ตอนที่ 31 ถูกเหยียดหยาม
คุณปู่ลู่ถามขึ้น “ครั้งนี้เพราะพวกเราสองคนแกเสียเวลาไปไม่น้อยเลยใช่ไหม? มะรืนจะขึ้นรถไฟกลับหรือ?”
เมื่อคิดว่าหลานชายกำลังจะกลับไปคุณย่าก็อดใจหายไม่ได้อยู่บ้างตลอดหลายปีมานี้ที่ไม่เพียงแต่พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในฟาร์มแต่พวกเขาก็ต้องอดทนกับความคิดถึงครอบครัว
เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยกว่าจะได้เจอหลานชายในพริบตาเดียวก็ต้องแยกจาก จะบอกว่าไม่เศร้าเลยก็คงเป็นการโกหก
แต่พวกเขาก็ไม่อาจจะรั้งหลานชายไว้เพราะความเห็นแก่ตัวของตัวเองได้
“คุณย่า พรุ่งนี้เช้าผมจะไปในเมืองนะครับเตรียมของใช้จำเป็นให้คุณย่ากับคุณปู่อีกหน่อย”
“ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มแล้ว มีแค่นี้ย่ากับปู่ของหลานก็อยู่ได้แล้ว ฐานะแบบพวกเราถ้ามีของมากเกินไปก็จะยิ่งเป็นที่จับตามอง” คุณย่ารีบห้ามลู่จิ่งหมิง
“คุณย่าครับ อย่างน้อยก็ต้องมีหม้อสักใบนะ…”
ลู่จิ่งหมิงแจกแจงสิ่งของที่ยังขาดอยู่วางแผนว่าเมื่อฟ้าสางก็จะไปหาซื้อในเมือง
คืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบเหงาเช้าวันรุ่งขึ้น ลู่จิ่งหมิงค่อยๆ ออกจากบ้านไปในขณะที่คนชราทั้งสองยังหลับอยู่
เขาเดินออกจากบ้านมาได้ไม่ไกลก็พบกับหานชีเยวี่ย
ลู่จิ่งหมิงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำพูดของคุณย่าทำให้ใบหน้าหล่อเหลาของเขาแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย
“สหายหานชีเยวี่ย สวัสดีครับเช้าขนาดนี้จะขึ้นเขาแล้วหรือ?” ลู่จิ่งหมิงกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มอย่างสุภาพ
“ฉันขึ้นเขาแบบนี้ทุกเช้าจนเป็นนิสัยแล้วค่ะ”หานชีเยวี่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม “สหายลู่จะกลับเข้าเมืองหรือ?”
“ใช่ครับ ยังขาดของอีกเล็กน้อยผมเข้าเมืองไปดูสักหน่อย”
หานชีเยวี่ยนึกขึ้นได้ว่าในมิติของเธอมีของใช้ของของตระกูลจวงอยู่มากทั้งของใหม่และของเก่าต่างก็เหมาะกับคุณปู่คุณย่าลู่
เธอจึงเอ่ยขึ้น “ฉันช่วยจัดเตรียมได้นะคะฉันรู้จักตลาดมืดดี ของบางอย่างที่เป็นของใหม่ก็ไม่เหมาะกับคุณปู่คุณย่าหรอก”
เมื่อนึกถึงเรื่องที่หานชีเยวี่ยไปตลาดมืดก่อนหน้านี้ลู่จิ่งหมิงก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่บ้าง
เด็กสาวคนนี้ช่างกล้าหาญเสียจริงไปตลาดมืดบ่อยๆ แบบนี้ มันอันตรายนะ
หานชีเยวี่ยดูออกว่าลู่จิ่งหมิงเป็นห่วงเธอ
เธอจึงยกมือขึ้นถูจมูกตัวเองเบาๆ
คนเรามันดวงซวย ถูกผีร้ายตามติดจะทำยังไงได้ล่ะ?
ส่วนลู่จิ่งหมิงเขากำลังคิดว่าจะช่วยหานชีเยวี่ยได้ยังไง
ไอ้คนที่รายงานเรื่องของหานชีเยวี่ยนี่มันน่ารังเกียจจริงๆ
เรื่องนี้ต้องบอกกับอู๋เจี่ยฟั่งโดยเฉพาะไอ้หมอนั่นควรจะโดนสั่งสอนบ้าง จะได้ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น(หานชีเยวี่ย)
ลู่จิ่งหมิงตัดสินใจได้แล้วก็ยิ้มให้หานชีเยวี่ยพร้อมกล่าวขอบคุณและบอกว่าให้เจอกันที่เมืองแล้วค่อยกลับหมู่บ้านด้วยกัน
“งั้นผมเข้าเมืองก่อนพอสหายหานชีเยวี่ยมาถึงเมืองแล้ว ก็มาหาผมที่สถานีตำรวจได้เลยครับ”
หานชีเยวี่ยไม่อยากเข้าเมืองพร้อมกับลู่จิ่งหมิงถ้าไปด้วยกัน แล้วเธอจะเอาของมากมายพวกนั้นออกมาได้ยังไงล่ะ?
ลู่จิ่งหมิงดูเป็นคนฉลาดอย่างที่สุดแน่นอนว่าเขาต้องสงสัย
“สหายลู่คะคุณควรช่วยเสริมรั้วบ้านที่แข็งแรงให้คุณปู่คุณย่าหน่อยนะ ที่นี่ติดกับภูเขาบนเขามีสัตว์ป่าจำนวนไม่น้อยเลยที่อาจลงมาทำลายข้าวของได้ค่ะ”
“แล้วเรื่องฟืน ก็ช่วยเตรียมไว้หน่อยเถอะฉันเห็นว่าคุณปู่คุณย่าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง การต้องขึ้นเขาไปตัดฟืนคงลำบากน่าดู”
เมื่อลู่จิ่งหมิงได้ยินคำพูดของหานชีเยวี่ยเขาก็ตกใจเล็กน้อย
เรื่องพวกนี้เขาไม่ทันได้คิดถึงเลยจริงๆรั้วบ้านของคุณปู่คุณย่าทรุดโทรมมาก ดูเหมือนจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ
รั้วด้านนอกคงทำอะไรไม่ได้แต่ด้านในก็น่าจะพอทำได้บ้าง ถ้ามีสัตว์ป่าลงมาจริงๆมานั่งเสียใจทีหลังคงสายเกินไป
“ขอบคุณสหายหานชีเยวี่ยที่เตือนครับ ถ้างั้นเรื่องนี้ผมต้องรบกวนสหายหานชีเยวี่ยแล้ว”
เรื่องเสริมความแข็งของรั้วรบกวนหานชีเยวี่ยไม่ค่อยเหมาะ แต่ก็ไม่สามารถขอให้ผู้นำชุมชนช่วยต่อไปได้เช่นกัน
การระมัดระวังไม่ใช่เรื่องผิดหากผู้นำชุมชนให้ความสนใจมากเกินไป เกรงว่าจะถูกคนอื่นเพ็งเล่งได้
ส่วนเรื่องฟืนเขาจะขึ้นเขาไปแล้วพยายามเก็บกลับมาให้ได้เยอะที่สุดส่วนที่เหลือคงต้องรบกวนผู้นำชุมชนให้ช่วยจัดการ คงไม่มีปัญหาอะไร
“ผมขึ้นเขาไปกับคุณได้ไหมครับ? ”
เรื่องขึ้นเขานี้ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรหานชีเยวี่ยไม่ได้มีจุดประสงค์อะไรเป็นพิเศษเธอจึงพยักหน้าและขึ้นเขาไปกับลู่จิ่งหมิง
ตอนแรกหานชีเยวี่ยคิดว่าคนเมืองอย่างลู่จิ่งหมิงคงจะทำอะไรไม่ถูกบนภูเขา
เพราะลู่จิ่งหมิงดูไม่มีประสบการณ์ชีวิตมากเท่าไหร่นัก
คิดไม่ถึงว่าลู่จิ่งหมิงกลับเป็นผู้มีความสามารถที่แท้จริง
ภายในเวลาหนึ่งชั่วโมงบนภูเขานอกจากฟืนมัดใหญ่แล้วเขากับหายชีเยวี่ยยังจับกระต่ายป่าได้หนึ่งตัวและไก่ป่าได้สองตัวอีกด้วย
อันที่จริงแล้วลู่จิ่งหมิงก็รู้สึกแปลกใจเมื่อวานเขาขึ้นเขาไปคนเดียว แต่กลับไม่เจออะไรเลยทำไมวันนี้ไก่ป่ากับกระต่ายป่าถึงออกมาล่ะ?
“สหายหานชีเยวี่ยรบกวนคุณเอาไก่ป่าสองตัวกับกระต่ายป่าตัวนี้กลับไปด้วยถ้าสะดวกก็เอาเนื้อไปให้คุณปู่คุณย่าผมสักถ้วยก็พอครับ”
ลู่จิ่งหมิงยื่นสัตว์ป่าที่มัดขาเอาไว้เรียบร้อยแล้วให้หานชีเยวี่ย
ตอนแรกหานชีเยวี่ยไม่อยากรับแต่พอลองคิดดูอีกที การต้มซุปไก่ป่าต้องใช้เวลานาน แถมกลิ่นยังแรงอาจจะทำให้คนอื่นรู้ได้
ถึงแม้ว่าคุณปู่คุณย่าลู่จะอาศัยอยู่ห่างไกลผู้คนแต่ฐานะของพวกเขาก็พิเศษ ป้องกันไว้ก่อนดีกว่าแก้
“ได้ค่ะ เดี๋ยวเย็นนี้ฉันจะเอาไปให้”
หานชีเยวี่ยตอบตกลงอย่างรวดเร็วง่ายดายเธอนำไก่ป่าและกระต่ายป่าใส่ลงในกระบุงที่เธอสะพายมา
ทั้งสองคนหาฟืนได้เยอะมากลู่จิ่งหมิงคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชาย จึงแบกฟืนไปครึ่งหนึ่ง
“สหายหานชีเยวี่ย ผมจะแบกพวกนี้ลงเขาก่อนส่วนที่เหลือเดี๋ยวผมจะกลับมา…”
ลู่จิ่งหมิงยังพูดไม่ทันจบเขาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นหานชีเยวี่ยหันหลังแบกฟืนที่เหลือทั้งหมดแล้วเดินตามเขามา
ลู่จิ่งหมิงเซจนเกือบล้ม
หานชีเยวี่ยเห็นลู่จิ่งหมิงเซเธอคิดว่าเขาคงแบกฟืนหนักเกินไป
เธอคิดในใจว่า หนุ่มคนนี้ดูแข็งแรง แต่จริงๆแล้วร่างกายคงอ่อนแอสินะ
ฟืนแค่นี้ก็เกือบจะแบกไม่ไหวแล้ว
ถ้าหนุ่มน้อยได้ยินเสียงในใจของหานชีเยวี่ยคงจะเศร้าใจจนกระอักเลือด
เขาจะแบกฟืนแค่นี้ไม่ไหวได้ยังไง?
ที่จริงแล้วเขาตกใจกับพละกำลังของเด็กสาวต่างหาก!ฟืนครึ่งหนึ่งอยู่บนบ่าของเขา ลู่จิ่งหมิงจะไม่รู้ได้ยังไงว่ามันหนักแค่ไหน?
แต่ท่าทางของเด็กสาวคนนี้เหมือนกับว่ามันไม่มีน้ำหนักเลย
ใครจะไม่ตกใจล่ะ?
หานชีเยวี่ยพูดว่า “สหายลู่คุณไม่เป็นไรใช่ไหมคะ? หรือว่าจะแบ่งฟืนให้ฉันแบกอีกหน่อย?” คำพูดของหานชีเยวี่ยทำให้ลู่จิ่งหมิงรู้สึกไม่ดี เขากำลังถูกสงสัยงั้นเหรอ?
“ผมไม่เป็นไรครับ แค่เมื่อกี้คิดอะไรเพลินๆ”
การถูกเด็กสาวดูถูกแบบนี้ทำให้ลู่จิ่งหมิงรู้สึกไม่ดีเลย
“พวกเรารีบลงเขากันเถอะวันนี้ฉันจะไปหาซื้อของที่เมือง คุณจะกลับคืนนี้หรือพรุ่งนี้เช้าคะ? ”
“ผมกลับพรุ่งนี้เช้าครับ จะได้ทันรถไฟ”
จริงๆ แล้วเวลาของเขาก็ค่อนข้างจำกัดแต่หากจะพอทำให้เขามีเวลาได้อยู่เพื่อนคุณปู่คุณย่านานขึ้นนิดหน่อยก็ยังดี!
หานชีเยวี่ยพยักหน้า
“ประมาณหกโมงเย็นคุณมารอฉันที่ตีนเขาที่ห่างจากหมู่บ้านสามลี้ มีเพิงร้างอยู่ฉันจะเอาของไปไว้ที่นั่น”
ลู่จิ่งหมิงพอจะจำสถานที่ที่หานชีเยวี่ยพูดถึงได้จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ และพยักหน้าตกลง
ทั้งสองคนเดินลงเขา ระหว่างทางก็ไม่เจอใคร
ควันจากการหุงหาอาหารลอยขึ้นมาจากชุมชนที่อยู่ไกลออกไปหลายบ้านกำลังทำอาหาร หลังจากทานอาหารเสร็จแล้วก็ต้องไปทำงาน
ผู้คนในชุมชนคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตแบบออกทำงานตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนลับขอบฟ้าจากรุ่นสู่รุ่นมานานแล้ว
หานชีเยวี่ยกลับถึงบ้านคุณย่าหานกำลังทำอาหารอยู่
อาจเป็นเพราะมีฉู่เจี้ยนกั๋วอยู่คุณย่าหานจึงต้มโจ๊กธัญพืชและทำแป้งข้าวโพด
หานชีเยวี่ยส่งไก่ป่าและกระต่ายป่าให้คุณย่า