บทที่ 18
หม่าตงเฟิง และมู่อิงรีบเข้าไปดูอาการของชายชราที่หลี่ซื่อประคองร่างอยู่ โดยจอมยุทธชุดขาวเร่งตรวจจับชีพจรผู้บาดเจ็บเป็นอย่างแรก สีหน้าของเขาไม่สู้ดีนักเมื่อพบว่าเส้นชีพจรของเฟิงเช่อถึงกับขาดสะบั้น และร่างกายสาหัสปางตาย ลมหายใจรวยริน ถ้าไม่มีหมอเทวดาอยู่ที่นี่ก็คงไม่อาจรักษาชีวิตไว้ได้ ส่วนเหล่าจอมยุทธอีกเกือบสิบคนที่ตามมาจากโรงเตี๊ยมเสี่ยวหู่ก็รีบเข้าไปล้อมรอบหัวหน้าโจรเอาไว้ เพื่อไม่ให้มันเข้ามาซ้ำเติมผู้อาวุโสแห่งหอการค้าเฟิงได้ แต่หลิวหลางผู้มีไอมารปกคลุมทั่วร่างก็ไม่รีบร้อนลงมือแต่อย่างใด เพราะเขาไม่เห็นผู้คนตรงหน้าเป็นคู่มือแม้แต่น้อย ด้านจอมยุทธร่างใหญ่ และชายหนุ่มผิวคล้ำเมื่อเห็นสีหน้าที่เป็นกังวลของมู่อิงก็เกิดร้อนใจขึ้นมา เพราะนั่นแสดงให้เห็นแล้วว่าหลังจากตรวจอาการของชายชราแล้วปรากฏผลลัพธ์ที่ย่ำแย่เพียงใด หม่าตงเฟิงที่อารมณ์ร้อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็อดไม่ได้ที่จะโพล่งถามออกมาทันที“มู่อิง อาการของท่านเฟิงหนักมาเพียงใด?” แววตาร้อนรนจับจ้องไปที่จอมยุทธชุดขาวอย่างคาดคั้น“ต้องเป็นระดับเซียนโอสถแห่งสมาคมโอสถเท่านั้นแล้วล่ะ ถึงจะสามารถช่วยชีวิตผู้อาวุโสได้” จอมยุทธชุดขาวรู้สึกจนใจ ได้แต่ก้มหน้ายอมรับความพ่ายแพ้ นั่นก็เพราะที่เมืองหยุนไห่แห่งนี้ไม่มีร้านขายยาของสมาคมโอสถ แม้แต่ร้านยาที่ใหญ่ที่สุดก็ไม่ได้มียาวิเศษชั้นสูงแต่อย่างใด“จอมยุทธมู่ อย่างไรเราก็ควรเชิญหมอมาตรวจอาการก่อนดีหรือไม่ และข้าก็รู้ความคิดท่าน ถึงแม้เมืองหยุนไห่จะเป็นเพียงเมืองเล็กๆที่ห่างไกลที่ไม่มีสมาคมโอสถ แต่ที่นี่ก็มีหอการค้าเฟิงข้าเชื่อว่าที่นี่ต้องมียาวิเศษอยู่เป็นแน่ เพียงแค่ตอนนี้เราควรจะยื้อชีวิตท่านเฟิงเอาไว้ก่อน” หลี่ซื่อรีบบอกความคิดเห็นออกมา เพราะนี่น่าจะเป็นทางเดียวที่สามารถทำได้ดีที่สุดในตอนนี้“อืม...เจ้าพูดถูก ข้าก็ลืมเรื่องนี้ไปเลย เรียกบ่าวรับใช้ของหอการค้ามาดูแลผู้อาวุโสก่อนเถอะ” จอมยุทธจากแดนใต้ได้สติจากคำเตือนของชายหนุ่มชาวบ้าน ทำให้เขารู้สึกประทับใจหลี่ซื่อมากขึ้นเช่นกัน แต่เรื่องราวมันก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่พวกเขาตั้งใจไว้ เมื่อเหล่าจอมยุทธนับสิบต่างก็ล้มกลิ้งไปนอนกับพื้นพร้อมๆกันโดยไม่แม้แต่จะสามารถทำอะไรหลิวหลางจอมโจรผู้เหี้ยมโหดได้เลยแม้แต่น้อย ชายทั้งสามที่กำลังดูอาการของเฟิงเช่อ ตอนนี้ก็รู้ตัวแล้วว่าพวกตนต้องเจอกับศัตรูที่ร้ายกาจเกินต้านทาน“บัดซบ! นี่มันเก่งกาจถึงเพียงนี้เชียวรึ? แล้วพวกคนคุ้มกันของหอการค้าไปอยู่ที่ไหนหมดล่ะเนี่ย จะมาช่วยหน่อยก็ไม่ได้หรือไง ผู้อาวุโสของพวกเจ้าบาดเจ็บอยู่นี่นะ” แม้หม่าตงเฟิงที่ตกตะลึงกับความสามารถของหัวหน้าโจรที่ตนกำลังตามล่า แต่เขาก็ยังไม่ลืมเรียกหาคนมาช่วยดูแลคนเจ็บ“ฮ่าๆๆ เจ้าเคราดก ถ้าจะเรียกหาคนของหอการค้าเฟิงก็เสียเวลาเปล่า คนที่พอใช้งานได้ก็ถูกข้าเชือดไปหมดแล้วล่ะ ฮ่าๆๆๆ” หลิวหลางกล่าวด้วยความลำพอง และคึกคะนองหลังจากที่ไม่มีใครสามารถต่อกรกับเขาได้“สารเลว! เคราเจ้าดกกว่าข้าด้วยซ้ำ แต่ยังดีที่หัวข้ายังมีผม แต่หัวเจ้าล้านไม่ผมสักเส้น เจ้าฆ่าคนเป็นว่าเล่น เห็นชีวิตคนเป็นผักปลา ยังไงวันนี้ข้าหม่าตงเฟิงต้องกำจัดเจ้าเพื่อแก้แค้นแทนคนตาย และรักษาความสงบสุขในยุทธภพนี้ไว้ให้ได้ ย้ากdd!!!” หลังจากตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวจบ จอมยุทธหน้าโหดก็ควงดาบง้าวพิฆาตอาชาของตนเข้าประจัญบานกับโจรร้ายตรงหน้าอย่างไม่รีรออันใดอีก“รอข้าด้วย! เราต้องจู่โจมพร้อมกัน!” มู่อิงไม่อาจรั้งรอต่อไปได้เช่นกัน เมื่อไม่เหลือเหล่าจอมยุทธคอยถ่วงเวลาแล้ว อีกทั้งศัตรูนั้นร้ายกาจเกินไป เขารู้ว่าหม่าตงเฟิงเพียงคนเดียวไม่อาจรับมือได้ จึงต้องรีบเข้าไปสนับสนุนทันทีอย่างเร่งร้อน ดาบใหญ่ยาวของหม่าตงเฟิงฟาดลงตรงหน้าหลิวหลางพอดี แต่หัวหน้ากองโจรก็ไม่ได้รีบร้อนเพราะสำหรับตัวเองแล้วดาบง้าวที่ฟาดลงมาอย่างรุนแรงนั้นช้าเกินไป และเมื่อคมดาบเข้ามาห่างจากศีรษะล้านเกลี้ยงเพียงคืบ หลิวหลางเพียงก้าวหลบไปด้านข้างก็สามารถหลบได้อย่างง่ายดาย“เปรี้ยง!!!” คมดาบพิฆาตอาชาฟาดลงฝังลึกเข้าไปในพื้นดิน จนฝุ่นฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วถนน ทำให้ชาวบ้านที่รุมล้อมอยู่มากมายต้องถอยออกไปเรื่อยๆ เพราะเห็นว่าการต่อสู้ค่อนข้างรุนแรง“หม่าตงเฟิง! ถอยออกมาเร็ว!” เพียงเสี้ยวอึดใจที่มู่อิงก้าวออกไปจากตัวคนเจ็บฝุ่นก็ฟุ้งเข้ามาปิดบังทัศนวิสัย เขาจึงต้องตะโกนบอกพวกบ้าพลังอย่างหม่าตงเฟิงให้ระวังตัว ส่วนตัวเองก็ชักกระบี่ออกจากฝักสีขาวพร้อมเข้าจู่โจม“ชิ้ง!!!” เสียงกระบี่ออกจากฝักดังก้องสะท้อนไปไกลพร้อมกับเกิดกระแสลมปัดเป่าเอาฝุ่นดินเหล่านั้นให้สลายหายไป ปรากฏจอมยุทธชุดขาวผู้ถือกระบี่สีแดงยืนอยู่ท่ามกลางผู้คน ใช่แล้วนั่นคือกระบี่ที่มีใบมีดเป็นโลหะสีแดงสดสะดุดตา และมีเพียงโลหะวิเศษชั้นสูงเท่านั้นที่จะมีลักษณะแบบนี้ มู่อิงไม่รอให้ผู้คนหายตกตะลึงเขาพุ่งกระบี่เข้าใส่หลิวหลางด้วยความเร็วที่แทบจะมองไม่ทัน หม่าตงเฟิงที่ยังไม่ทันดึงดาบง้าวออกมาจากพื้นดินก็ต้องประหลาดใจกับภาพที่เห็น รวมทั้งหลิวหลางที่ยังไม่ทันได้ทำอะไรจอมยุทธเคราดก เขาก็ต้องชะงักกับการโจมตีของชายชุดขาวแทน กระบี่สีแดงที่พุ่งเข้ามานี้รวดเร็วมาก แต่ฝีมือของจอมโจรหัวล้านก็ไม่ได้ด้อย หลิวหลางสามารถพลิกตัวหลบปลายกระบี่พ้น เมื่อมันอยู่ห่างจากคอของเขาเพียงปลายนิ้วก้อยเท่านั้น แม้ฝีมือของมู่อิงจะเหนือกว่าหม่าตงเฟิง แต่ในใจของเขากลับคิดว่าถ้าไม่ถูกโจมตีทีเผลอกระบี่นี้คงหลบได้ไม่ยากเช่นกัน แน่นอนว่าเป็นดั่งที่ผู้นำกองโจรไฮ่หลางคิด มู่อิงจึงต้องการประสานพลังกับหม่าตงเฟิงตั้งแต่แรก ซึ่งนั่นก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าสุดท้ายแล้วจะชนะจอมโจรผู้ฝึกฝนลมปราณมารได้หรือไม่ แต่การต่อสู้ของทั้งสามยังเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ระหว่างนี้ไม่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นถ้ามีคนหนึ่งประมาทแม้เพียงเล็กน้อย แต่สำหรับผู้ที่ชมอยู่โดยรอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มันรวดเร็ว และน่าตื่นตะลึงจนแทบมองไม่ทันแม้แต่น้อย หลี่ซื่อที่ประคองร่างของเฟิงเช่อก็ไม่ต่างกัน เขาทำได้เพียงตกตะลึงเช่นเดียวกับคนอื่นๆเท่านั้น“กระบี่สีแดง? หึๆ จางซานเจ้าเดาผิดจริงๆ แต่สุดท้ายกระบี่หยกขาวก็ไม่ได้ออกโรงเช่นกัน เพราะข้าไม่อาจทิ้งผู้อาวุโสได้ตอนนี้ต้องรีบพาเขาออกจากที่อันตรายก่อน” ชายหนุ่มผิวคล้ำอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเพื่อนสนิทที่น่าจะนอนเป็นผักใกล้ตาย ที่ต้องการสร้างชื่อเสียงให้กับสำนักด้วยการเป็นสหายของวีรบุรุษ แต่เขาก็ไม่ลืมเรื่องที่จะต้องช่วยคนป่วยใกล้ตายตรงหน้ามากกว่า“เรื่องมู่อิงข้าเดาผิดก็จริง แต่กระบี่หยกขาวต้องได้ออกโรง!” เสียงคนที่คุ้นเคยดังขึ้นด้านหลังของหลี่ซื่อ นั่นทำให้ชายผิวคล้ำที่นั่งประคองร่างชายชราต้องรีบหันไปมองทันที“จางซาน! เป็นเจ้าจริงรึ?!” หลี่ซื่อไม่อาจยับยั้งความตกตะลึงครั้งนี้ได้ เมื่อหันไปเห็นชายหนุ่มในชุดเก่าๆที่เปิดแง้มหมวกฟางพอให้คนที่นั่งบนพื้นเห็นหน้าได้ชัด“ข้าจะช่วยลดอาการบาดเจ็บของท่านเฟิงก่อน โชคดีที่กระดูกหักแค่ส่วนแขนจึงสามารถเคลื่อนย้ายได้ จากนั้นเจ้าก็อุ้มเขาไปโรงหมอ ส่วนกระบี่หยกขาวก็เอาให้ข้าจัดการเองดีกว่า” จางซานย่อตัวลงไปตรวจอาการคนเจ็บ พร้อมกับรีบจัดการเรื่องสำคัญเฉพาะหน้าก่อน