“คุณชายปานยังไม่เตรียมตัวไปเชียงรายอีกหรือ” ศรณ์ถาม ตอนนี้รวบรวมข้อมูลและจัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันตัวเล็กน้อยเพื่อสืบเื่หัวขโมยขาหมูร่วมกับจ้อย ตอนนี้เธอมีจ้อยเป็ลูกมือ
“ยังก่อน ค่อยไปหลังพบคุณพันรบแล้ว”
“คุณพันรบ?”
“วณิพกตาบอดที่เคยเล่าให้ฟังอย่างไรเล่า” คุณชายปานหยิบหมวกทรงฝรั่งมาลองสวม “เขาจะมาเล่านิทานที่ถนนเฟื่องนคร ฉันเลยรั้งอยู่ที่หน่วย เธอก็อยู่ฟังเขาก่อนสักครู่สิ นานๆ เขาจะเปิดการแสดงกลางแจ้งทั้งที ปกติคนต้องเสียเงินจ้างเขาหลายบาทเชียวนะ”
“ก็แค่คนเล่านิทานเหมือนอีสปไม่ใช่หรือ มีอะไรน่าดูชมนัก”
คุณชายปานมองศรณ์ “เป็เด็กที่ไม่รู้ความเลยจริงๆ เธอไม่รู้หรอกนะศรณ์แก้ว ว่ามีคนยอมจ่ายมากแค่ไหนเพื่อจะได้พบเขาสักครา นี่ฉันได้ยินมาจากคนในวัง ว่ามีเ้านายฝ่ายในเคยส่งจดหมายเชิญเข้าวังไป แต่คุณพันรบกล่าวว่าไม่สามารถ กล่าวง่ายๆ คือปฏิเสธคำเชิญนั้นแล”
“ดีปานนั้นเชียว”
“เอาจริงๆ คนไม่ได้อยากฟังเขาเล่านิทาน เขาอยากฟังอย่างอื่นมากกว่า”
“คำทำนายนะหรือ คุณชาย เดี๋ยวนี้ท่านงมงายมากไปหรือไม่ เื่พวกนี้มันต้องฟังหูไว้หู ขืนหลงงมงายมากไปจะแย่เอาได้” สำหรับศรณ์แล้ว เธอไม่เชื่อเื่ที่พิสูจน์ไม่ได้ การทำงานในหน่วยทำให้เธอตามสืบหาความจริงที่มีหลักฐานอ้างอิงมากกว่าความเชื่อที่ไม่อาจพิสูจน์ ไม่ใช่ว่าเธอลบหลู่ความเชื่อคนอื่น แต่เธอแค่เชื่อในสิ่งที่ตาเห็น
ปานไม่ได้ฟังเลย แต่หยิบนาฬิกาจากฝรั่งที่ราคาค่อนข้างแพงมาดู ก่อนจะตกอกใเพราะได้เวลาเสียแล้ว
“แย่แล้ว ถึงเวลาแล้วหรือนี่ ไปศรณ์แก้ว ไปด้วยกัน”
“ไม่เอาหรอก ศรณ์จะไปสืบคดี ย่ำรุ่งพรุ่งนี้คนร้ายจะลงมือแล้ว จ้อยเราไปกันเถอะ” ศรณ์เรียกจ้อย เพราะเธอไม่คุ้นชินที่ทางในพระนคร ต้องมีคนนำทาง
“คนร้ายไม่หนีหายไปไหนหรอก โอกาสงามๆ เช่นนี้หาไม่ได้อีกแล้วนะศรณ์แก้ว”
“คุณชายปานหลีกทางด้วยเ้าค่ะ”
“ศรณ์แก้ว” คุณชายปานเท้าสะเอวเรียกชื่อเต็ม อย่างไรก็จะพาศรณ์ไปด้วย แต่เธอเป็ลูกน้องที่ไม่เหมือนลูกน้อง บังคับข่มขู่ก็ไม่ได้ด้วย จึงได้แต่ต้องใช้วิธีตัดหนทาง “ไอ้จ้อย! ไอ้จ้อย! ไปดูคุณพันรบกัน เดียวฉันเลี้ยงสายไหมเอ็ง”
“คุณชาย นี่ท่าน...”
เท่านั้นเองจ้อยรีบทิ้งทุกอย่างเพื่อวิ่งมาหาคุณชายปาน ลืมไปแล้วว่าต้องทำงาน “คุณชาย ท่านจะเลี้ยงสายไหมผมแน่หรือขอรับ เอาสองอันได้หรือไม่”
“สิบอันก็ไม่มีปัญหา ไม่รู้หรือว่าฉันเป็ลูกของใคร เื่เงินไม่ใช่ปัญหาอยู่แล้ว”
“ยอดเลย พี่ศรณ์ จ้อยอยากไปกับคุณชายปานสักประเดี๋ยว นะพี่นะ พวกเราไปด้วยกันสักเดี๋ยวเถอะ ถือว่าผ่อนคลายสักครู่ อีกอย่างเฒ่าแก่ก็พูดแล้วว่าต้องถึงยามสาม (24 นาฬิกา- ตี 3) ถึงจะเชือดหมู”
เ้าจ้อยทำหน้าน่าสงสารปานนั้นแล้วศรณ์จะปฏิเสธได้อย่างไร “อย่างนั้นก็เอาเถอะ”
ไม่รู้ว่าเพราะวณิพกตาบอดจะมาเล่านิทานหรือไม่ แต่ถนนเฟื่องนครยามย่ำค่ำในวันนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งยังเบียดเสียดอยู่ตรงกลางลานเป็วงกลม คุณชายปานจ่ายเงินค่าสายไหมให้จ้อยหลายไม้ ตอนนี้จ้อยเลยเหมือนมนุษย์สายไหมเดินได้
“ขอทางหน่อยจ๊ะ ขอทางให้ฉันหน่อย”
คุณชายปานนำแหวกฝูงชนเข้าไปในวงล้อม ศรณ์ค่อนข้างสูงอยู่แล้วจึงแทรกเข้าไปได้สบายๆ ความสูงของเธอเทียบเท่าคุณชายปานบางครั้งเมื่อยืนอยู่ข้างคุณชายปานแบบหันหลัง คนก็มีทักผิดทักถูกบ้าง น้อยคนมากที่พอเห็นข้างหลังเธอแล้วจะคิดว่าเป็หญิงสาว
เมื่อใกล้มากพอ ศรณ์ก็เห็นวณิพกตาบอดกับหญิงสาวผู้มีใบหน้าจิ้มลิ้มและทำหน้าที่ช่วยอำนวยความสะดวก
ศรณ์มองคนตาบอดที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นปูด้วยเสื่อต้นกก คนที่อยู่ใกล้ที่สุดห่างประมาณยี่สิบก้าว นี่ถือเป็กฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติ แม้แต่ในงานเลี้ยง ระหว่างวณิพกตาบอดกับแขกต้องห่างกันยี่สิบก้าวเสมอ
เขาสวมชุดแขนยาวนุ่งโจงกระเบน ใบหน้าเขาถูกล้อมกรอบด้วยเส้นผมยาวสีดำ ั์ตาสีซีดไร้แววบ่งบอกว่าเขาบอดสนิท ถึงอย่างนั้นศรณ์ก็ยอมรับว่าเขาเป็ผู้ชายที่สวยเสมือนแกะสลักออกมาจากไม้หอมชั้นดี ผิวพรรณที่ขาวซีดแต่ก็ดูอ่อนละมุน ไหนจะนิ้วเรียวยาวเหมือนกล้วยเล็บมือนางที่กำลังจะเริ่มบรรเลงบทเพลงนั้นอีก ศรณ์ยกมือตัวเองขึ้นมามองก่อนจะเก็บซ่อนอย่างไว นิ้วมือของเธอค่อนข้างอัปลักษณ์ ทั้งหยาบและกระด้างจนถูหน้าแรงๆ ก็เจ็บ
เสียงสีซอเริ่มต้นขึ้น ศรณ์ไม่ชำนาญศิลปะแขนงบทเพลงจึงไม่ทราบว่าเขาสีซอเพลงใด แต่พอเขาเริ่มสีซอ ชาวบ้านที่มามุงดูทั้งหมดก็หยุดเบียดเสียด หยุดพูดคุยและเคลิบเคลิ้มไปกับบทเพลงของเขา ศรณ์ไม่สันทัดเื่นี้ แต่เขาเล่นได้ไพเราะมาก จนเผลอนิ่งฟังอย่างเงียบเชียบจนจบไปหนึ่งบทเพลงถึงได้สติขึ้นมา
เธอพึ่งจะได้เข้าใจคำพูดของสิ่งที่เรียกว่ามี ‘มนต์สะกด’
“ปรบมือๆ” คุณชายปานเป็แกนนำปรบมือ คนอื่นจึงปรบตาม เสียงปรบมือดังอยู่นานจนเขายกมือขึ้น เสียงจึงเงียบกริบลงอีก
ศรณ์เลิกคิ้ว แค่เขายกมือขึ้นทุกคนก็เงียบ?
“วันนี้เราเพียงจะมาสีซอให้ฟัง ไม่เล่านิทานแล้ว ขอทุกท่านโปรดเข้าใจ”
“อ้าว ทำไมเล่าคุณพันรบ พวกเราอยากฟังท่านสักครั้งเป็บุญหู ว่ากันว่าได้ฟังท่านเล่านิทานสักครั้งก็โชคดีแล้ว พวกเราเลยมารอฟัง”
“ขออภัยด้วยแต่เราไม่สบาย เจ็บคอเพราะไข้หวัด เอาไว้โอกาสหน้าเราจะเล่านิทานกลางแจ้งให้ฟัง”
ทุกคนเริ่มส่งเสียงเซ็งแซ่จนปวดหู อีกทั้งศรณ์เห็นว่าไม่มีอะไรน่าสนใจแล้วจึงเตรียมจะขอตัวไปทำคดีสักที แต่เพราะในวงคนเยอะจึงต้องพากันออกมาพูดนอกวง เสียเวลาครู่หนึ่งถึงพากันออกมาได้
“เสียดายที่ไม่ได้ฟังนิทาน...”
“คุณชาย อย่างนั้นศรณ์กับจ้อยไปก่อนแล้วนะ ท่านเดินทางขึ้นเหนือก็ระวังตัวด้วย มีข่าวคราวอะไรคืบหน้าก็ส่งมาทางจดหมายได้ตลอด ท่านห้ามเจ็บห้ามตายล่ะ ไม่งั้นศรณ์ต้องเสียบตำแหน่งท่านแทนอีก”
“เป็ห่วงใช่ไหมประโยคเมื่อครู่นะ” คุณชายปานยิ้ม “เธอด้วยศรณ์แก้ว ดูแลตัวเองให้ดี อย่าเจ็บอย่าตาย ไม่งั้นจะหาคนมาเสียบตำแหน่งแทน”
“ศรณ์ไปก่อน ไปกันเถอะจ้อย” ศรณ์จะไปแล้ว แต่มีเสียงหวานๆ ของใครบางคนดังขึ้นข้างหลัง เมื่อหันไปดูก็เห็นว่าเป็หญิงสาวที่อยู่กับวณิพกตาบอด
“ประเดี๋ยวก่อนพี่สาว”
ศรณ์ไม่มั่นใจว่าเขาเรียกใคร จนเดินต่อไปอีกหลายก้าวก็มีคนเรียกอีก คราวนี้เรียกเสียงดังขึ้นและพลังงานบางอย่างก็บ่งบอกว่าอีกฝ่าย น่าจะเรียกเธอ
“พี่สาวหยุดก่อน”
“ฉันนะหรือ” เพราะั้แ่เกิดมา น้อยคนนักจะเรียกศรณ์ว่า ‘พี่สาว’ จึงใช้นิ้วชี้ตัวเอง ปกติคนทั่วไปมักจะเรียกเธอว่า ‘นายศรณ์’ เพราะเรียกแม่หญิงแล้วกระดากปาก
“ใช่ นายน้อยบอกว่ามีเื่จะพูดกับพี่สาว”
“เื่อะไรกัน” ตอนนี้ชาวบ้านยังคงล้อมรอบอยู่รอบๆ ทุกคนต่างนิ่งฟังเสมือนที่ศรณ์เองก็นิ่งฟังว่าวณิพกตาบอดจะพูดอะไร
เขาเดินช้าๆ มาพร้อมกับไม้เท้าที่ทำจากเนื้อแข็ง เขาเดินทางช้ามาก ทุกย่างก้าวเหมือนแบกูเาเป็ลูกมาด้วย จนศรณ์ต้องเป็ฝ่ายเดินเข้าไปหาเขาเอง จนน่าจะเกินยี่สิบก้าว เขาถึงได้ถอยหลังอย่างเชื่องช้า ศรณ์เลยต้องหยุดเท้า
“ไม่ทราบว่ามีเื่ใดกับฉันหรือ”
“มีของสิ่งหนึ่งอยากจะมอบให้”
ศรณ์เลิกคิ้ว หันมองคุณชายปานด้วยสายตาตั้งคำถามว่าเขาคิดจะทำสิ่งใดกันแน่ แล้วทำไมทุกคนถึงได้จับจ้องเธออย่างอิจฉาริษยาปานนี้ ั้แ่เกิดมานี้เป็ครั้งแรกในชีวิตที่ต้องอยู่ท่ามกลางสายตาคนมากมายที่แสดงท่าทีเข้มข้นเช่นนั้น...นี่ออกจะทำตัวไม่ถูกอยู่บ้างเหมือนกัน
“แม่หญิง ท่านเดินมาใกล้เราสักสิบห้าก้าวได้หรือไม่”
นี่เขากำลังสั่งฉันให้เดินไปหาสิบห้าก้าว?
“แม่หญิง ถือว่าคนตาบอดคนนี้ขอร้องท่าน”
เอาเถอะ เดินก็เดิน ขืนไม่เดินต้องถูกใครสักคนที่รายล้อมอยู่ตอนนี้ลากไปใกล้เขาแน่
“เรียกฉันว่าศรณ์เถอะ แม่หญิงออกจะเป็คำที่ห่างไกลกับฉันอยู่บ้าง” ศรณ์รู้ว่าเขาตาบอดจึงไม่เห็นว่าความจริงว่าเธอห่างไกลกับคำว่าแม่หญิงหลายโยชน์นัก ว่ากันตามตรง ระหว่างเขาและเธอ ดูเหมือนเธอจะบึกบึนและตัวใหญ่กว่าเขาเสียอีก ยิ่งยืนใกล้ๆ ยิ่งเห็นชัดเลยว่าเขาตัวเล็กกว่าเธอนัก
“ห่างไกลรึ?” พันรบกระพริบตาทีหนึ่งไม่ตอบรับคำพูดเมื่อครู่ของนาง ก่อนจะยื่นของส่งให้ศรณ์ แบบยื่นออกมาข้างหน้า ศรณ์รองมือรับ ไม่ััแตะต้องตัวเขา “เก็บไว้บูชา”
“อะไรหรือ” ของที่เขามอบให้มีลักษณะกลมแบนเล็กน้อย
“เบี้ยแก้บรรจุว่านมงคล”
“เบี้ยแก้? ให้ฉันทำไมกัน” ศรณ์งุนงงเล็กน้อย
“ไม่ได้ให้เปล่าๆ แต่ให้ท่านไว้ป้องกันภัย”
“ป้องกันภัย?”
พันรบพยักหน้า ก่อนจะยื่นมือที่แบออกมาข้างหน้าจนเห็นนิ้วเรียวสวยที่น่าอิจฉา “ครึ่งสลึง”
“อะไรครึ่งสลึง?” ศรณ์คิดว่านี่มันสถานการณ์ใดกัน
“ค่าเบี้ยแก้ที่อยู่ในมือท่าน”
“ฉันไม่ได้จะซื้อเสียหน่อย ท่านเอาคืนไปเถอะ”
หญิงสาวข้างๆ พันรบชี้แจง “พี่สาวอย่าเข้าใจผิด ครึ่งสลึงเป็ค่าครู ไม่เก็บไม่ได้ ขอให้ท่านโปรดเข้าใจ”
ศรณ์ย่นคิ้ว รู้สึกว่ากำลังถูกหลอกซื้อสินค้าอยู่หรือไม่ ทำไมเธอต้องเสียเงินครึ่งสลึงเพื่อเบี้ยแก้ของเขาด้วย นี่ออกจะเป็เื่บ้าบออันใดกัน
“ถ้านางไม่อยากได้ก็ให้ฉันเถอะคุณพันรบ ฉันอยากได้ ฉันจ่ายให้ไม่อั้นเลย”
“ฉันก็อยากได้” เมื่อหนึ่งคนพูดขึ้นก็มีคนที่สอง ต่างคนต่างร้องบอกเจตจำนงในการเบี้ยแก้อย่างกระตือรือร้น
“ทุกท่านโปรดเงียบก่อน เบี้ยแก้มีเ้าของ ต้องส่งมอบให้เ้าของ ถึงจะขลัง ทุกท่านโปรดเข้าใจ นี่ไม่ใช่ความปรารถนาของเรา เป็ความ้าของเบี้ยแก้”
เขาจะสื่อว่าเบี้ยแก้นี่ต้องให้ฉันเท่านั้น? หรือบังคับฉันซื้อเท่านั้น?
“แม่หญิง ครึ่งสลึง” พันรบยังยืนยันราคา
“ครึ่งสลึงก็ครึ่งสลึง” ศรณ์เห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมาะจะยืนเถียงกันและเธอก็รู้สึกกระอักกระอวนใจจนต้องควักเงินจ่ายค่าเบี้ยแก้ให้แม่นางข้างตัวของเขาครึ่งสลึง
“ขอบน้ำใจ”
“ฉันต้องขอบคุณสำหรับเบี้ยแก้ที่ท่านให้ใช่หรือไม่” ศรณ์พูดประชด
“ไม่เป็ไรเลย ขอให้่นี้ใส่ติดตัวเสมอก็พอ”
พันรบกระพริบตา ท่าทีดูใสสะอาด ราวกับไม่มีความเ้าเล่ห์เพทุบายในใจสักนิด แต่ศรณ์รู้สึกเหมือนถูกประชดกลับ ทว่าจะมายืนเถียงกับวณิพกตาบอดคนหนึ่งก็ดูจะไม่ใช่เื่ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ถือเสียว่าเป็บทเรียนแล้วกัน ครั้งหน้าอย่าได้ถูกหลอกเอาเงินไปง่ายๆ อีก
“งั้นฉันขอตัวก่อน”
“แม่หญิงศรณ์ มีคำพูดหนึ่งที่ต้องบอกให้รู้ ขอให้แม่หญิงจำให้ขึ้นใจ บางทีในเวลาคับขัน อาจจะได้ใช้ แต่หากเห็นว่าไม่มีประโยชน์ เช่นนั้นก็ฟังผ่านๆ ก็พอ”
“อะไรอีกรึ” ศรณ์ขัด “ท่านจะเก็บเงินอีกหรือเปล่า ถ้าเก็บ ฉันขอไม่ฟัง”
พันรบยิ้มออกมาครั้งแรกในที่สุดจนเห็นเส้นโค้งของดวงตาจนคล้ายจันทร์เสี้ยว เขากล่าวเสียงนุ่มเจือความจริงใจ
“แม่หญิงศรณ์ช่างมีอารมณ์ขัน สิ่งที่เราจะพูดเป็แค่บทสวดธรรมดาๆ แต่อยากให้ท่านจำไว้บ้าง...
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ”
“ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจำ” มันปกติหรือ ปกติแล้วเขาทำเช่นนี้หรือ หลอกขายเบี้ยแก้แล้วบอกให้จำบทสวดมนต์ นี่มันเื่อันใดกัน
“แม่หญิงศรณ์ เราบอกแล้ว ถ้าท่านจำไว้ก็ดี ไม่จำไว้ก็ดี”