก
เขารีบร้อนตรวจดูข้อความในยันต์สื่อสาร ทันทีที่อ่านจบ ไป๋เลี่ยก็หัวเราะออกมาด้วยความพึงพอใจ
“อิ่นเหมยกล่าวว่านางเพิ่งออกจากนครโบราณมรรคาสวรรค์ วันนี้พอจะมีเวลา จึงจะแวะมาพบข้าเสียหน่อย”