“หือ? กำลังจ้องมองอยู่?”
ผมลดก้าวเดินลง และมองไปที่ท้ายห้อง รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวเล็กน้อยจากเสื้อผ้าของชเวชิลซังเพราะผมเชื่อมพลังจิตไว้ก่อนหน้านี้และจากการเคลื่อนไหวอันแเีนั้น ทำให้รู้ว่ามันยังสวมเสื้ออยู่
“มันซ่อนตรงนั้นทันทีที่ประตูถูกเปิดสินะ”
ไม่แน่ใจว่าเขายังไม่ได้นอนหรือนอนทั้งที่สวมเสื้อผ้าอยู่ แต่เขารับรู้ถึงการบุกรุกและเตรียมโจมตีกลับผมอดสงสัยไม่ได้ว่าปกติแล้วเขาถูกลอบฆ่าเยอะขนาดไหนกันถึงได้เตรียมตัวรับมือได้รวดเร็วเช่นนี้
“ถ้าไม่ได้เชื่อมพลังจิตไว้ คงถูกโจมตีทันทีที่เข้าไป”
ผมแสยะยิ้มและดึงเสื้อผ้าเขาเพื่อลากออกมาจากมุมอับ ชายที่ยืนอยู่ตรงท้ายห้องยืนถือมีดไว้ในมือและมองมาที่ผมด้วยใบหน้าแตกตื่น
“ไหนบอกว่าอยากเจอฉันไง ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ”
“ยอมซอกฮุน...?”
“แล้วนั่นหมายความว่าไง จะแล่ปลาให้กินเหรอ”
“....!”
ชเวชิลซังวิ่งถือมีดพุ่งเข้าใส่ผม ผมพูดช้า ๆ อย่างใจเย็น
“หลับตา”
ผมใช้พลังจิตปิดเปลือกตาของเขา พอมองไม่เห็น ก็หยุดวิ่งทันที
“เก็บมีด”
ผมบิดข้อมือเขาและเอามีดมา
“นั่งลงซะหน่อย”
โต๊ะข้างเตียงลอยมารองเป็เก้าอี้ให้ชเวชิลซังอย่างพอดิบพอดี ผมจับให้เขานั่งท่าคุกเข่าอยู่บนนั้นและใช้พลังจิตทำให้มือและขาของเขาติดอยู่บนโต๊ะ
“อึกกก”
“ขัดขืนไปก็เสียแรงเปล่าน่า”
มันไม่ได้มีผลอะไร ผมเพียงแค่ตั้งใจแสดงให้เขาเห็นว่าผมเหนือกว่าเพื่อทำลายจิตใจเขาก่อนที่จะรีดข้อมูลเนื่องจากที่นี่เป็โมเต็ลจึงเป็ไปไม่ได้ที่จะลงมือทรมานเหมือนที่เครื่องปั้นมูซองดังนั้นผมจึงต้องทำแบบนี้
“อืม แรงเยอะจริง ๆ แต่เพราะนั่งอยู่ท่านี้ เลยใช้แรงทั้งหมดไม่ได้”
พละกำลังจริงของเขาพอ ๆ กับคิมแจโอที่ผมเจอที่เครื่องปั้นมูซอง
ร่างกายของเขาดูเหมือนนักมวยปล้ำ ดูท่าว่าเกิดมาก็มีแรงเยอะ
“ไอ้เวร... แกฆ่าควอนอิลด้วยสินะ”
ชเวชิลซังดิ้นไปมาแต่เมื่อสะบัดไม่หลุด เขาจึงเปิดปากพูด
“ตอนนี้ใช่เวลามาสนใจคนที่ตายไปแล้วเหรอ”
“ฉันว่าแล้วว่ามันแปลก ๆ บอกมา แกเป็คนฆ่าเขาใช่ไหม”
“ไม่มีอะไรต้องปิดบัง เป็อย่างที่แกคิดนั่นแหละ และตอนนี้ฉันก็จะทำแบบเดิมอีก”
เขาหัวเราะเยาะเย้ยคำพูดของผม
“ทำไม แกคิดว่าฉันทำไม่ได้เหรอ”
“ที่นี่คือโรงแรมนะเว้ย กล้องวงจรปิดจับภาพไว้หมดแล้ว แกคิดว่าจะอำพรางคดีให้เหมือนฆ่าตัวตายได้เหรอ”
"ไม่มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้"
ผมดึงเก้าอี้ขึ้นมานั่งเผชิญหน้ากับเขาแล้วพูดว่า
“แต่ฉันจะไม่แขวนคอแกให้ตายเหมือนจางควอนอิลหรอกนะ อยู่แก๊งเดียวกันถ้าตายเหมือนกันมันดูน่าสงสัยไปหน่อย”
“มีพลังแบบนี้ยังจะใจแคบอีกนะ”
“ก็ต้องรอบคอบสิ”
ชเวชิลซังส่งเสียงขู่ในลำคอและจ้องเขม็ง
“จะฆ่าก็ฆ่าเลย ไม่ว่าแกจะทำอะไร ยังไงก็ไม่เป็ไปอย่างที่แกคิดหรอก”
“อย่าเพิ่งรีบร้อน ฉันมีเื่จะถามแก ต่อชีวิตให้อีกนิดก็แล้วกัน”
“หึ ๆ คิดว่าฉันจะตอบแกเหรอ”
“ตามใจ ถ้าไม่ได้รับคำตอบ ฉันจะไปหาเบื้องบนของแก คังชินแจ”
"......!"
ดวงตาของเขาเบิกกว้าง
พอเห็นท่าทางที่กระวนกระวายใจตามที่ได้ข่าวมาว่าความจงรักภักดีของเขาที่มีต่อคังชินแจนั้นไม่ธรรมดา
“อย่างที่แกบอกด้วยพลังแบบนี้ แกไม่คิดเหรอว่าแม้แต่ผู้ชายที่ชื่อคังชินแจก็ทำอะไรไม่ได้”
“หากแกแตะต้องลูกพี่ใหญ่ แกจะต้องตายแน่นอน”
“ไม่มีใครรู้ว่าฉันลงมือ แล้วจะมาฆ่าฉันได้งั้นเหรอ ฮ่า ๆ”
"......กรอด!"
ชเวชิลซังกัดฟันแน่นออกแรงทั้งหมดที่มี ถึงจะไม่มีประโยชน์เลยก็ตาม
“อย่าเสียแรงเปล่าเลย ตอบคำถามให้ดีจะดีกว่า ตราบใดที่แกตอบได้ดี ฉันก็ไม่จำเป็ต้องไปเล่นงานคังชินแจ”
"้าอะไร...?"
“เหตุผลที่สะกดรอยตามฉันคืออะไร”
“เหตุผล...!”
จู่ ๆ เขาหยุดพูด ดวงตาแดงก่ำพูดว่า
“แก...แกฆ่าฮยอนซองด้วยสินะ!”
“หือ? มันคือใคร”
"ไอ้เวร!!"
ฮยอนซอง
...เป็ชื่อที่ไม่อยู่ในความทรงจำของผมเลย
การที่ผมไม่รู้จักชื่อนั้นมีความเป็ไปได้สูงที่จะเป็คนที่ผมฆ่าโดยไม่เกี่ยวข้องกับเื่นี้เยอะมากถ้ารู้จุดเด่นหรือลักษณะของเขา ผมอาจจะจำได้
“ไหนลองบอกจุดเด่นหรือลักษณะของมันมาซิ ฉันเองก็อยากรู้ว่ามันเป็ใคร”
“เฟอร์รารี่ ไม่มีทางที่แกจะจำไม่ได้ เขาขับรถตีคู่กับแกแล้วตกหน้าผาไปยังไงล่ะ”
"......!"
อ๋อ ไอ้หมอนั่นเองเหรอ
ไอ้คนที่ตามผมมาจากสนามฝึกกอล์ฟแล้วขับรถแย่ ๆ !
“ถ้าอย่างนั้น ไม่ใช่เพราะคดีของพี่ซอลอา แต่เป็เพราะไอ้สารเลวนั่นน่ะเหรอ”
ดูจากปฏิกิริยาแล้วน่าจะเป็อย่างนั้น
ถ้าเป็เช่นนั้น มีความเป็ไปได้สูงที่แก๊งัดำจะไม่มีส่วนร่วมในการตายของฮันซอลอาอย่างที่จอนมินซองพูด
“แล้วใครกันล่ะ”
พอเป็แบบนี้ ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทิ้งความหวังในการตามหาชายสามคนที่ฆ่าฮันซอลอาแต่ด้วยนิสัยของผม ผมก็เกิดสงสัยขึ้นมา
“ไม่สิ อย่าเดาเลย เช็กจากปากหมอนี่อีกครั้งดีกว่า”
ต้องละเอียดรอบคอบ
ด้วยวิธีนี้จะไม่มีข้อผิดพลาดและไม่มีใครได้รับอันตราย
ผมตีหน้าซื่อ
“หมอนั่นชื่อฮยอนซองเองเหรอ ใช่ ฉันฆ่ามันเอง”
“ทำไม แกฆ่าเขาทำไม!”
“คิดว่าฆ่าทำไมล่ะ”
ผมแสยะยิ้มออกมาเพื่อให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าหยอกเล่น
“แก...ลูกพี่ฮยอนโจสั่งแกมาใช่ไหม”
โอฮยอนโจเป็คนบงการ
ถ้าอย่างนั้นก็ดูเหมือนว่าไอ้ฮยอนซองอะไรนี่มีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับคังชินแจ
เป็ลูกชายเหรอ
“มานั่งมองหน้ากันแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้หรอกนะถึงเวลาต้องจบแล้วล่ะ”
“โอฮยอนโจ... ไอ้สารเลว!”
“แกไปรอก่อน เดี๋ยวฉันจะส่งซนจองมันกับคิมชอนซูตามไปให้เอง”
“หึ ๆ แกเตรียมตัวมาอย่างดี ชอนซูรับผิดชอบเื่เงิน แกเลยไม่ฆ่าเขา แต่ปล่อยให้ตำรวจจัดการใช่ไหมแบบนั้นจะทำให้มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวมากกว่าฆ่าเขา แล้วแกจะทำอะไรกับจองมันล่ะ”
อืม เมื่อผมได้ยินเช่นนั้น ผมคิดว่าแก๊งัดำไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของฮันซอลอาอย่างแน่นอน
แน่นอนว่าผมไม่สามารถระงับความสงสัยเกี่ยวกับคิมชอนซูได้
อย่างไรก็ตาม การสอบสวนจบลงแล้ว
“คนที่กำลังจะตายไม่จำเป็ต้องรู้หรอก”
ชเวชิลซังตื่นตระหนกและพยายามหนีเมื่อได้ยินคำตอบของผม
“ไอ้สารเลว! ฉันจะฆ่าแก… อุบ!”
ผมปิดปากเขาและให้ลุกขึ้นจากโต๊ะ ไม่มีอะไรต้องฟังอีกแล้ว
“จะฆ่ายังไงดี”
ผมเดินไปรอบห้อง ก่อนจะมองไปรอบ ๆ จากนั้นวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่สวยงามนอกหน้าต่างก็ดึงดูดสายตาผม
“โดดตึกตาย?”
ปัญหาคือหน้าต่างโรงแรมนี้เป็กระจกหมดทุกด้าน ช่องระบายอากาศดันเพื่อเปิดออกไปได้แต่คนไม่สามารถผ่านเข้าไป ถ้าพังหน้าต่าง สัญญาณฉุกเฉินคงดังขึ้นทันที
“ถ้าอย่างนั้น ปิดกั้นทางเดินหายใจ?”
ผมมองเข้าไปในตู้เย็น มีแค่น้ำ เบียร์ ไวน์ และเครื่องดื่มต่าง ๆซึ่งไม่สามารถนำมาใช้ปิดกั้นทางเดินหายใจได้เลย
“ถึงมันจะดูน่าสงสัยนิดหน่อย แต่แขวนคอดีไหม”
ผมมองไปที่เพดาน
ฉิบหาย! ที่เพดานห้องนี้ไม่มีที่ให้แขวนอะไรเลย
โรงแรมนี้ช่างยุ่งยาก
“ถ้าจะทำให้เขาหมดสติแล้วพาออกไปก็น่าจะยาก...”
ั้แ่ชินวอนจุงจนถึงชเวชิลซัง ผมใช้พลังไปเยอะมาก
ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่ถ้าหากผมพลาดลงมือแบบไม่เป็ธรรมชาติในขณะที่ผมไม่ค่อยมีสมาธิ คนที่ตามผมอยู่อาจสงสัยผมก็ได้
มันเสี่ยงเกินไป
“หาวิธีอื่นก่อนละกัน”
อะไรที่จำเป็กับการตาย
ผมเดินไปรอบ ๆ เพื่อหาเครื่องมือที่จะทำให้การตายดูเป็ธรรมชาติ หลังจากค้นห้องน้ำตู้เสื้อผ้าและข้าวของของชเวชิลซัง ในที่สุดผมก็เจอ
“ยาโซลพิเดม?”
โซลพิเดม คือยานอนหลับ
ผมเจอมันในกระเป๋าเสื้อของชเวชิลซัง พอลองเปิดฝาออกดู ยาเหลืออยู่แค่หนึ่งในสามของขวดเห็นได้ชัดว่าเขากินยานอนหลับมาเป็เวลานาน
“กินยานอนหลับเกินขนาด...”
การฆ่าตัวตายหรือเสียชีวิตจากการใช้ยานอนหลับเกินขนาดสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในอดีตแต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วผมได้ยินมาว่าผู้ผลิตยาเปลี่ยนส่วนผสมบางอย่าง ไม่ว่าจะกินเยอะเท่าไหร่ ก็เพียงแค่ทำให้ทรมานแต่ไม่ถึงตายเนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมากมาย
“แค่นี้ยังไม่พอ แต่ก็ไม่ได้มีแค่ไอ้นี่นี่นา”
พลังจิตสามารถใช้สิ่งนี้เป็เครื่องปรุงเพื่อให้ได้รสชาติของความตายอันแสนกลมกล่อมผมเทยาออกมาตามปริมาณที่ฉลากแนะนำข้างขวด
“ดูเหมือนแกเป็พวกวิตกกังวลตลอดเวลาสินะ ถึงได้กินของพวกนี้ แล้วทำไมถึงยังเป็มาเฟียล่ะ”
"......ฮึ!"
“ไม่ต้องห่วง ฉันจะกล่อมให้แกหลับไปตลอดกาล”
ผมยกเขาขึ้นจากโต๊ะแล้วทำให้เขานอนลงบนเตียง
"มาเฟียจบชีวิตลงขณะหลับในห้องสวีทรูมของโรงแรม ช่างน่าขำจริง ๆ"
ผมดึงลิ้นของเขาออกมา ใส่ยานอนหลับแล้วควบคุมให้ตัวยาไหลไปที่กระเพาะของเขาเม็ดยาปะทะกัน บดจนละเอียดเพื่อเร่งการดูดซึม
“แกนี่โชคดีจริง ๆ ทั้งคังฮยอนซอง จางควอนอิล ลีมูซอง คิมแจโอชินวอนจุง เมื่อเทียบกับพวกมัน แกได้ตายสบายสุดเลย”
“กรอด...ดด”
ผ่านไปประมาณ10 นาที
ดวงตาคุกรุ่นของเขาที่จ้องมองผมอย่างเอาเป็เอาตาย เริ่มจะเบิกกว้างและหลังจากนั้นอีกประมาณสิบนาทีเขาก็เข้าสู่ห้วงนิทรา
- คร่อกกก
เขากรนเสียงดัง
ด้วยร่างกายอันใหญ่โตของพวกมาเฟียก็คงต้องเป็แบบนั้น ผมเปิดปากของเขาและมองเข้าไปในลำคอจ้องไปยังเพดานอ่อนและลิ้นไก่ หลังจากเชื่อมกับพลังจิตแล้ว ก็ควบคุมส่วนนั้นย้อนกลับไปเพื่อทำให้ทางเดินหายใจแคบลงจากนั้นพับลิ้นทั้งหมดลงไปปิดกั้นทางเดินหายใจอย่างเป็ธรรมชาติทำให้ดูเหมือนเป็ภาวะขาดอากาศหายใจเนื่องจากหยุดหายใจขณะหลับ
การชันสูตรศพสามารถพบร่องรอยการฆาตกรรมด้วยวิธีอุดจมูกและปากได้ ในสภาวะที่มีสติครบถ้วนบนใบหน้า ดวงตา และลำคอ อวัยวะส่วนต่าง ๆ จะใช้แรงมากขึ้นเพื่อให้หายใจได้ อาจจะมี“เืคั่ง” เกิดขึ้น ดังนั้นจางควอนอิลจึงถูกแขวนคอเพื่อปกปิดร่องรอย และชินจุงวอนก็อำพรางด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้มีเืคั่งไปทั่วร่างกายของพวกเขา
เนื่องจากที่นี่ไม่สามารถอำพรางคดีได้ ยานอนหลับจึงเป็เครื่องมือที่ยอดเยี่ยม
-อ่อก อ่อก
ร่างกายของชเวชิลซัง สั่นกระตุกและทิ้งแขนลงในทันที
ผมคอยดูท่าทางนั้น เปิดแฟลชโทรศัพท์และดูการสะท้อนของรูม่านตา
“ไม่มีการหดตัว หมดสติไปแล้ว”
สองชั่วโมงต่อมา
ผมรอจนถึงเวลาที่ถึงแม้ว่าผมจะคลายพลังจิตออกแล้วแต่ร่างกายยังคงไว้ซึ่งสภาพปิดกั้นทางเดินหายใจอยู่เนื่องจากการแข็งตัวหลังจากเสียชีวิต
เพื่อความสมบูรณ์แบบ
สำนักงานอัยการเขตใต้ของโซลแผนกคดีอาญาที่3
จอนมินซองรับสายโทรศัพท์ที่ต่อถึงเขา ชาดงอุค หัวหน้าทีมกรมตำรวจกังนัมที่2ซึ่งรู้จักกันตอนที่ยังอยู่สำนักงานอัยการกลาง
“ครับ คุณนักสืบชา”
“อัยการจอน ผมติดต่อมาเพราะเื่ที่คุณฝากผมคราวก่อนครับ”
“มีเหยื่อรายอื่นอีกเหรอครับ”
เขาไหว้วานให้ชาดงอุคบอกข่าวให้เขารู้หากมีการตายที่เกี่ยวข้องกับแก๊งัดำอาจเป็เพราะเขตคังนัมไม่ได้อยู่ภายใต้เขตของสำนักงานอัยการใต้ดังนั้นจึงได้รับข้อมูลล่าช้า
“ชินจุงวอนและชเวชิลซังของแก๊งัดำเสียชีวิตในชั่วข้ามคืนครับ”
ชาดงอุคอธิบายสั้น ๆ เกี่ยวกับการเสียชีวิตทั้งสอง
“คราวนี้ก็ไม่มีร่องรอยอีกแล้วเหรอครับ”
“ไม่มีครับ แต่ก็ไม่ถึงขนาดไม่มีเลย ดูจากที่เกิดเหตุ ก็พอเชื่อได้ว่าเป็อุบัติเหตุจริงครับ”
"เข้าใจแล้วครับ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นอีก รบกวนติดต่อมาด้วยนะครับนักสืบชา”
“ครับคุณอัยการ”
จอนมินซองเอนหลังพิงเก้าอี้ควงปากกาหมุนไปมา
“จางควอนอิล ชินจุงวอน ชเวชิลซัง เครื่องปั้นมูซอง และข้อมูลจากบุคคลนิรนาม...”
มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งัดำมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมองแวบแรกแก๊งัดำดูเหมือนจะเป็ศูนย์กลาง แต่จอนมินซองให้ความสนใจกับ “ฮันซอลอา” การตัดสินของเขาไม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัว
จุดเริ่มต้น คือการตายของเธอ
สิ่งที่เป็ชนวนคือข้อมูลจากบุคคลนิรนาม
และข้อเสนอของยอมซอกฮุนที่เขาได้รับเมื่อไม่นานมานี้
เขารู้วิธีเข้าถึงพวกมันที่ตำรวจไม่รู้
“บางทีผู้ให้ข้อมูลนิรนามคนนั้นอาจจะเป็ซอกฮุน…”
จอนมินซองสืบข้อมูลของยอมซอกฮุนและก็เจอเื่แปลก ๆ ถึงแม้ว่าจะเป็โปรกอล์ฟมืออาชีพแต่จำนวนการแข่งขันที่เขาเข้าร่วมนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับโปรทัวร์คนอื่น ๆ และเขาต้องชนะอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
เขาอาจคิดว่า ถ้าอันดับไม่คงที่จะเป็การเสี่ยง แต่จอนมินซองรู้สึกราวกับว่าเขาลงแข่งเท่าที่จำเป็เท่านั้นราวกับจะอำพรางตัวตนของตัวเอง
“อย่าบอกนะว่า… ซอกฮุนเป็นักฆ่า?”