เพียงแค่สองวันาแบนหน้าผากของหลินเหมยก็เริ่มสมานตัว ความเจ็บค่อย ๆ ทุเลาลงเหลือเพียงอาการตึงหน่วงเป็ครั้งคราวเท่านั้น
เมื่อพระจันทร์ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าหลินเหมยในชุดสีเทาหม่นก็ลอบเร้นกายลัดเลาะไปตามระเบียงทางเดินอันเงียบสงัดของวังมาร นางยืนอยู่หลังเสาหินต้นหนึ่งพลางชะโงกหน้าออกไปมองทางเดินเบื้องหน้า
ไม่มีคน ดี
หากถูกจับได้ตอนนี้นางคงได้กลับไปนอนดื่มยาขม ๆ อยู่บนเตียงต่ออีกหลายวันเป็แน่
หลินเหมยเก็บจดหมายไว้ในแขนเสื้อก่อนจะรีบลัดเลาะไปตามทางเดินอันเงียบสงัดยิ่งเดินเข้าใกล้คลังสรรพาวุธฝ่ายเหนือมากเท่าไรความลังเลในใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น
ข้ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่
คนส่งจดหมายเป็ใครก็ไม่รู้แถมยังนัดพบกลางดึกอีก นี่มันชัด ๆ ว่าไม่น่าไว้ใจ
แต่หากไม่มา…นางก็คงนอนไม่หลับอยู่ดี
ในที่สุดหลินเหมยก็เลือกซ่อนตัวอยู่หลังศิลาขนาดใหญ่ในสวนใกล้เคียงจากตรงนี้สามารถมองเห็นทางเข้าคลังสรรพาวุธได้พอดี นางรออยู่ครู่หนึ่งไม่นานนักเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น
หลินเหมยรีบกลั้นหายใจ
ร่างสูงโปร่งผู้หนึ่งเดินออกมาจากแสงจันทร์เขาสวมอาภรณ์สีขาวสะอาด เรือนผมสีดำยาวทิ้งตัวลงด้านหลังใบหน้าหล่อเหลาจนดูไม่เข้ากับแดนมารแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย
สิ่งสำคัญที่สุดคือ…นางไม่เคยเห็นเขามาก่อน
“เหมยเหมย”
หลินเหมยขมวดคิ้วทันที
ใครอนุญาตให้เรียกเช่นนั้น
นางลุกขึ้นยืนช้า ๆมือข้างหนึ่งซ่อนไว้ด้านหลัง เตรียมหยิบค้อนซ่อมศาสตราออกมาได้ทุกเมื่อ
“ท่านคือใคร”
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยความประหลาดใจปรากฏขึ้นในดวงตา
“เ้า…จำข้าไม่ได้หรือ”
หลินเหมยไม่ตอบ
ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“ข้าเสิ่นชิงหยวน”
ชื่อนั้นทำให้หลินเหมยชะงักไปชั่วขณะภาพความทรงจำเลือนรางบางอย่างแล่นผ่านเข้ามาในหัว
เซียนโอสถ จดหมาย โอสถหายาก
ดูเหมือนเ้าของร่างเดิมจะรู้จักคนผู้นี้จริงๆ
แต่ถึงจะรู้จักกันจริงก็ไม่ได้หมายความว่านางควรไว้ใจเขาทั้งหมด หลินเหมยเหลือบมองไปรอบด้านก่อนถามเสียงต่ำ
“ท่านบุกเข้ามาถึงที่นี่ได้อย่างไร”
เสิ่นชิงหยวนมองนางครู่หนึ่งแววตาคล้ายมีความซับซ้อนบางอย่างพาดผ่าน ก่อนตอบเบา ๆ
“เมื่อก่อนเ้าเป็คนบอกทางลับนี้แก่ข้าเอง”
หลินเหมยนิ่งงันไป
ทางลับ?
เ้าของร่างเดิมถึงขั้นบอกทางลับของวังมารให้เซียนจากภายนอกรู้เชียวหรือ
“ท่านเซียนโอสถ…”หลินเหมยเอ่ยอย่างลังเล “ข้าจำได้เพียงเล็กน้อย”
รอยกังวลในแววตาของเสิ่นชิงหยวนผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“ไม่เป็ไร”
สายตาของเขาเลื่อนไปยังผ้าพันแผลบนหน้าผากนาง
“ดูเหมือนเ้าจะาเ็หนักกว่าที่ข้าคิด”
พูดจบเขาก็หยิบขวดยาหยกขาวออกมาจากแขนเสื้อ แล้วยื่นให้นาง
“รับไว้”
“นี่คืออะไร”
“โอสถบำรุงิญญา”
หลินเหมยรับขวดนั้นมาอย่างระมัดระวังเพียงถือไว้ในมือ นางก็ััได้ถึงพลังปราณอันอบอุ่นที่ไหลเวียนอยู่ภายใน
ของดี
ดีมากด้วย
นางเริ่มเชื่อแล้วว่าคนผู้นี้คงไม่ใช่พวกหอศิลากงเล็บอสูรเ้าหนี้ไม่นิยมแจกของแพงให้ลูกหนี้
“ขอบคุณท่าน”
เสิ่นชิงหยวนยิ้มบาง ๆ
“ระหว่างเราไม่จำเป็ต้อง—”
เสียงของเขาหยุดลงกะทันหันรอยยิ้มเลือนหายไปจากใบหน้า หลินเหมยเห็นสายตาของเขาเปลี่ยนไปทันที
“มีอะไรหรือ”
เสิ่นชิงหยวนหันมองไปยังความมืดเื้ันาง
“เขามาแล้ว”
“ใคร”
“จอมมาร”
หัวใจของหลินเหมยตกวูบ
เสิ่นชิงหยวนถอยหลังหนึ่งก้าว
“เ้ารีบกลับไปเถอะ”
“เดี๋ยวก่อน ข้ายังมี—”
ไม่ทันจบประโยคร่างของอีกฝ่ายก็สลายเป็หมอกสีขาว แล้วหายไปกับสายลม
หลินเหมยยืนนิ่งอยู่กับที่ก่อนจะตัดสินใจหันหลังทันที
กลับก่อนดีกว่า
นางยังไม่อยากถูกจับได้ว่าแอบออกจากตำหนัก
แต่ทันทีที่หันกลับมาขาทั้งสองก็แทบหยุดกึก
ใต้ต้นหลิวใหญ่ไม่ไกลออกไปมีร่างสูงในอาภรณ์สีดำยืนอยู่เงียบ ๆ ไม่รู้ว่ามาั้แ่เมื่อใด
เยี่ยอู๋ฉีไม่ได้มองนางดวงตาสีโลหิตของเขาจับจ้องไปยังจุดที่เสิ่นชิงหยวนหายตัวไปบรรยากาศโดยรอบเย็นลงอย่างน่าประหลาด
หลินเหมยกลืนน้ำลาย
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวไม่ใช่เื่จดหมายไม่ใช่เื่โอสถ แต่เป็…
ข้าจะอธิบายอย่างไรดีว่าออกมาเดินเล่นตอนยามดึกไกลถึงเพียงนี้