สะพานไม้ทอดตัวเป็ทางเดินจากพื้นดินยาวไปกลางน้ำ มีศาลาไม้สไตล์จีนโบราณทรง 8 เหลี่ยม ที่ตั้งอยู่ บริเวณโดยรอบแม่น้ำถูกล้อมรอบไปด้วยูเาและหน้าผาสูงต่ำสลับกัน มีต้นไม้น้อยใหญ่สีเขียวดูสดชื่น ที่ปกคลุมไปด้วยไอหมอกเหนือผิวน้ำ ที่นี่คือบริเวณหลังตำหนักหยกขาว เ้าของตำหนักแห่งนี้ไม่ใช่ใครนอกจากชายที่อยู่ในบริเวณกลางศาลาแห่งนี้ ลี่หยางเ้าสำนักวารีหยกกำลังนั่งดีดกู่เจิงอย่างเพลิดเพลิน แต่เเล้วก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกล ทำให้เขาต้องหยุดบรรเลง จากนั้นลุกขึ้นและยืนหันหน้าชื่นชมทิวทัศน์เบื่องหน้า
“เป็อย่างไรบ้าง” เสียงทุ้มกล่าวออกมาโดยที่ไม่ได้หันหลังกลับมามองคนที่พึ่งมาเยือนเมื่อสักครู่นี้
“นางไม่ยอมรับคำสารภาพขอรับ”
เสียงนุ่มกล่าวออกมา ผู้ที่มาเยือนคือรองเ้าสำนักเฟยซิ่น จากนั้นเล่าเื่และเหตุผลการณ์ต่างๆ ให้ลี่หยางเ้าสำนักฟังอย่างละเอียด เื่ที่เ่าั้คือเื่ของซูเชี่ยวในวันนี้นั้นเอง
“อืม ครั้งนี้นางนับว่าฉลาดที่สามารถหาข้อแก้ต่างให้ตัวเองได้ ปล่อยนางไปก่อน” เสียงทุ้มกล่าวออกมาและหันหน้ามามองเฟยซิ่น แล้วยิ้ม
ชายตรงหน้าคือลี่หยาง เ้าสำนักวารีหยก ใบหน้ารูปไข่ ผมยาวดำถึงกลางหลังพลิ้วไหว ครึ่งบนถูกมัดรวบและครอบด้วยเครื่องประดับสีทองปล่อยห่างม้าที่มัดให้สยายไปกับผมยาว ผมด้านหน้าถูกปล่อยออกมาเล็กน้อยช่วยเพิ่มความสง่างาม คิ้วเข้มดำหนาเรียงตัวสวย ดวงตาสีน้ำตาลแดงคมกริบ ขนตายาวยิ่งทำให้เวลาคนมองแล้วรู้สึกอบอุ่นและหนาวเย็นะเืไปพร้อมกัน จมูกโด่งได้รูป เรียวปากไม่หนาไม่บางเกินไปเข้ากับใบหน้าได้ดี ทำให้คนที่พบเห็นไม่สามารถละสายตาได้ กิริยาการยืนดูมั่นคงภูมิฐาน เสื้อผ้าเนื้อดีสีดำยาวตัดกับผิวขาวยิ่งทำให้ดูสง่างามหาใครเทียบ
“ครั้งนี้นางทำเกินไปจริงๆ ท่านไม่ควรปล่อยไว้แบบนี้อีก นางชื่นชอบท่านมากจนกระทำตัวเกินขอบเขต…”
เฟยชิ่นยังพูดไม่จบและกลับต้องหยุดพูดเมื่อลี่หยางยกมือห้ามไม่ให้พูดต่อ
“นี่จะเป็ครั้งสุดท้าย หากมีครั้งต่อไปส่งนางกลับจวนท่านแม่ทัพ”
ลี่หยางกล่าวออกมาเสียงเรียบและหยิบแก้วชาที่เฟยซิ่นพึ่งรินให้เมื่อสักครู่ยังมีควันจางๆ ลอยออกมา และยืนหันหลังกลับมายกชาดื่มและมองทิวทัศน์อันสวยงามและสงบด้านหน้าเงียบๆ โดยไม่มีเสียงของทั้ง2 ดังขึ้นอีก
.
.
ด้านซูเชี่ยวหลังจากที่โดนทำโทษด้วยการโบย 15 ไม้ ก็ใช้เวลากว่า 2 เค่อในการหอบสังขารกลับมาที่ห้อง โดยที่ไม่มีใครคิดที่จะพยุงเธอกลับมาเลย เพราะเธอทำผิดมาหลายครั้งในร่างเก่าบ่าวรับใช้จึงถูกส่งกลับไปหมด และศิษย์ร่วมสำนักก็ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ คนที่ได้ชื่อว่าเป็นางมารร้ายอย่างนาง จึงต้องช่วยเหลือตัวเองอย่างยากลำบาก พอกลับมาถึงห้องหญิงสาวจึงค่อยๆ เดินไปหาตามลิ้นชักเพื่อหายามาทา
หญิงสาวเปิดหาไม่นานก็พบ เป็ขวดยาสีขาวที่มีชื่อเขียนไว้ ข้างในเป็ผงละเอียดสีขาว โชคดีหน่อยที่มีชื่อเขียนไว้ว่าเป็ยาอะไร ด้วยการแพทย์ในโลกนี้แตกต่างจากโลกปัจจุบันมาก อย่างยาสามัญประจำบ้านในโลกก่อนแตกต่างกันลิบลับ เธอค่อยๆ ดันร่างกายให้ไปนอนบนเตียง และถอดเสื้อผ้าออกเผยให้เห็นิัด้านหลังที่ผิวถลอก และเืไหลออกมาอย่างน่ากลัวและชวนขนลุก เธอค่อยๆ เทยาลงไปช้าอย่างทุลักทุเล
“อ๊ากกกกก แสบชะมัด”
เธอร้องออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อผงสีขาวถูกแผลเธอนิดเดียวเท่านั้น พลางคิดว่ายาพิษหรืออย่างไรขืนเธอทาทั่วหลังมีสิทธิ์ทนไม่ไหวจนตายก็เป็ได้ คนที่นี่ก็กระไร โบยเจ็บชะมัด ตีแค่ไม้เดียวข้าก็ไม่กล้าทำอีกแล้วล่ะ เธอไม่กล้าที่จะใส่ยาอีกแม้แต่นิดเดียวเพราะมันทั้งแสบและทรมานเกินไป ทำได้เพียงใส่ผ้าชุบน้ำ และค่อยๆ เช็ดบริเวณแผล
ก๊อกๆ!!
เสียงเคาะประตูดังออกมา ทำให้หญิงสาวที่ตั้งใจเช็ดแผลสดุ้งจนเผลอเอาผ้าไปโดนแผลแรง จนส่งเสียงซี๊ด~ ออกมาเบาๆ ด้วยความเจ็บและแสบที่แผล
“ใคร” ซูเชี่ยวส่งเสียงถามออกไป และเอาผ้าห่มที่อยู่ข้างๆ ปิดร่างกายเอาไว้
“ข้าเจียอี ท่านรองเ้าสำนักเฟยซิ่นให้ข้าเอายามาให้” เสียงหญิงสาวที่อยู่หน้าห้องดังเข้ามา
“เชิญแม่ทางเจียอี”
ซูเชี่ยวกล่าวออกมาเสียงเรียบ เจียอีเปิดประตูเข้ามาด้านใน หน้าตานางไม่ถึงกับสวยแต่ออกแนวน่ารัก และดูปราดเปรื่อง เจียอีมองไปรอบๆ ห้องที่ไม่กว้างไม่เล็กจนเกินไป เป็ครั้งแรกที่นางได้เข้ามาในห้องนี้ เพราะปกติศิษย์ในสำนักจะได้นอนห้องล่ะ 3 คน แต่ซูเชี่ยวได้นอนคนเดียวเพราะเธอใช้อำนาจทางครอบครัว เจียอีเดินมาหยุดที่หน้าเตียงของซูเชี่ยว และวางถาดยาที่เธอถือมาวางที่โต๊ะข้างเตียง
“เ้าทาเช้าเย็นไม่เกิน3วันแผลจะตกสะเก็ดและหายดี” เจียอีกล่าวออกมาและทำท่าจะก้าวขากลับไป
“ขอบคุณเ้ามากแม่นางเจียอี” ซูเชี่ยวกล่าวออกมาด้วยความจริงใจ และหยิบยาที่เจียอีนำมาอย่างสงสัยว่ามันใช้ยังไง
“เ้าว่ายังไงนะ ขอบคุณงั้นเหรอ” เจียอีที่กำลังจะก้าวขาออกไปต้องหยุดชะงักและหันกลับมามองว่าใช่ซูเชี่ยวที่ได้ฉายาว่านางมารร้ายคนนั้นรึป่าว
“อะไรของเ้า ข้าก็พูดว่าขอบใจเ้าอย่างไรเล่า”
ซูเชี่ยวพูดโดยไม่หันมามองหน้าเจียอีอีก แต่กำลังสนใจยาที่นางเอามาให้ มี 2 อย่าง คือถ้วยยาที่น้ำด้านในสีออกน้ำตาลๆ นี่น่าจะเป็ยาสมุนไพรต้มที่ไว้กิน อีกถ้วยเป็ยาผงสีออกส้มอิฐที่ละลายน้ำมาแล้วมีเนื้อเหลวไม่มากน่าจะเป็ยาสมุนไพรที่ใช่ทาแผล
เจียอีที่ยังอึ้งอยู่มองมาที่นางอย่างจับผิดทางสีหน้าแต่ก็ไม่เห็นความผิดปกติ หรือการฝืนใจในการพูดใดๆ จึงถอนหายใจและเดินเข้ามาใกล้
“ถ้วยนี้เ้าดื่ม ส่วนอีกถ้วยเ้าเอาไว้ทา”
เจียอีชี้ไปทิศทางถ้วยขณะที่พูด ซึ่งเป็อย่างที่ซูเชี่ยวคิดไว้ไม่มีผิด ซูเชี่ยวที่นอนอยู่กำลังจะหยิบอีกถ้วยเพื่อมาทาแต่ก็ยังทำท่าทุลักทุเลเพราะยังเจ็บและเเสบอยู่มาก เจียอีที่เห็นท่าเก้ๆกังๆ ของนางก็รู้สึกสงสาร นางคิดว่าซูเชียวที่แต่ก่อนนางมีคนคอยรับใช้ แต่ตอนนี้ถูกส่งกลับจวนหมดแล้ว แถมท่าทางนางตอนนี้ก็ไม่ได้ร้ายกาจอะไรจึงหยิบยาจากมือของซูเชี่ยวมา
“เ้าทานยาในถ้วยนั้นก่อน มันช่วยให้เ้าลดอาการปวด แก้อักเสบ และป้องกันไม่ให้เ้าเป็ไข้ ไม่สบาย แล้วเดี๋ยวข้าจะช่วยเ้าทายาที่แผลให้”
เจียอีพูดออกมาในที่สุด ซูเชี่ยวเพียงทำตามที่เจียอีบอก ทานยาจากนั้นนอนคว่ำให้เจียอีทายาที่แผลให้ ตอนที่เจียอีทายาให้เธอทำใจยอมรับความเ็ปแบบคราที่เธอทาเองอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่รู้สึกเจ็บแสบแบบที่เธอคิดไว้ แต่กลับรู้สึกเย็นสบายบริเวณที่ทาแทน
“ต่อไปตอนเ้าทาก็เช็ดแผลให้สะอาดก่อน และผงยาในขวดที่ท่านรองเ้าสำนักเฟยซิ่นให้มาผสมน้ำลงไปเล็กน้อย อย่าทาบริเวณปากแผลให้ทาข้างๆ”
เจียอีพูดออกมาและนำผ้าห่มปิดร่างกายให้เธอ เกรงว่าหญิงสาวน่าจะทำอะไรไม่เป็เพราะแต่ก่อนมีบ่าวค่อยรับใช้ตลอด
“หากเ้ามีอะไรเรียกข้าได้ ข้าอยู่ห้องตรงข้ามเ้า อ้อ ท่านเฟยซิ่นให้ข้ามาบอกเ้าด้วยว่า 2วันนี้เ้าไม่ต้องไปเรียนหรือทานอาหารเช้าร่วมกับคนในสำนักก็ได้ รอให้แผลเ้าหายดีกว่า” เจียอีกล่าวออกมาเสียยาว
“ได้ ขอบใจเ้าอีกครั้ง” ซูเชี่ยวกล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงการขอบคุณที่จริงใจ เจียอีเพียงพยักหน้าแล้วเดินออกไป หลังจากที่เจียอีออก ซูเชียวก็ค่อยๆ เช็ดเนื้อตัวเพราะเธอยังอาบน้ำไม่ได้ไม่งั้นแผลจะโดนน้ำและไม่หาย นี้เป็สิ่งที่รู้กันทั่วไปในโลกปัจจุบันที่เธออยู่ พลางคิดไปด้วยว่าอย่างน้อยวันนี้เธอก็ยังโชคดีที่เจอเจียอี โลกใบนี้ก็ไม่ได้ใจร้ายกับเธอทุกคน หลังเช็ดตัวเสร็จเธอก็หลับอย่างเหนื่อยล้า
.
.
3 วันผ่านไป ซูเชี่ยวหายจากอาการเจ็บ และเเผลเริ่มตกสะเก็ดจนหมดแล้วโดยไม่มีแผลเป็เหลือเลย เหลือเชื่อมากยานั้นวิเศษเกินจริงมาก ถ้าเป็โลกปัจจุบันคนที่ทำยาชนิดนี้เป็นะคงเป็มหาเศรษฐีไปแล้ว วันนี้หลังจากที่เธอทานข้าวเช้าพร้อมกันกับคนในสำนักแล้ว ซูเชี่ยวก็เข้ามาเรียนทฤษฎีในห้องร่วมกับศิษย์คนอื่น เธอทำได้แค่นั้นสัปหงก เพราะเธอไม่เข้าใจเลยสักนิด แค่เื่ง่ายๆอย่างการโคจรพลังในร่างกายเธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำอย่างไร ถึงทำได้แค่นั่งดูคนอื่นจนจบคาบเรียน หลังเรียนเสร็จหญิงสาวตรงกลับมาที่ห้องอย่างเดียว โดยที่ไม่สนใจที่จะไปไหนทั้งนั้นเป็แบบนี้มา 1 เดือนแล้ว เพราะเธอไม่อยากที่จะยุ่งและสุงสิงหรือมีปัญหากับใครอีก ส่วนทางด้านเจียอี่หลังจากที่วันนั้น พอเธอหายก็พยายามเข้าหาเจียอีขอเป็เพื่อนกับนาง แต่นางก็ยังไม่รับซูเชี่ยวเป็เพื่อนอย่างจริงใจ ยังไม่เชื่อว่าซูเชี่ยวจะเปลี่ยนใจกลับมาเป็คนดีได้ เพราะคิดว่าเธออาจมีแผนการอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้ขับไล่ไสส่งซูเชี่ยวไป
—————-
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
——————————
สงสารนางเอกของเรานะ จะมีเพื่อนกับเขาทั้งที แต่เพื่อนกลับยังรับเป็เพื่อนแค่ 50% เพราะยังไม่เชื่อใจ~~~ ส่วนพระเอกของเราก็พึ่งออกมาเเว็ปๆ อดใจรอกันหน่อยน๊าา
ไรท์จะพยายามลงทุกวันน๊าาาทุกคน ติดตาม คอมเม้นเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยน๊าาา????