เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 101: เหตุการณ์เมื่อ 2 วันก่อน 2 (The 2 Days ago Incident Part 2)

    จนกระทั่งเวลานั้นได้ล่วงเลยจนมาถึงหัวค่ำ เหล่าบรรดาแขกผู้มีเกียรติมากหน้าหลายตาต่างก็เริ่มมาทยอยกันมาร่วมงานพิธีบวงสรวงบูชาเทพที่ถูกจัดขึ้นที่ศาลเจ้าโอยามะซุมิ แขกผู้มีเกียรติเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้คนที่มีชื่อเสียง มีหน้าที่การงานที่สูงส่ง และมีหน้ามีตาในสังคมด้วยความที่ผู้เป็นเจ้าภาพในงานพิธีนั้นเป็นถึงรัฐมนตรีอาวุโส จึงทำให้มีแขกที่เป็นนักการเมือง ข้าราชการผู้ใหญ่ นักวิชาการ นายตำรวจ นายพล และเหล่านักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล รวมไปถึงเหล่าซุปเปอร์สตาร์ และเซเล็บไฮโซชื่อดังระดับแนวหน้าของญี่ปุ่นด้วยเหล่าบรรดาแขกผู้มีเกียรติทั้งหมดนั้นต่างก็ทยอยกันมานั่งบนเก้าอี้ภายในงานพิธีบวงสรวง เมื่อพวกเขาได้เข้ามาในศาลเจ้าแล้ว เก้าอี้แขกภายในงานพิธีนั้นถูกจัดวางที่หน้าศาลเจ้าในลักษณะที่แยกออกเป็นสองฝั่ง คือฝั่งซ้ายกับฝั่งขวา โดยหันหน้าเก้าอี้ไปที่ด้านหน้าของศาลเจ้า และเว้นช่องว่างที่ตรงกลางหน้าซุ้มประตูทางออกของศาลเจ้าภายในแถวที่หน้าซุ้มประตูทางเข้าของศาลเจ้านั้น มีเคียวโกะที่อยู่ในชุดราตรีออกงานสีม่วงเข้มที่มีราคาแพง ซึ่งนางมาพร้อมกับอิชชินที่เป็นนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพล และโดมันที่อยู่ในชุดสูทสีดำล้วนกับเนคไทสีฟ้า และใส่หมวกฟีโดร่าสีดำขอบสีขาว ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่มีราคาแพงทั้งสิ้น พวกเขาทั้งสามต่างก็ยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อย บนใบหน้าที่ซุกซ่อนความร้ายกาจเอาไว้ข้างใน ราวกับว่าเหมือนมีลับลมคมในอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครรู้ณ ห้องเปลี่ยนชุดภายในบ้านพักของสึรุฮิเมะ อยู่ๆ ก็มีเด็กสาวมิโกะอาชีพนางหนึ่งค่อยๆ เดินเข้ามาหาสึบากิจากทางด้านหลัง ก่อนที่หล่อนจะรีบทำการสลับเปลี่ยนสร้อยอัญมณีมากะทามะที่ถูกสวมเอาไว้ที่ลำคอ และรีบเดินหนีออกมาจากบ้านพักของสึรุฮิเมะด้วยความรวดเร็ว โดยที่เธอนั้นไม่รู้ตัวในช่วงก่อนหน้านี้ เมื่อประมาณตอนเย็น เคียวโกะได้เดินทางมายังศาลเจ้าโอยามะซุมิแห่งนี้พร้อมกับโดมันที่อยู่ในคราบศาสตราจารย์เก็นเซย์ โดมันได้คว้ามือของเด็กสาวมิโกะอาชีพนางนั้นไว้ ก่อนที่เคียวโกะจะค่อยๆ เดินเข้ามาหาหล่อนอย่างช้าๆ และใช้พลังปีศาจในการสะกตจิต และการสั่งการหล่อนไปว่า “เอาสร้อยอัญมณีกันอสูรออกจากคอนางเจ้าหญิงทอผ้าคนนั้น แล้วเอาสร้อยอัญมณีต้องสาปแห่งโคโดกุไปใส่ที่คอของเขาแทน”“เจ้าค่ะ ท่านเทวีอสูรฯ อิซานามิ” เด็กสาวมิโกะอาชีพนางนั้นเอ่ยรับคำสั่ง ก่อนที่หลอนจะรับสร้อยอัญมณีต้องสาปแห่งโคโดกุจากโดมัน และรีบตรงไปหาสึบากิที่อยู่ในห้องเปลี่ยนชุดภายในบ้านพักของสึรุฮิเมะทันทีตอนนี้เจ้าหญิงฮิเมรากิได้เดินทางไปยังยุคสงครามกลางเมือง เพื่อทำการบูรณะดาบพระแสงฟ้าฟื้นคุซานางิไว้ช่วยนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะ และเจ้าชายฮิโกโบชิ หรือเจ้าอิซานางินั่น…ก็ยังคงปกป้องนังเจ้าหญิงคนนั้น ดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา...ที่นังเจ้าหญิงโอริฮิเมะได้รับทั้งความรัก และการปกป้องจากทั้งสองคนนั้น ทั้งๆ ที่นังเจ้าหญิงคนนั้นได้กลายเป็นนางอสูรเช่นเดียวกับข้าและดาบพระแสงฟ้าฟื้นคุซานางินั่น ก็คือดาบเล่มเดียวกับที่เจ้าชายฮิโกโบชิเคยใช้ในการทำร้ายข้า เพื่อปกป้องนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะนั่นข้าจะทำให้เขาได้เห็น ว่านังเจ้าหญิงโอริฮิเมะนั่นกลายร่างเป็นนางอสูรแห่งการทำลายล้าง...ข้าจะทำให้เขาได้เห็น ว่ามีผู้บริสุทธิ์นับพันกว่าชีวิตจะต้องตายเพราะนังเจ้าหญิงคนนั้น ดั่งที่ข้าเคยบอกกับเจ้าอิซานางิไว้ว่า ข้าจะทำให้มนุษย์บนโลกตายลงวันละ 10000 ศพ เมื่อตอนที่ข้า...ถูกเจ้าอิซานางินั่นกักขังไว้ในแดนปรโลกอย่างโดดเดี่ยวเคียวโกะยืนนึกอยู่ภายในใจด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความร้ายกาจแบบสุดๆ แต่แอบแฝงไปด้วยความรู้สึกเคียดแค้นที่ฝังอยู่ภายในใจ ดวงตาสีฟ้าทะเลอ่อนนั้นพลางเบิกกว้างออกมาเพียงเล็กน้อย ปากสีแดงสดนั้นพลางยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อยสร้อยอัญมณีต้องสาปแห่งโคโดกุนั้นได้ผ่านการปลุกเสกด้วยอำนาจมนต์ดำที่มาจากการทำพิธีได-โคโดกุ คือมีการทำพิธีโคโดกุ ด้วยการนำสัตว์มีพิษทั้ง 5 ชนิด อันได้แก่แมงมุมพิษ แมงป่อง ตะขาบ คางคก และงูพิษ มากัดกินกันเอง เพื่อให้ได้สุดยอดสัตว์มีพิษที่เหลือรอดมาได้เพียงหนึ่งซึ่งการจะทำพิธีได-โคโดกุนั้น จำเป็นที่จะต้องทำพิธีโคโดกุให้ได้สุดยอดสัตว์มีพิษทั้ง 5 ชนิด เพื่อที่จะนำไปรีดเลือดของพวกมันออกมาจนหมดตัว ก่อนที่จะนำซากของพวกมันไปย่างไฟแล้วบดจนกลายเป็นผง แล้วนำมาผสมกับเลือดของสุดยอดสัตว์พิษทั้ง 5 ที่ได้ทำการรีดออกมา จากนั้นก็นำหินแร่มาแช่ในเลือดของสุดยอดสัตว์พิษทั้ง 5 ที่ได้ทำการผสมเข้ากับผงที่มาจากซากของพวกมันในระหว่างนั้น ก็ทำการร่ายมนต์ดำในการปลุกเสก เพื่อเร่งให้เลือดของพวกมันนั้นซึมเข้าไปในหินแร่ทั้งหมดอย่างรวดเร็ว จากนั้น ก็นำแร่หินที่ผ่านการชุบเลือดของสุดยอดสัตว์พิษทั้ง 5 ที่ได้ทำการผสมเข้ากับผงจากซากของพวกมันไปทำเป็นสร้อยอัญมณีมากะทามะ พร้อมกับปลุกเสกด้วยวิชามนต์ดำลงไปในนั้น จนกลายมาเป็นสร้อยอัญมณีต้องสาปแห่งโคโดกุเส้นนั้น นอกจากนั้น การทำพิธีได-โคโดกุนั้นยังสามารถใช้ในการสาปแช่งผู้คนได้ ด้วยวิธีการที่คล้ายคลึงกับพิธีโคโดกุธรรมดาทั่วไป เพียงแต่ว่าได-โคโดกุนั้นจะมีความรุนแรงที่มากกว่าตั้งหลายเท่าสร้อยอัญมณีต้องสาปแห่งโคโดกุมีอิทธิฤทธิ์ที่จะส่งผลทำให้คำสาปใดๆ ก็ตามที่อยู่ในตัวของผู้ถูกสาปนั้นมีความรุนแรงที่มากยิ่งขึ้นภาพเหตุการณ์นั้นได้ตัดกลับมายังปัจจุบัน การแสดงร่ายรำคางุระเพื่อบวงสรวงบูชาเทพที่หน้าศาลเจ้านั้นก็ได้เริ่มต้นขึ้น สึบากิที่อยู่ในคราบของมิโกะสาวงามนั้นค่อยๆ เดินขึ้นไปบนลานประกอบพิธีที่หน้าศาลเจ้า ซึ่งถูกจัดวางด้วยชุดของถวายและอุปกรณ์เซ่นไหว้ต่างๆ ที่อยู่บนโต๊ะบูชาตามแบบลัทธิชินโต หลังจากนั้น สึบากิก็เริ่มการร่ายรำบูชาเทพทันทีลักษณะการร่ายรำคางุระของสึบากิที่อยู่ในคราบมิโกะสาวนั้นเป็นไปอย่างสวยงามและชดช้อย เหล่าบรรดาแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานในพิธีบวงสรวงนั้นต่างก็พากันหลงไหลในความงดงามของเธอ ทั้งในรูปลักษณ์ หน้าตา ชุดเครื่องแต่งกาย และการร่ายรำ จนถึงกับเหลียวมองอย่างไม่ละสายตากันเลยทีเดียวแม้แต่เพื่อนๆ ทั้งสามของสึบากิอย่างซานาเอะ ริโกะ และอาซึสะ ที่กำลังยืนชมการแสดงร่ายรำคางุระของเธออยู่ตรงบริเวณซุ้มประตูทางเข้าออกของศาลเจ้าที่อยู่ทางด้านซ้ายมือ ก็ยังรู้สึกหลงไหลในความงดงามของเพื่อนตัวเองด้วยเช่นกัน“เด็กที่ชื่อสึบากิคนนั้น ร่ายรำได้สวยงามมากเลยนะคะ คุณพ่อ”สักพัก มิเนโกะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านหน้าสุดทางฝั่งซ้ายมือนั้นก็ได้เอ่ยชมความงามในการร่ายรำของสึบากิให้ทาดาชิ รัฐมนตรีอาวุโส ผู้เป็นทั้งพ่อของเธอ และเจ้าภาพในงานพิธีบวงสรวงบูชาเทพในครั้งนี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ฟัง“ถ้าหากเด็กคนนั้นไม่ได้ร่ายรำได้สวยงามอย่างที่เห็นหล่ะก็ เซ็นเคียวกับนิชิโกะที่เป็นพ่อแม่ของเด็กคนนั้นก็คงไม่มีวันที่จะได้เอ่ยปากชมให้ใครต่อใครฟังหรอก จริงไหม มิเนโกะ”“ค่ะ คุณพ่อ” มิเนโกะนั้นเห็นด้วยกับคำพูดที่เอ่ยมาจากปากของผู้เป็นพ่อในระหว่างนั้นเอง ก็มีเหล่านักบวชในศาลเจ้าคอยช่วยบรรเลงเสียงดนตรีแบบญี่ปุ่นดั่งเดิมอยู่ทางด้านขวามือของลานประกอบพิธี ซึ่งประกอบไปด้วยฉาบ กลองสึซึมิ ขลุ่ยชิโนบุ และกลองไทโกะ และในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงกระดิ่งคางุระที่ถืออยู่ในมือเรียวงามข้างขวานั้นสั่นไหวอยู่บ้างเป็นครั้งคราวเสียงดนตรีญี่ปุ่นที่ถูกบรรเลงออกมานั้นดังสนั่นก้องกังวานไปทั่วบริเวณภายในศาลเจ้า บวกกับเสียงอันไพเราะของกระดิ่งคางุระที่สั่นไหวอยู่เป็นครั้งคราวแล้ว ก็ยิ่งทำให้เสียงบรรเลงนั้นมีความไพเราะเสนาะหูที่มากขึ้นกว่าเดิมอีกเป็นเท่าตัว สร้างความเคลิบเคลิ้มให้กับเหล่าบรรดาแขกผู้มาร่วมงานในพิธีที่ได้รับฟังเป็นอย่างยิ่ง

    คล้ายกับเรื่องเจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain) ที่คุณอ่าน