ไป่หลิงดีใจที่เพื่อนของตนไม่ต้องไปอยู่ในแดนที่ห่างไกล แต่แล้วตนก็ต้องรักษาสัญญานี่สิ จะหนีก็ไม่ได้ เพราะท่านเสนาบดีเฝ้าประกบตนไม่ปล่อยเลย ท่านเสนาบดีพาไป่หลิงไปพบกับท่านแม่ ซึ่งแม่ของท่านเสนาฯ กลับรู้จักไป่หลิงดี ว่าเป็บุตรสาวของหมอเทวดา และแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน เพราะท่านรู้ดีว่าไป่หลิงเข้าใจผิดคิดว่าท่านเสนาฯ เป็คนร้ายฆ่าพ่อตน ท่านแม่พยายามคัดค้านบุตรชายแล้ว แต่ท่านเสนาบดีก็ไม่ฟัง ยังคงจะจัดพิธีแต่งงานต่อไป จนท่านแม่ก็ต้องจำยอมตามใจลูกของตน พิธีงานแต่งงานไม่ได้จัดตามฤกษ์ยาม ท่านเสนาบดีได้สั่งให้จัดงานแต่งงานหลังพิธีอภิเษกระหว่างองค์ชายยาลูกับต่งหนิงในวันถัดมาทันที แขกผู้ร่วมงานจึงไม่มากนักเนื่องจากทราบข่าวแบบฉุกละหุกมาก
แม้กระทั่งต่งหนานเองก็สงสัยว่าเหตุใดพิธีแต่งงานถึงจัดขึ้นเร็วขนาดนี้ อีกอย่างไป่หลิงเพิ่งส่งจดหมายรักขององค์หญิงชานหยางให้ไม่ใช่หรอ หรือว่าท่านเสนาบดีเข้าใจผิดคิดว่าจดหมายรักนั่นเป็ของไป่หลิง ต่งหนานยังคงเก็บความสงสัยไว้ในใจ เพราะยังไงก็ยินดีกับไป่หลิงที่ได้คนดีๆ อย่างท่านเสนาบดีเป็สามี
“นี่ท่านเสนาบดี พิธีงานแต่งงานยังไม่เริ่มเสียด้วยซ้ำ ท่านจะรีบให้ข้าจดทะเบียนสมรสอะไรนักหนา ข้าไม่เบี้ยวท่านหรอก” ไป่หลิงบ่น
“ยังไงข้าก็ไม่ไว้ใจเ้า ไป่หลิง” ท่านเสนาบดีกล่าว
ไป่หลิงจึงต้องจำใจเขียนใบทะเบียนสมรสทันที และรีบไปแต่งตัวเป็เ้าสาว
แม้ว่าพิธีจะจัดแบบฉุกละหุก แต่แเื่ก็มากันอย่างคับคั่ง เพราะท่านเสนาบดีมีตำแหน่งใหญ่โต แม้กระทั่งฝ่าายังมอบของขวัญวันแต่งงานให้ด้วยเช่นกัน เมื่อถึงพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน ไป่หลิงรู้ดีแก่ใจว่าท่านแม่ของท่านเสนาบดีไม่พอใจตนอย่างมาก แต่ก็ต้องดำเนินพิธีต่อไปเพื่อรักษาสัญญา
*********************************
เมื่อถึงคืนเข้าหอ ไป่หลิงแอบหวั่นใจพอสมควรเพราะไม่คิดว่าตนต้องมาแต่งงานกับศัตรูที่ฆ่าพ่อตนเอง ท่านเสนาบดีเปิดผ้าออกแล้วให้ดื่มเหล้ามงคล เมื่อถึงเวลาเข้าหอ ไป่หลิงก็ยิ่งแปลกใจที่ท่านเสนาบดีกล่าวว่า
“ไป่หลิง ข้ารู้ว่าเ้ายังคิดว่าข้าเป็ศัตรู และข้าก็ไม่สามารถบังคับให้เ้าเชื่อได้ว่า ข้าไม่ใช่ฆาตกรที่ฆ่าพ่อเ้า ดังนั้นข้าจะยังไม่ทำอะไรเ้า และไม่บังคับขืนใจเ้าเด็ดขาด แต่ข้าขอนอนกอดเ้าทุกคืนนะ”
ไป่หลิงกำลังสับสนไม่รู้ว่าควรจะตอบว่าอย่างไร เลยยอมให้ท่านเสนาบดีดึงตัวไปนอนด้วยกัน แล้วปล่อยให้ท่านเสนาฯ นอนกอดไว้อย่างนั้นทั้งคืน ไป่หลิงกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดแต่ก็พยายามเตือนตัวเองว่าชายคนนี้คือฆาตกร
เช้าวันรุ่งขึ้น ไป่หลิงทำหน้าที่ของภรรยาโดยการช่วยสามีแต่งตัว ยกจัดเตรียมอาหารให้ทั้งแม่และสามีของตน
และก่อนที่ท่านเสนาบดีจะออกไปทำงาน เขาก็จูบหน้าผากไป่หลิงแล้วกล่าวว่า “รอข้ากลับมานะ ฮูหยิน”
ไป่หลิงทำตัวไม่ถูกจริงๆ นางทำได้แต่พยักหน้าเฉยๆ
*********************************
พอตกบ่าย แม่สามีเรียกไป่หลิงไปพบเพื่อพูดเื่สำคัญ
“เ้าก็รู้ใช่มั้ย ไป่หลิง ว่าข้ามีลูกชายคนเดียวนั่นก็คือ ท่านเสนาบดี”
ไป่หลิงพยักหน้า “ทราบค่ะท่านแม่”
“ข้ารู้ว่าเ้ายังคงคิดว่าลูกชายของข้าเป็ฆาตกรฆ่าพ่อเ้า แม้ว่าตัวข้าจะยืนยันให้ลูกชายว่าเขาไม่ใช่ฆาตกร เ้าก็ไม่เชื่อข้าอยู่ดี ดังนั้นเ้าจงไปเสียเถิด จงหย่ากับลูกชายของข้าซะ ยังไงข้าก็ไม่มีทางไว้ใจเ้า เพราะวันดีคืนดี เ้าอาจฆ่าลูกชายข้าได้ทุกเมื่อ หวังว่าเ้าจะเห็นใจหัวอกคนเป็แม่อย่างข้าที่ต้องมาเห็นลูกชายอยู่กับงูพิษตลอดเวลา และไม่รู้ว่างูตัวนี้จะแว้งกัดลูกชายวันไหน”
“ข้าทราบแล้ว ข้าจะเขียนใบหย่าให้” ไป่หลิงกล่าว
“เ้าอย่าโกรธข้าเลย ไป่หลิง จริงๆ พ่อของเ้าก้บสามีของข้าก็เป็เพื่อนรักกันมาก่อน สมัยก่อนข้าก็เอ็นดูเ้าอย่างลูกสาวคนหนึ่ง แต่บัดนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว เ้าเข้าใจข้าใช่หรือไม่ ไป่หลิง” ท่านแม่กล่าว
“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านไม่ต้องเป็ห่วง วันนี้ข้าจะจากไปทันที” ไป่หลิงกล่าว
หลังจากนั้น ไป่หลิงจึงเขียนจดหมายฉบับนึงและเขียนใบหย่าอีกฉบับนึงวางที่โต๊ะที่อยู่ในห้องหอ และจากไปทันทีโดยไม่ล่ำลาท่านเสนาบดีสักคำ
*********************************
ไป่หลิงสงสารแม่ของท่านเสนาบดีมาก เพราะเข้าใจความรู้สึกท่านที่ห่วงใยลูกชาย เลยยอมจากไปด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มันคือความอาลัยที่มีต่อท่านเสนาบดี
เมื่อไป่หลิงมายืนอยู่ที่หน้าผาแห่งหนึ่งและคิดอะไรบางอย่าง ทำให้ตนเองรู้ตัวแล้วว่าตนได้หลงรักท่านเสนาบดีเสียแล้ว เพราะไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตาก็เห็นแต่หน้าของท่านเสนาบดี อยู่ดีๆ น้ำตาก็ไหลออกมาเอง อีกใจหนึ่งก็รู้สึกผิดต่อบิดาของตนที่ไม่สามารถฆ่าท่านเสนาบดีเพื่อแก้แค้นได้
สักพักธงอี่ก็มาถึงหน้าผา “เ้าเรียกข้ามาทำไมล่ะไป่หลิง”
“ข้าอยากแสดงความยินดีกับเ้าด้วย เื่ที่ต่งหนานไม่ต้องเข้าพิธีอภิเษกกับองค์ชายยาลู” ไป่หลิงกล่าว
“ดูจากหน้าเ้า คงไม่ใช่เื่นี้หรอกมั้ง พูดเื่ของเ้ามาเถอะ ไม่ต้องอ้อมค้อม” ธงอี่กล่าว
“เ้าเคยบอกข้าว่า เ้ารู้เบาะแสคนร้ายตัวจริงที่ฆ่าพ่อข้า และเขาไม่ใช่ท่านเสนาบดี อย่างนั้นใช่มั้ย” ไป่หลิงกล่าว
“ก็ข้าบอกเ้าเป็ร้อยรอบแล้ว แต่เ้าไม่ยอมเชื่อข้าเอง ซึ่งข้าเองก็งงเ้าอยู่เหมือนกัน เ้าสามารถสืบคดีของคนอื่นได้อย่างกระจ่าง แต่ทำไมคดีของพ่อตนเอง เ้ายังปักใจเชื่อ ไม่ยอมพิสูจน์ความจริงเสียก่อน” ธงอี่บ่น
“ถ้าอย่างนั้นเ้าลองเล่าให้ข้าฟังใหม่ทั้งหมดซิ ข้าจะลองพิจารณาดูใหม่อีกครั้ง” ไป่หลิงกล่าว
“งั้นก็ได้ ข้าบอกความจริงทั้งหมดแก่เ้าก็ได้ จริงๆ แล้วข้านี่แหละที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด และรู้ว่าใครฆ่าพ่อของเ้า” ธงอี่ยอมสารภาพ
ไป่หลิงขมวดคิ้ว “ทำไมเ้าไม่เล่าั้แ่แรกล่ะ”
“อย่าเพิ่งโกรธข้า ไป่หลิง ข้าจะเล่าให้เ้าฟัง เื่มีอยู่ว่า ตอนนั้นข้าในวัย 17 ปียังเป็โจรลักเล็กขโมยน้อย ข้าเข้าไปขโมยของที่บ้านของเ้าโดยแอบอยู่ภายในบ้าน ตอนนั้นเ้าไปเก็บสมุนไพรแล้ว ข้าเห็นท่านเสนาบดีมาลาพ่อเ้าเพื่อกลับบ้าน ดังนั้นพ่อของเ้าจึงอยู่คนเดียว สักพักผู้ชายคนหนึ่งซึ่งแต่ก่อนข้าไม่รู้จัก แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าท่านคือท่านอ๋องซานตง เขามาพร้อมกับกองทหาร มาพบท่านหมอเทวดา ท่านอ๋องซานตงถามหาตำรายาอายุวัฒนะซึ่งถ้ากินแล้วทำให้อยู่ยงคงกระพันอะไรนี่แหละ แต่หมอเทวดากลับบอกว่ามันหายไปแล้ว ท่านอ๋องทรงไม่เชื่อและโมโหอย่างมากที่ท่านหมอไม่ยอมบอก จึงพลั้งมือฆ่าท่านหมอตาย ข้าทำอะไรไม่ถูกจึงรีบไปแจ้งท่านเสนาบดีให้กลับมาดูท่านหมอ พอท่านเสนาบดีมาถึง กองทหารของท่านอ๋องก็จากไปแล้ว ท่านเสนาบดียืนอึ้งเพราะเห็นผู้มีพระคุณได้ตายจากไป สักพักเ้าก็กลับมาแล้วเดินเข้าไปในบ้าน พอเห็นภาพนั้นเ้าก็เสียใจร้องไห้ เ้าไม่ยอมถามไถ่ใดๆ แต่กลับกล่าวหาว่าท่านเสนาบดีเป็ฆาตกรน่ะ”
ไป่หลิงคุกเข่าลงไปกับพื้น ไม่ใช่รู้สึกผิดเื่ที่ตนกล่าวหาท่านเสนาบดี แต่รู้สึกผิดเื่ที่ตนไปขโมยตำรายาอายุวัฒนะของพ่อแล้วเป็เหตุให้พ่อของตนถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นไป่หลิงก็ร้องไห้ฟูมฟาย “ข้าผิดเองธงอี่ ข้าเป็คนขโมยตำรายาของพ่อ ข้านี่แหละเป็ฆาตกร ฮือฮือ”
ธงอี่คุกเข่าปลอบใจเพื่อน โดยใช้มือแตะไหล่เท่านั้น “มันไม่ใช่ความผิดเ้า ไป่หลิง แต่มันเป็ความอำมหิตของท่านอ๋องต่างหาก เขาไม่ยอมฟังที่หมอเทวดาพูดแต่กลับฆ่าพ่อของเ้าโดยไร้ความปราณี”
*********************************