ฉันก็ตอบแบบซื่อๆ ไปว่า “หนูไม่อยากทำอะไรเลยค่ะมันเหนื่อย” (ก็เพราะคิดว่าตัวเองทำงานบ้านมาั้แ่เด็กคือมันเหนื่อยมาแล้วไง)
คุณครูก็อึ้งไปรอบสองแล้วคงนำเื่นี้ไปปรึกษากับคุณครูท่านอื่น อยู่ดีๆ ขณะกำลังเข้าเรียนวิชาพระพุทธศาสนาคุณครูผู้สอนก็สั่งให้เด็กทุกคนในห้อง (ห้าสิบห้าคนสมัยนั้น) นั่งสมาธิ นั่งก็นั่งสิไม่เห็นจะเป็อะไรเลย แต่เด็กๆ ไม่มีใครรู้หรอกว่านั่งสมาธิมันเป็อย่างไง
คุณครูก็บอกว่าให้ทุกคนนั่งหลับตาหายใจเข้าให้คิดว่าพุทธ หายใจออกให้คิดว่าโธ เด็กทุกคนก็ทำตามห้องทั้งห้องเงียบสนิท คุณครูปล่อยให้เด็กๆ นั่งสมาธิหนึ่งชั่วโมงพอครบหนึ่งชั่วโมงแล้วคุณครูก็บอกให้เด็กทุกคนลืมตาขึ้นได้ หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เด็กทุกคนไปเรียนวิชาต่อไปยกเว้นฉัน (หะฉันทำอะไรผิดอีก)
คุณครูบอกว่าขอเวลาคุยส่วนตัวกับฉันหน่อย “เดี๋ยววรรณนภาเธออย่าเพิ่งไปครูมีเื่จะคุยด้วย”
ในใจฉันได้แต่คิดว่าฉันจะโดนครูตีไหมนะ (แต่ฉันก็ทำตามที่ครูสั่งทุกอย่างนี่นา) ฉันเดินงงๆเข้าไปหาคุณครูที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะ
“เธอรู้ตัวไหมว่าเธอเป็เด็กคนเดียวที่นั่งสมาธิแล้วไม่ขยับตัวเลย”
ฉันคิดในใจว่า (หะ..ไม่ขยับตัวฉันก็ผิดเหรอ) แต่ฉันตอบคุณครูไปว่า “ไม่ทราบค่ะ” แต่ในสมองก็คิดว่า (คราวหน้าฉันจะทำอะไรดีนะจะได้ไม่โดนคุณครูเรียกตัวอีก)
“เธอมีพร์ที่จะฝึกนั่งสมาธินะ สนใจฝึกนั่งสมาธิไหมครูจะเป็คนสอนเธอเอง”
(งงสิจ๊ะ นึกว่าจะด่ากลับชมแต่ถามว่าเข้าใจไหมก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่) ด้วยว่าซื่อจึงถามคุณครูกลับไปว่า “นั่งสมาธิแล้วหนูจะได้อะไรคะครู”
คุณครูอมยิ้ม “เธอก็จะมีสติมากขึ้น”
ฉันยังคงทำหน้างงเพราะยังคงไม่เห็นว่ามันจะดีตรงไหนแต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธครู คุณครูมองหน้าฉันแล้วก็คงเข้าใจได้เองว่าฉันไม่ยินดีทำตามคำแนะนำของคุณครู คุณครูจึงเปลี่ยนคำพูดใหม่คราวนี้ก็ยกจินตนาการมาเลยจ้า แต่ด้วยความเป็เด็กฉันก็เชื่อ (บอกแล้วว่าฉันซื่อ)
“ครูมีอะไรจะเล่าให้เธอฟังแต่เธออย่าเอาไปเล่าให้คนอื่นฟังนะเดี๋ยวเขาจะอิจฉาเธอเพราะเธอเป็คนเดียวที่ได้รับรู้เื่นี้” คุณครูทำท่าเหมือนว่ามันเป็ความลับ
“หนูจะเก็บเป็ความลับจะไม่เล่าให้ใครฟังเลยค่ะ” ฉันตาโตมากมันจะต้องเป็เื่สำคัญขนาดไหนคุณครูถึงไว้ใจฉันคนเดียว
“ครูจะเล่าให้เธอฟังว่าครูฝึกนั่งสมาธิมาหลายสิบปีแล้ว เธอรู้ไหมว่าครูได้อะไร”
(แหมพูดซะขนาดนี้เด็กที่ไหนจะไม่สนใจคะครู) ฉันก็ยังคงพาซื่อเหมือนเดิม “ไม่ทราบค่ะ”
“ครูสามารถถอดจิตได้เวลาคนเราถอดจิตเราจะไปที่ไหนก็ได้ตามที่เรา้า”
โอ้โหได้ยินแค่นี้ฉันก็ตาลุกวาวเลยจ้า เื่ราวมันเริ่มน่าสนใจขึ้นมาแล้วสำหรับฉัน “แล้วถอดจิตมันเป็อย่างไงคะ”
“เธอก็ต้องลองนั่งสมาธิดูก่อนแล้วเธอก็จะรู้เองว่าถอดจิตมันเป็อย่างไง”
ฉันยังคงทำหน้าลังเลใจนึงก็อยากลองอีกใจนึงก็กลัวเหนื่อยแค่หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแต่ละวันก็เหนื่อยมากแล้วสำหรับฉัน
“เอาแบบนี้ดีไหมเธอยังไม่ต้องมานั่งสมาธิกับครูแต่เธอลองกลับไปฝึกจิตด้วยตนเองก่อน ถ้าได้ผลแล้วค่อยกลับมาหาครูแบบนี้ดีไหม”
“ดีค่ะ คุณครูจะให้หนูทำอย่างไงคะ” ตอนนั้นฉันคิดว่ามันน่าสนใจดีถ้าลองทำแล้วดีก็โอเค ไม่ดีก็ไม่เสียหายอะไร
“ทุกวันนี้เธอเข้านอนตอนกี่โมงแล้วตื่นนอนตอนกี่โมงยังต้องให้ผู้ใหญ่มาปลุกไหม”
“ไม่มีใครมาปลุกหนูค่ะ แต่หนูตั้งนาฬิกาปลุก หนูนอนั้แ่หนึ่งทุ่มตื่นตีสี่ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นต่อไปนี้ก่อนที่เธอจะนอนให้เธอบอกกับตัวเองว่าฉันกำลังจะนอนแล้วนะ แล้วฉันจะตื่นขึ้นมาตอนตีสี่ไหนเธอลองพูดซิ”
“ฉันจะนอนแล้วนะแล้วฉันจะตื่นขึ้นมาตอนตีสี่”
“ดีมากให้เธอพูดแบบนี้ทุกวันก่อนนอนแล้วพอถึงตอนตีสี่เธอจะตื่นเองโดยไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุกเลย เธอเชื่อครูไหม”
“เชื่อค่ะ” (ซะที่ไหนล่ะ) ในใจฉันก็คิดว่าคุณครูเพี้ยนไปหรือเปล่านะ
แต่เย็นวันนั้นก่อนที่จะเข้านอนฉันก็ลองทำตามที่คุณครูสอนมาดู ฉันบอกกับตัวเองแล้วก็ปิดไฟห่มผ้านอน วันแรกก็ยังไม่เกิดอะไรขึ้น นาฬิกายังคงร้องปลุกให้เหมือนกับทุกวัน หลังจากนั้นพอฉันฝึกทำซ้ำๆ ไปสักหนึ่งเดือนมันก็เริ่มเห็นผลฉันตื่นก่อนที่นาฬิกาจะร้องปลุกทุกวันจนเลิกปลุกนาฬิกาไปเลย
เออคุณครูคะเปลี่ยนจากอาชีพจากครูไปเป็เซลล์ดีกว่าไหมคะ ดูแล้วน่าจะรุ่งกว่าเป็ครูนะคะ พูดชักจูงให้เด็กเชื่อเป็ตุเป็ตะได้เก่งสุดยอดไปเลยค๊า อ่านแล้วรู้สึกอย่างไงช่วยคอมเม้นท์บอกเราหน่อยได้ไหมคะ ขอบคุณล่วงหน้านะคะ