บทที่ 33 รับญาติ
พวกชายโฉดหญิงชั่วฝันไปเถอะ ถ้าคิดจะใช้เธอเป็นโล่กำบังในชาตินี้
ลู่จวินคนนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ชอบเฉาซู่เฟิน แต่ก็พูดตรงๆ ไม่ได้ เลยเอาเรื่องของเธอมาอ้างแบบนี้ ความเกลียดชังของเฉาซู่เฟินก็จะพุ่งเป้ามาที่เธอทั้งหมด ร้ายกาจจริงๆ
เพื่อนจากชนบททุกคนเงียบ มีแต่เซี่ยเยว่เหมยที่พูดว่า “เรื่องแต่งงาน เป็นเรื่องสำคัญ ต้องคิดให้รอบคอบ เธอกลับไปถามที่บ้านก่อนก็ดีนะ”
เซี่ยเยว่เหมยเป็นอะไรหรือเปล่า? เรื่องของเธอเกี่ยวอะไรกับเซี่ยเยว่เหมย?
เสิ่นตัวอวี๋ปิดประตูทันที วันรุ่งขึ้นแม่ของกู้เหลียนก็พาผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามา
“ตัวอวี๋ นี่เป็นเพื่อนเก่าของแม่ บ้านเธอไม่ได้อยู่หมู่บ้านเดียวกัน แต่อยู่หมู่บ้านต้าฮวง ไม่มีลูกไม่มีหลาน อยากรับเธอเป็นแม่บุญธรรมไหม? ถึงเวลานั้น เธอก็จะได้ออกเรือนจากบ้านของพวกเขา”
ผู้หญิงคนนั้นมองเสิ่นตัวอวี๋ ในใจก็มีความคาดหวัง เด็กคนนี้หน้าตาน่ารักจริงๆ
เสิ่นตัวอวี๋ยิ้มและพยักหน้า “แม่บุญธรรม”
ผู้หญิงคนนั้นเรียกจนน้ำตาคลอ “จ้ะ! เด็กดี สามีฉันก็แซ่เฉินเหมือนกัน เราไม่มีลูกสาวเลย เธอจะมาเป็นลูกสาวของเราได้ไหม?”
เธอมองเสิ่นตัวอวี๋อย่างกล้าๆ กลัวๆ เธอกลัวว่าหญิงสาวจะไม่ยอม
“บ้านเราเป็นบ้านก่ออิฐก่อปูน ฐานะทางบ้านก็ไม่เลวเลย ต่อไปนี้ทั้งหมดจะเป็นของเธอ”
แม่ของกู้เหลียนพูดว่า “เพื่อนป้าคนนี้ ไม่มีลูก ป้าเลยคิดว่า ถ้าเธอมีครอบครัวฝั่งพ่อแม่ เธอก็จะมีที่พึ่งพิง
ตัวอวี๋ อย่าคิดมากนะ! ถ้าเธอยินดี เราก็จะทำแบบนี้ ถ้าไม่ยินดี เราก็แค่ทำตามพิธีเฉยๆ”
ตกลงสิ อยู่ดี ๆ ก็มีพ่อแม่ที่รักเธอ ทำไมเธอจะไม่ตกลง?
“ถ้าอย่างนั้นเรามานั่งกินข้าวคุยกันก่อนไหมคะ?” เสิ่นตัวอวี๋กังวลว่าเรื่องนี้จะเป็นความคิดของผู้หญิงคนนี้ฝ่ายเดียว
ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้าทันที “พรุ่งนี้ ไปบ้านป้ากัน พรุ่งนี้เราค่อยคุยกัน”
หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นไปแล้ว แม่ของกู้เหลียนก็พูดว่า “เพื่อนป้าคนนี้เป็นคนดีมาก สามีของเธอเป็นนักบัญชีที่โรงงาน ฐานะทางบ้านดีทีเดียว”
เสิ่นตัวอวี๋จึงวางใจ เพราะว่าใกล้จะแต่งงานแล้ว เรื่องทีมเก็บสมุนไพรก็พักไว้ก่อนชั่วคราว
วันต่อมา แม่ของกู้เหลียนพากู้เหลียนและเสิ่นตัวอวี๋ไปบ้านของผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงคนนั้นชื่อหลี่ซิ่วเอ๋อร์ สามีชื่อเสิ่นซาน
เสิ่นซานเห็นพวกเธอมาก็ดีใจมาก รีบรินน้ำชาให้ พลางลูบมือไปพลางมองเสิ่นตัวอวี๋ “ลูกสาว ฉัน…ฉันตื่นเต้นมาก ฉันเป็นนักบัญชีที่โรงงานรัฐบาล ถ้าเธอยินดีเป็นลูกสาวฉัน พวกเราจะดีกับเธออย่างแน่นอน”
ผู้ชายววัยสี่สิบกว่าๆ ตาแดงกำน้ำตาคลอเบ้าด้วยความดีใจ เสิ่นตัวอวี๋คิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ที่จริงฉันมีพ่อแม่ที่เมืองหลวง แต่พวกเขามองฉันเป็นตัวซวย ฉันมีพี่สาวและน้องสาว แต่พวกเขาส่งฉันมาที่นี่ ดังนั้น…”
หลี่ซิ่วเอ๋อร์มองเสิ่นตัวอวี๋ด้วยความสงสาร “ไม่ต้องคิดมาก เราอยากได้เธอเป็นลูกสาวอยู่แล้ว ในเมื่อพวกเขาไม่ต้องการ ก็ดีเลย”
เสิ่นซานพยักหน้า “ในเมื่อจะรับเป็นลูกสาว เราก็ต้องทำให้ถูกต้อง ตอนนั้นชื่อของเธอต้องอยู่ในบันทึกชื่อสกุลด้วย ตอนนี้ฉันจะไปหาหัวหน้าหมู่บ้าน”
เสิ่นซานวิ่งออกไปทันที แม่ของกู้เหลียนกับหลี่ซิ่วเอ๋อร์ยิ้มแย้มแจ่มใส
กู้เหลียนที่นั่งอยู่บนม้านั่งก็ยิ้มเช่นกัน มองเสิ่นตัวอวี๋แล้วยิ้มอย่างเขินๆ
หัวหน้าหมู่บ้านหมู่บ้านต้าฮวงสนิทกับเสิ่นซานมาก ตอนเที่ยงดื่มเหล้ากินข้าวที่บ้านเสิ่นซาน จากนั้นก็แจ้งให้ชาวบ้านทุกคนไปเป็นพยานที่ศาลเจ้าของตระกูลเฉิน
ชาวบ้านหมู่บ้านต้าฮวงส่วนใหญ่แซ่เสิ่น แทบทั้งหมู่บ้านก็มา ดูเหมือนว่าเสิ่นซานจะมีอิทธิพลมากในหมู่บ้านต้าฮวง
กำลังจะเริ่มพิธีรับญาติ ก็เห็นยายแก่คนหนึ่งจูงเด็กแต่งตัวมอมแมม แปดคนเดินเข้ามา “เสิ่นซาน แกจะทำอะไร?”
เสิ่นซานมองหล่อนด้วยสีหน้าเย็นชา “แม่…”
ยายแก่คนนั้นพูดว่า “แกยังมองฉันเป็นแม่หรือไง? รับญาติอะไร? เด็กคนนี้นี่มาจากไหน? คิดจะมาเกาะตระกูลเสิ่นของเราเหรอ ฝันไปเถอะ”
เสิ่นตัวอวี๋มองยายแก่ตาสามเหลี่ยมตรงหน้า ยายแก่นี่ดูท่าจะไม่ยอมง่ายๆ
หลี่ซิ่วเอ๋อร์ดึงเสิ่นตัวอวี๋ไปไว้ข้างหลัง “เรื่องของบ้านเรา ไม่ต้องให้คุณมายุ่ง”
“โอ้โห! พูดแบบนี้เลยเหรอ? ฉันเป็นแม่สามีของแก เรื่องบ้านแกฉันก็ยุ่งได้สิ ฉันไม่ได้บอกหรือไง? ถ้าอยากรับเลี้ยงเด็กก็ได้ แต่ต้องเลือกจากเด็กพวกนี้” ยายแก่คนนั้นหัวเราะเยาะ
หล่อนมองเสิ่นตัวอวี๋อย่างเหยียดหยาม “ไม่ถ้าอย่างนั้นพวกแกก็ลองรับหล่อนเป็นลูกสาวบุญธรรมดูสิ ฉันจะตีหล่อนให้ตายเลย”
ยายแก่จ้องเสิ่นตัวอวี๋เขม็ง สีหน้าดุร้ายน่าเกลียด ทำให้คนรู้สึกไม่ชอบ
เสิ่นตัวอวี๋ยืนอยู่ข้างๆ มองหล่อนด้วยรอยยิ้มคนแก่แบบนี้ เธอไม่กลัวหรอก
หัวหน้าหมู่บ้านมองยายแก่แล้วพูดว่า “พอเถอะ ป้า อย่าทำแบบนี้เลย อีกอย่าง เขาก็แค่ทำตามพิธี เดี๋ยวอีกหน่อยเสิ่นตัวอวี๋ก็แต่งออกไปแล้ว”
“อะไรนะ?”
หัวหน้าหมู่บ้านยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“เรื่องนี้ผมรู้ดีที่สุด คนบ้านเจ้าบ่าวก็อยู่ที่นี่ด้วย พ่อแม่ของหล่อนก็ไม่อยู่ข้างๆ
ก็แค่ทำพิธีเฉยๆ ป้า รีบร้อนอะไร? ก็ผมไม่ได้พูดให้ชัดเจนเอง เอาล่ะๆ เรามาทำพิธีกันต่อเถอะ”
หัวหน้าหมู่บ้านส่งสายตาให้เสิ่นซาน เสิ่นซานเข้าใจทันที คนข้างๆ รีบกันยายแก่คนนั้นไปด้านข้าง
ไม่นาน เสิ่นซานกับหลี่ซิ่วเอ๋อร์ก็ดื่มน้ำชาที่เสิ่นตัวอวี๋ยกให้ ชื่อของเสิ่นตัวอวี๋ก็ถูกบันทึกไว้ในบันทึกชื่อสกุล
ทุกอย่างเสร็จสิ้นภายในไม่กี่นาที พอถึงตอนที่ยายแก่รู้ตัว พิธีก็เสร็จสิ้นแล้ว
เสิ่นตัวอวี๋มองเสิ่นซานกับหลี่ซิ่วเอ๋อร์แล้วเรียก “พ่อ แม่…”
ยายแก่โมโหจนปากเบี้ยว เสิ่นตัวอวี๋มองหล่อนด้วยรอยยิ้มหวาน “ย่า…”
ยายแก่กัดฟันกรอดๆ “ใครเป็นย่าแก? เด็กบ้านี่มาจากไหน? เรียกฉันว่าย่า ใครเป็นย่าแก? ไสหัวไปไกลๆ อย่าให้ฉันเห็นหน้าแกอีก ไม่อย่างนั้นเจอที่ไหนฉันจะตีให้ตายเลยนังเด็กบ้า!”
ท่าทางที่หยาบคายเช่นนี้ทำให้แม่ของกู้เหลียนโกรธจนหัวเราะ
“บางคนก็แปลกจริงๆ แก่จนปูนขนาดนี้แล้วยังชอบยุ่งเรื่องของลูกชายลูกสะใภ้ ตอนที่ไล่เขาออกจากบ้านเมื่อหลายปีก่อน ลืมไปหมดแล้วหรือไง?”
ชาวบ้านก็เริ่มพูดกัน “ตอนที่เสิ่นซานสองคนผัวเมียถูกไล่ออกจากบ้าน ไม่ได้เอาอะไรไปด้วย อากาศก็หนาว แทบจะแข็งตายอยู่แล้ว”
“เฮ้อ! สองคนผัวเมียนี้ลำบากจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะบ้านแม่ของหลี่ซิ่ว เอ๋อร์ พวกเขาจะมีวันนี้ได้ยังไง?”
“นั่นสิ…”
ยายแก่ตะโกน “พวกแกจะไปรู้อะไร? หล่อนมันเป็นไก่ที่ออกไข่ไม่ได้ ลองดูสะใภ้ใหญ่ สะใภ้รองของฉันสิ ให้ลูกหลานฉันตั้งเยอะ ตั้งแยะ แล้วหล่อนล่ะ!”
ยายแก่ตะโกนเสียงดัง หลี่ซิ่วเอ๋อร์นึกถึงเรื่องนี้ก็รู้สึกแย่ ปีนี้เธออายุ 38 แล้ว เสิ่นซานก็ 43 แล้ว ทั้งชีวิตนี้คงไม่มีลูกแล้ว
นี่เป็นความเจ็บปวดในใจของพวกเขา แต่ยายแก่ก็จงใจยั่วโมโหเธอ หลี่ซิ่วเอ๋อร์ถูกยั่วโมโหจนน้ำตาไหล
เสิ่นซานพูดว่า “อย่าไปฟังคนอื่นพูดไร้สาระเลย ตอนนี้บ้านเรามีเสิ่นตัวอวี๋แล้ว นี่คือลูกสาวแท้ๆ ของเรา”