ตอนที่ 14 เ้าแกะหลอกง่าย
จูไห่หยงที่เคยขี้ขลาดตาขาวได้ก่อฏขึ้นในยุคของทรราชย์แห่งราชวงศ์หยวนเขาเป็นักยุทธศาสตร์ที่ฉลาดปราดเปรื่องจึงได้เป็หัวหน้าของกลุ่มฏอย่างรวดเร็วและได้รับชัยชนะในการรบมากมายไม่ถึง 10 ปีเขาก็ได้ล้มล้างราชวงศ์หยวนลงได้และได้สถาปนาราชวงศ์ิขึ้น
หลังจากนั้นก็ใช้เวลาเกือบ 10ปีในการทำให้ประเทศสงบลงจากผลของา อีกทั้งยังขับไล่ชาติที่เป็ศัตรูออกไปให้พ้นชายแดนโดยการโจมตีจนพวกเขามิกล้าสู้กลับ
นับว่าฮ่องเต้จูไห่หยงคืออัจฉริยะด้านการรบที่ปรากฏขึ้นเพียงผู้เดียวในรอบศตวรรษแต่ความสามารถในการปกครองประเทศก็มิได้มีสิ่งใดโดดเด่น ในตอนแรกเริ่มที่สถาปนาราชวงศ์ใหม่ขึ้นนั้นมีแต่ศึกาและความโกลาหลวุ่นวายไม่รู้จบเป็ผลให้สูญเสียพืชผลและขาดแคลนพื้นที่การเกษตรทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงและเงินเฟ้อ ประชาชนจึงอยู่อย่างอดอยากยากจน
ฮ่องแต้องค์ปัจจุบันคือพระราชนัดดาองค์โตของฮ่องเต้องค์แรกเป็อัจฉริยะผู้ที่นำกลุ่มผู้ชำนาญทางเรือให้สร้างเรือสำหรับเดินทางในมหาสมุทรตอนที่อายุ12 ปี เขาได้ออกเดินทางด้วยตนเองและนำพืชผลอย่างเช่น พริก, มันฝรั่งหวาน และถั่วลิสงกลับมาด้วยนอกจากนี้เขาได้ส่งออกชา, เครื่องเคลือบดินเผา, และผ้าไหมไปยังโลกใหม่เพื่อค้าขายกับชาวพื้นเมือง
มันฝรั่งหวานที่ให้ผลผลิตสูงสามารถทำให้ประชาชนที่อดอยากอิ่มท้องได้พวกชาวบ้านทั่วไปพยายามดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดเพียงเท่านั้นดังนั้นพอมีอาหารให้กินอย่างอิ่มท้องแล้ว สภาพสังคมก็ค่อย ๆ มั่นคงขึ้น
พอฮ่องเต้องค์ปัจจุบันบรรลุนิติภาวะในวัย20 ปี ฮ่องเต้องค์แรกก็ทรงสละราชบัลลังก์และมอบบัลลังก์ต่อให้กับเขา หลังจากนั้นฮ่องเต้องค์แรกก็ได้ใช้ชีวิตเรียบง่ายสบายๆ เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วหล้า
หลังจากฮ่องเต้เจี้ยนเหวินขึ้นครองราชย์ก็เกิดการปฏิรูปขึ้นหลายอย่างทั้งลดภาษี, ส่งเสริมการเกษตรและเลี้ยงไหม, และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและการค้าในเวลาเพียงแค่ 5 ปีเขาก็สามารถจัดระเบียบและดูแลบ้านเมืองให้เข้าที่เข้าทางได้และถูกบันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็ ‘ฮ่องเต้แห่ง์ ’...
หยูเสี่ยวเฉารู้สึกสับสน นางย้อนเวลามาเกิดใหม่หรือมาเกิดอีกโลกหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์คล้ายๆ กับโลกในชาติก่อนของนางกันแน่ ?
โอ๊ย !ประเด็นนั้นมันสำคัญตรงไหนเล่า ? ในเมื่อนางมาอยู่ที่นี่แล้ว ก็คงทำได้เพียงไหลตามน้ำประเด็นแรกคือนางต้องแก้ปัญหาเื่อาหารให้พอกินกับหาเสื้อผ้าอุ่น ๆ มาใส่เสียก่อน!
หยูเสี่ยวเฉามองไปทางโจวซือชู่เ้าแกะหลอกง่ายตัวนี้อาจจะเป็ก้าวแรกที่ทำให้ชีวิตความเป็อยู่ของนางดีขึ้น
แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ใน่สามวันที่ร้อนที่สุดในฤดูร้อนคุณชายสามแห่งตระกูลโจวก็รู้สึกหนาวยะเหยือกจนขนลุกขึ้นมาอย่างกะทันหันเขานึกสงสัยอยู่ในใจ ‘รู้สึกหนาวตอนแดดแรงถึงเพียงนี้ได้เยี่ยงไรกันหรือว่าเราจะไม่สบาย ? ’
“ เอ่อ...คุณชายโจว ท่านคือคนดูแลร้านเจินซิวใช่หรือไม่? ท่านอยากได้หอยเป๋าฮื้อพวกนี้หรือไม่ ? ” หยูเสี่ยวเฉาถามออกมาตรง ๆ
ตอนที่โจวซือชู่กำลังเล่าประวัติศาสตร์ให้พวกเขาฟังเขาก็ได้เสตามองไปที่ไหดินเผาในมือนางโดยไม่ได้ตั้งใจอยู่หลายครั้ง เขากำลังรอจังหวะเหมาะๆ เพื่อที่จะถามอยู่พอดี จึงรีบตอบทันทีว่า “ถ้าเป็หอยเป๋าฮื้อที่มีคุณภาพสูงร้านเจินซิวของเราจะเสนอราคาที่สมเหตุสมผลให้อย่างแน่นอน ขอ...ขอข้าดูก่อนได้หรือไม่? ”
หอยเป๋าฮื้อที่หยูไห่จับมาครานี้เป็ของหายากอย่างแท้จริงยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนมันจะโตขึ้นอีกหลังจากแช่อยู่ในน้ำหินศักดิ์สิทธิ์ตลอดทั้งคืนพวกมันดูสดและฉ่ำมากขึ้นอีกด้วย
โจวซือชู่ไม่มีความรู้เื่อาหารทะเลมากนักเขาจึงเชิญผู้จัดการเจียงและหัวหน้าพ่อครัวหวังมาตรวจสอบดู พอพวกเขาเห็นหอยเป๋าฮื้อพวกนั้นพวกเขาก็ชมกันใหญ่ หัวหน้าพ่อครัวหวังทำอาหารทะเลมาเกือบ 30 ปีหอยเป๋าฮื้อที่ใหญ่และสดขนาดนี้เทียบได้กับหอยเป๋าฮื้อจักรพรรดิที่เขาเคยเห็นเมื่อ5 ปีก่อนโดยบังเอิญ นอกจากนั้นหอยเป๋าฮื้อพวกนี้ก็มีขนาดเดียวกันทั้งหมดอีกทั้งยังอ้วนท้วนสมบูรณ์และไม่มีตำหนิแม้แต่น้อย
“ร้านเจินซิวจะรับซื้อหอยเป๋าฮื้อพวกนี้ไว้! ” โจวซือชู่พูดขึ้นอย่างแน่วแน่ “ พวกเ้า้าราคาเท่าใด ? บอกราคามาได้เลย! ”
สีหน้าและแววตาของผู้จัดการเจียงและหัวหน้าพ่อครัวหวังทำให้หยูเสี่ยวเฉารู้ว่าหอยเป๋าฮื้อพวกนี้หายากเป็อย่างมากหลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งนางก็พูดว่า “ เรามีหอยเป๋าฮื้อ 9 ตัว คิดตัวละ 1ตำลึง ห้ามต่อรอง ! ”
หยูฮังลืมตาโตอย่างใพร้อมกับหันไปมองหน้าน้องสาวหอยเป๋าฮื้อตัวละ 1 ตำลึง ถ้าหากนับทั้งหมดก็จะเป็เงินถึง 9 ตำลึงตอนแรกเขาคิดว่าขายได้ 2 - 3 ตำลึงก็มากที่สุดที่จะขายได้แล้ว แต่ 9 ตำลึงเนี่ยนะ ! น้องสาวของเขากล้าบอกราคาสูงถึงเพียงนี้เชียวรึ !
ผู้จัดการเจียงขมวดคิ้วเล็กน้อยถ้าเป็ในเมืองหลวงกับเขตที่ห่างไกลทะเลก็เข้าใจได้ที่หอยเป๋าฮื้อจะแพงเนื่องจากความหายากและขาดแคลนแต่เมืองถังกู่เป็เมืองชายฝั่งเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ขาดแคลนอาหารทะเล ดังนั้นราคา 1ตำลึงต่อหอยเป๋าฮื้อ 1 ตัวจึงถือว่าแพงเอาเสียมาก ๆ
ขณะที่เขากำลังจะต่อรองราคานายน้อยของเขาก็ทำการตัดสินใจและตอบตกลงทันที “ ผู้จัดการเจียง จ่ายเงิน ! ”
หัวหน้าพ่อครัวหวังอุ้มไหดินเผาที่ใส่หอยเป๋าฮื้อออกไปอย่างกระตือรือร้นสำหรับพ่อครัวที่มีชื่อเสียง อะไรจะน่าดีใจไปกว่าการได้วัตถุดิบดี ๆ มาทำอาหารกันเล่า?
ผู้จัดการเจียงไม่พูดอะไรอีกเขาเอาก้อนเงินเล็ก ๆ ออกมา 2 ก้อน แต่ละก้อนเท่ากับ 5 ตำลึงและนึกบ่นอยู่ในใจ “ คุณชายสามมิได้เป็คนจัดการค่าใช้จ่ายในบ้านถึงได้มิรู้ค่าของเงิน 1 ตำลึงต่อหอยเป๋าฮื้อ 1 ตัว ! ราคาสูงถึงเพียงนี้หาทั่วทั้งเมืองถังกู่ก็หามิได้ ! เฮ้อ...เขายังเด็กเกินไปจริง ๆ ”
“ผู้จัดการเจียงขอรับ เรามิมีเงินทอน... ”หยูฮังมองก้อนเงินบนโต๊ะแล้วลอบกลืนน้ำลาย เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมมือไปหยิบมัน
โจวซือชู่กำลังอารมณ์ดีเพราะแก้ปัญหาเื่อาหารจานหลักในงานเลี้ยงตอนบ่ายวันนี้ได้เขาจึงพูดขึ้นมาว่า “ ไม่ต้องทอน ! ถ้าครั้งหน้าพวกเ้ามีอาหารทะเลดีๆ อีก ก็อย่าลืมส่งมาที่ร้านเจินซิวก่อน ข้าจะให้ราคาดีอย่างแน่นอน ! ”
หยูเสี่ยวเฉายิ้มจนตาหยี นางรับเงินสองก้อนไปอย่างมีความสุขและพูดว่า“ ไม่มีปัญหาเ้าคะ ตระกูลหยูของเราเป็ชาวประมงที่เก่งมาก ครั้งหน้าถ้าเราได้ของดีๆ มาอีกอย่างครีบปลาฉลามหรือปลิงทะเล เราจะส่งมาให้ร้านเจินซิวก่อนเป็ที่แรกแน่นอน! ”
“ตระกูลหยู ? ใช่ตระกูลของหยูต้าไห่จากหมู่บ้านตงชานหรือไม่? ” ผู้จัดการเจียงเคยได้ยินข่าวลือเื่การล่าฉลามของหยูไห่ สำหรับร้านอาหารใหญ่ๆ วัตถุดิบสำหรับอาหารราคาแพงและรสเลิศทุกประเภทนั้นหายากยิ่งนัก
ดูเหมือนคุณชายสามจะมีสายตาหลักแหลมคมในการมองคนถ้าพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลหยู เช่นนั้นพวกเขาก็ไม่ขาดทุนแล้ว
หยูฮังเพิ่งได้สติจากความใเขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วผ่อนลมออกเบา ๆ 10 ตำลึง !นั่นเท่ากับรายได้หลายเดือนของครอบครัวเลยมิใช่รึ !
พอหยูฮังสงบสติได้เขาก็ตอบคำถามของผู้จัดการเจียงว่า “ ใช่ครับ หยูไห่คือท่านพ่อของข้า ท่านพ่อเป็คนดำน้ำไปใต้หินโสโครกแล้วจับหอยเป๋าฮื้อพวกนี้มาแต่พวกสมบัติแห่งท้องทะเลอย่างครีบปลาฉลามหรือปลิงทะเลนี่หายากเป็อย่างมากเลยขอรับอย่าไปฟังที่น้องสาวของข้าพูดเลย ! ”
“หายากแต่มิใช่ว่าเป็ไปไม่ได้นี่ ! ไม่เป็ไรหรอกตราบใดที่เ้าทำตามที่น้องสาวเ้าสัญญาเอาไว้และคิดถึงร้านเจินซิวเป็ที่แรกเวลาได้ของคุณภาพดีมาโดยเฉพาะพวกของคุณภาพดีและมีราคาแพง ! ”โจวซือชู่ตบบ่าเขาและพูดยิ้ม ๆ
หยูเสี่ยวเฉายิ้มสดใสราวกับดอกไม้ผลิบาน “เ้าค่ะ ! ข้าจะกลับไปบอกท่านพ่อให้ ขอบคุณมากนะเ้าคะ คุณชายโจว ! ”
โจวซือชู่ยิ้มกว้างกว่าเดิมเมื่อเห็นสีหน้าเด็กหญิงนางดูเหมือนคนหิวเงินก็มิปาน แค่ยังไม่ได้กัดก้อนเงินเข้าไปเท่านั้น
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นถามผู้จัดการเจียงด้วยสีหน้าจริงจังว่า“ ผู้จัดการเจียงคะ ช่วยเปลี่ยนก้อนเงินพวกนี้เป็เหรียญเงินให้หน่อยได้หรือไม่เ้าคะ? ”
ผู้จัดการเจียงรู้สึกว่าเด็กหญิงคนนี้ค่อนข้างน่าสนใจเขาจึงจงใจแกล้งนางว่า “ เ้าแน่ใจรึ ? ถ้าเปลี่ยนเป็เหรียญเงินเยี่ยงนั้นข้าจะให้เ้าเพียงแค่9 ตำลึง ”
หยูเสี่ยวเฉาไม่ใส่ใจเพราะราคาที่นางเรียกก็คือ9 ตำลึงอยู่แล้ว ส่วนที่ได้เพิ่มก็ถือว่าเป็โบนัสที่ไม่ได้คาดเอาไว้แต่ถ้าไม่เปลี่ยนเป็เหรียญเงินคาดว่าคงไม่สะดวกต่อนางสักเท่าไหร่ นางกับหยูฮังเป็เด็กที่แต่งตัวมอมแมมทั้งคู่ถ้าหากพวกเขาไปซื้อของตามถนนด้วยก้อนเงินสองก้อนนั้นมีหวังพวกโจรได้มองตาเป็มันแน่ !
“9 ตำลึงก็ย่อมได้ ! ถ้ามิเป็การรบกวนจนเกินไป จะดีมากเลยเ้าค่ะถ้าสามารถเปลี่ยนเป็เงินอีแปะได้ด้วย! ” เงิน 1 ตำลึงสามารถซื้อข้าวขาวกับแป้งได้มากมายดังนั้นหยูฮังจึงไม่ค่อยเข้าใจที่หยูเสี่ยวเฉาทิ้งมันไปได้ง่าย ๆ เช่นนั้น