“ซีซีไปอาบน้ำก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่มาทายาให้แล้วพวกเราค่อยคุยกัน” หลิวอวิ๋นเหยาเอ่ยเบา ๆ พลางลูบผมยุ่งของน้องสาว
“ค่ะ” หลิวอวิ๋นซีรับคำเสียงแ่ ก่อนเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างว่าง่าย
เธอวางกระเป๋าลง เดินไปหยิบเสื้อผ้าใหม่ออกมา หลิวอวิ๋นเหยาก็้าอาบน้ำชำระคราบฝุ่นจากการเดินทาง และความพลุ่งพล่านที่เกาะแน่นอยู่ในใจเช่นกัน
เสียงน้ำไหลเป็สาย คล้ายจะช่วยชะล้างความขุ่นมัวออกไปชั่วขณะ ก่อนที่จะต้องเผชิญกับความจริงอันหนักหน่วงที่รออยู่เบื้องหน้า
หลังจากอาบน้ำเสร็จ หลิวอวิ๋นซีก็เดินออกมาจากห้องน้ำ ผมเปียกชื้น ดวงตายังบวมแดงจากการร้องไห้ หลิวอวิ๋นเหยาเตรียมผ้าขนหนูอุ่น ๆ ให้แล้วพาเธอไปนั่งบนเตียง
หลิวอวิ๋นเหยาหยิบยาสมุนไพรออกมา บรรจงทาลงบนรอยฟกช้ำที่แขนและขาอย่างใจเย็น แต่อย่างที่รู้… นี่เป็แค่การเยียวยาทางร่างกายเท่านั้น
“ซีซี… พี่อยากรู้เื่ทุกอย่าง ั้แ่ที่คุณพ่อคุณแม่หายไป พี่ชายด้วย แล้วก็เื่ของอาสะใภ้…” เสียงของหลิวอวิ๋นเหยาราบเรียบแต่หนักแน่น แววตาจับจ้องไปที่น้องสาวที่เม้มปากอยู่ข้าง ๆ
หลิวอวิ๋นซีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยเสียงเบา
“ั้แ่ที่คุณพ่อรับคำสั่งไปชายแดนใต้ ก็ไม่มีจดหมาย ไม่มีใครให้ถามข่าวคราว คนในละแวกนี้ก็พูดกันไปต่าง ๆ นานา บางคนบอกว่าทหารที่ถูกส่งไปแบบนั้น…อาจไม่ได้กลับมา”
หลิวอวิ๋นเหยาไม่ได้ขัดจังหวะ ปล่อยให้น้องพูดต่อ
“คุณแม่ก็ไปทำงานั้แ่ก่อนปีใหม่ บอกว่าจะอยู่ที่ฐานวิจัยชั่วคราว แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมาเลยค่ะ ไม่มีใครส่งข่าวกลับเลย”
หลิวอวิ๋นซีเม้มริมฝีปากแน่น
“ส่วนพี่ชาย ทางกองทัพเรียกตัวไปั้แ่ต้นปี เขียนจดหมายกลับมาแค่ฉบับเดียวจากทางใต้ หลังจากนั้นก็เงียบไป ไม่มีใครรู้ว่าอยู่หน่วยไหน”
หลิวอวิ๋นเหยามองสีหน้าน้องสาวและกล่าวว่า “แล้วอาสะใภ้ล่ะ”
ดวงตาของหลิวอวิ๋นซีสั่นเล็กน้อย ก่อนจะตัดใจพูดว่า “ั้แ่คุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่ อาสะใภ้ก็ทำเหมือนบ้านนี้เป็ของตัวเอง เอาของบางอย่างในบ้านไปขาย ญาติ ๆ ก็เริ่มเข้ามายุ่งบ้างแล้ว… เพื่อนบ้านบางคนพูดกันลับหลังว่า บ้านของพวกเราเหมือนไม่มีหัวหน้าครอบครัวแล้ว ตอนนั้นหนูยังต้องเรียนหนังสือ ก่อนพี่ชายไปเลยฝากหนูไว้กับอาสะใภ้แล้วฝากเงินไว้ด้วย พอพี่ชายหายไปอีก อาสะใภ้ก็เริ่มมาขอเงินจากหนูเพิ่ม พอเงินเก็บของหนูหมด อาสะใภ้ก็ตีหนูแล้วก็เริ่มมาค้นบ้าน พยายามเอาเงินเก็บยามฉุกเฉินของพวกเราไป หนูกลัวมาก… แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง”
น้ำเสียงของซีซีเต็มไปด้วยความเ็ป
บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที หลิวอวิ๋นเหยามองน้องสาวที่ทั้งฝืนเข้มแข็งและอ่อนล้าในเวลาเดียวกัน ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะไหล่เบา ๆ “ไม่ต้องกลัวนะซีซี พี่กลับมาแล้ว คราวนี้จะไม่มีใครมาทำอะไรพวกเราได้ง่าย ๆ อีก”
หลิวอวิ๋นเหยากุมมือเล็ก ๆ นั้นไว้ ลูบเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม
ซีซีน้ำตาไหลลงมาอีกครั้ง แต่คราวนี้แ่เบาเพราะความมั่นคงและความอบอุ่นจากพี่สาวทำให้เธอเริ่มคลายความหวาดกลัว
“ดื่มน้ำนี้แล้วไปนอนซะ คืนนี้พวกเราพักผ่อนกันก่อน เดี๋ยววันพรุ่งนี้พี่จะไปส่งซีซีที่โรงเรียนแล้วเย็น ๆ พี่จะลองไปถามเพื่อนของคุณพ่อดูว่ามีข่าวอะไรบ้างไหม” หลิวอวิ๋นเหยาให้ซีซีดื่มน้ำพุแห่งจิติญญา
“พี่เหยาเหยาจะไปส่งซีซีจริง ๆ เหรอคะ” หลิวอวิ๋นซีดวงตาเป็ประกายแล้ว มือยังคงถือแก้วน้ำอยู่
“แน่นอนสิ เอาล่ะ ดื่มน้ำและก็นอนได้แล้ว” หลิวอวิ๋นเหยาตอบรับด้วยรอยยิ้ม
ซีซีดื่มน้ำพุแห่งจิติญญาจนหยดสุดท้าย เพียงไม่นานผิวแก้มของซีซีก็แดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย
“พี่เหยาเหยา…หวานจังเลยค่ะ”
เสียงใส ๆ ของน้องสาวดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่เปลือกตาจะปิดลงอย่างช้า ๆ ลมหายใจของเธอเป็จังหวะสม่ำเสมอ ราวกับดอกไม้เล็ก ๆ ที่กำลังนอนหลับอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้า
หลิวอวิ๋นเหยามองดูอยู่เงียบ ๆ รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก เธอรู้ดีว่าน้ำพุแห่งจิติญญา ไม่เพียงช่วยรักษารอยช้ำของซีซีได้เท่านั้น แต่มันยังสามารถปลอบประโลมจิติญญาของน้องสาวไว้ได้ด้วย
หลิวอวิ๋นเหยาคลี่ผ้าห่มบาง ๆ คลุมให้ซีซีอย่างทะนุถนอม แล้วจึงนั่งเงียบ ๆ อยู่ข้างเตียง แสงจันทร์ยามค่ำคืนลอดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามา ทอดเป็เงายาวไปกับพื้น
“นอนให้เต็มที่เถอะ ซีซี…พรุ่งนี้พวกเรามารับวันใหม่ด้วยกัน”
เธอกระซิบเบา ๆ ราวกับนี่เป็คำสัญญาที่มอบให้ทั้งน้องสาว และตัวเอง
หลิวอวิ๋นเหยาก็อยากพักเช่นกัน การเดินทาง 20 กว่าชั่วโมง หากจะบอกว่าไม่เหนื่อยเลยก็คงเป็เื่โกหก
หลังจากการทดสอบ เธอเพิ่งได้มีโอกาสเข้ามาในพสุมายาอีกครั้ง เพียงแตะตราัหงส์แค่เสี้ยววินาที ก็ถูกดึงเข้ามาในพื้นที่นี้แล้ว
สายลมเย็น ๆ บางเบาพัดผ่าน หลิวอวิ๋นเหยาหลับตาพริ้มรับแสงอ่อน ๆ ในพสุมายา
ที่นี่ไม่ได้ผูกติดกับห้วงเวลา ไม่ว่าภายนอกจะเป็เวลากลางวันหรือกลางคืน แต่ภายในจะมีแต่แสงนวลละมุนเสมอ อากาศหอมกลิ่นน้ำค้างเจือกลิ่นสมุนไพรโบราณ ดอกไม้หลากสีขึ้นตามทุ่งส่องประกายทุกครั้งที่ก้าวผ่าน คล้ายคอยต้อนรับเ้านายที่แท้จริงของพสุมายาแห่งนี้
น้ำพุแห่งจิติญญากลางสวนยังคงไหลรินอยู่เสมอ สรรพคุณของน้ำพุไม่เพียงช่วยฟื้นจากความเหนื่อยล้า โรคภัย หรือาแเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับสมดุลทางจิตใจ ทำให้าแทั้งภายในกายและภายใจใจค่อย ๆ จางลง
หลินอวิ๋นเหยาตรงไปยังน้ำพุแห่งจิติญญา ครั้งนี้เธอดื่มมากเป็พิเศษ เนื่องจากเธอ้าฟื้นฟูร่างกายอย่างเต็มที่ พร้อมเผชิญหน้ากับอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เพียงไม่นาน ร่างกายของหลินอวิ๋นเหยาก็เริ่มตอบสนอง ความร้อนเย็นปะทะกันภายใน เืในกายปั่นป่วนคล้ายจะเดือดพล่าน ทว่ากลับหนืดข้นแข็งตัวไปพร้อมกัน ความรู้สึกขัดแย้งราวกับร่างกายถูกฉีกออกเป็สองส่วน
เหงื่อสีหม่นดำผุดซึมออกมาจากทุกรูขุมขน ส่งกลิ่นโลหะปนสาบเหม็นฉุนจนแทบหายใจไม่ออก สิ่งนั้นคือพิษและของเสียที่หมักหมมในร่างมาตลอดชีวิต ถูกน้ำพุแห่งจิติญญาบีบเคล้นออกมาอย่างไร้ความปรานี
ทันใดนั้น เส้นเอ็นทั่วร่างของเธอราวกับถูกบิดยืดออก เสียง ‘กรอบแกรบ’ แ่เบาดังขึ้นจากภายใน แขนขาแข็งเกร็งราวถูกตรึงไว้ด้วยพันธนาการที่มองไม่เห็น ความเ็ปแล่นผ่านจนดวงตาพร่าเลือน ทว่าทุกครั้งที่ลมหายใจเคลื่อนผ่านปอด กลับแฝงไปด้วยความโปร่งโล่งสบาย
กระดูกภายในส่งเสียงคล้ายมีมือที่มองไม่เห็นกำลังขัดเกลามันทีละข้อ โลหิตไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ความอุ่นร้อนแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ก่อนจะหลอมรวมเป็กระแสพลังที่ค่อย ๆ ดันผ่านเส้นลมปราณ
โชคยังดีที่ก่อนหน้านี้ เธอได้รับการเปิดเส้นลมปราณด้วยเข็มทองคำไว้แล้ว ไม่เช่นนั้นความรุนแรงจากการยืดเส้นเอ็นและชำระไขกระดูกครานี้ คงมากพอที่จะฉีกเรือนร่างของเธอให้แหลกสลายเป็ชิ้น ๆ ได้
สุดท้ายเป็เธอที่ประมาทเอง อยากเร่งให้แข็งแกร่งโดยไม่ประเมินขีดจำกัดของร่างกาย นึกไม่ถึงเลยว่าความเ็ปจะสาหัสถึงเพียงนี้