“ขอรับ!”
มู่อี้หันมารับคำทันทีไม่มัวชักช้ากล่าวลาข้ารับใช้ในสำนักแพทย์และวิ่งตามมู่หรงเหอไป ทางด้านหมอจูที่ออกมาพอดีก็ไม่ได้ไปขัดจังหวะของพวกมู่หรงเหอแต่สั่งให้ข้ารับใช้ไปเตรียมเกี้ยวเพื่อจะออกไปร่วมงานพิธีเช่นเดียวกัน ในเมืองแห่งนี้หมอจูมีชื่อเสียงไม่น้อยเลย สิบปีก่อนหลังจากที่ถูกมู่หรงเหอลักพาตัวไปชีวิตของเขาจากที่เป็หมอยากจนตัวเล็กๆ ก็ได้พลิกผัน ค่าทำคลอดที่มู่หรงเหอจ่ายให้ในครั้งนั้นมากพอที่จะทำให้เขาอยู่อย่างสุขสบายไปทั้งชีวิต!
งานพิธีจัดขึ้นที่จัตุรัสกลางเมืองโดยทางการซึ่งถือเป็เื่ปกติของทุกเมืองใหญ่ อย่างไรก็ตามในแต่ละพื้นที่นั้นจะมีกลุ่มอิทธิพลของผู้ฝึกยุทธ์คอยกำกับดูแลอีกทีหนึ่ง! เทือกเขาวิหคเพลิงนั้นประกอบไปด้วยูเามากมายเรียงซ้อนกันเป็แนวยาว ในอาณาบริเวณนี้ยังแบ่งออกเป็เมืองเล็กใหญ่อีกนับมิถ้วน
จุดสูงสุดของห่วงโซ่ก็คือสำนักผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหนึ่ง สำนักวิหคสีชาด! ภายในจักรวรรดิต้าหลี่นั้นราชวงษ์ถือครองอำนาจสูงสุดโดยมีทางการเป็ผู้จัดการดูแลตามลำดับขั้นขุนนาง อย่างไรก็ตามจักรวรรดินั้นกว้างใหญ่มีพื้นที่เล็กๆ มากมายรวมถึงผู้ฝึกยุทธ์คือตัวตนที่สำคัญของโลกใบนี้ดังนั้นอำนาจของทางการจึงมีจำกัดไม่ได้อิสระอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ
ยกตัวอย่างเช่นในเทือกเขาวิหคเพลิงนั้นแม้จะมีอำนาจของทางการคอยกำกับดูแลเมืองต่างๆ แต่ทว่าอำนาจสูงสุดยังคงตกที่สำนักต่อสู้! หลายๆ เมืองยังคงมีการจัดการเช่นนี้แม้กระทั่งเมืองหลวงเองทางราชวงษ์ก็ใช่ว่าจะมีอำนาจล้นฟ้า! ในโลกใบนี้ผู้แข็งแกร่งเพียงคนเดียวก็สามารถโค่นล้มทั้งจักรวรรดิได้เพียงพลิกฝ่ามือ!
ท้ายที่สุดไม่ว่าจะเป็ฝ่ายไหนสุดท้ายสิ่งที่เป็ตัวกำหนดก็คือความแข็งแกร่ง!
มู่หรงเหอเดินนำมู่อี้ไปอย่างไม่เร่งร้อนพร้อมกับอธิบายถึงขั่วอำนาจภายในเทือกเขาวิหคเพลิงอย่างคร่าวๆ สำนักต่อสู้นั้นถูแบ่งออกเป็สิบระดับไล่เรียงั้แ่ขั้นหนึ่งไปจนถึงขั้นสิบ ดังนั้นขุมอำนาจขั้นสูงสุดในเทือกเขาวิหคเพลิงนั้นก็คือสำนักต่อสู้ขั้นหนึ่งซึ่งถือได้ว่าเป็ขั้นต่ำสุด!
อย่างไรก็ตามในจักรวรรดิต้าหลี่นั้นสำนักต่อสู้ที่มีลำดับขั้นสูงที่สุดก็คือสำนักต่อสู้ขั้นสี่เท่านั้น! ถึงแม้ว่าสำนักต่อสู้อย่างสำนักวิหคสีชาดจะเป็เพียงขั้นหนึ่งแต่ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธได้และเพียงพออย่างเหลือล้นที่จะปกครองเทือกเขาแห่งนี้!
ส่วนกลุ่มอิทธิพลที่อยู่ต่ำกว่าขั้นหนึ่งนั้นก็ไม่มีอะไรซับซ้อนโดยรวมจะขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของผู้นำทั้งสิ้น! มู่หรงเหออธิบายไปพลางระหว่างนั้นทั้งสองคนก็มาถึงบริเวณจัตุรัสกลางเมืองแล้ว เวทีที่ถูกยกขึ้นสูงนั้นถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คน ที่้าเวทีมีชายชราคนหนึ่งซึ่งเป็ตัวแทนจากทางการยืนถือบันทึกอยู่ข้างๆ แท่นหินสีฟ้า บนเวทีทั้งสี่มุมยังมีแท่นหินขนาดเล็กที่ส่วนบนติดผลึกแก้วสีฟ้าส่องสว่างเอาไว้ด้วย
“พิธีผสานฟ้าดินจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้! ลำดับที่หนึ่งขึ้นมาบนเวทีได้!”
ชายชราะโออกมาเป็สัญญาณทำให้บรรยากาศบริเวณนั้นสงบลง ในปีนี้มีผู้เข้าร่วมพิธีทั้งหมดสามสิบเจ็ดคน โดยเด็กทั้งสามสิบเจ็ดคนแบ่งออกเป็สองกลุ่มใหญ่ๆ คือลูกหลานตระกูลใหญ่ในเมืองศิลาเหลืองและเด็กที่เดินทางมาจากบริเวณโดยรอบ
“เจียงซุ่ยชิงคือคนแรกอย่างนั้นรึ? เ้าพร้อมหรือยัง?”
ชายชรายิ้มออกมาเล็กน้อยขณะมองไปยังเด็กชายในชุดรัดรูปสีขาวตรงหน้า เจียงซุ่ยชิงคือหนึ่งในลูกหลานตระกูลใหญ่ของเมืองศิลาเหลือง อีกทั้งตระกูลเจียงยังเป็ตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ที่ทรงพลังและมีอิทธิพลในแถบนี้ด้วย เจียงซุ่ยชิงประสานมือรับคำทักทายอย่างนอบน้อมก่อนจะเดินไปยังแท่นศิลาตรงกลางเวที พิธีการเช่นนี้เหมือนๆ กันทุกปีดังนั้นทุกคนจึงรู้ดีว่าจะต้องทำเช่นไรเมื่อขึ้นมาบนเวที
“นำมือของเ้าไปแตะที่ศิลาฟ้าดินแล้วปล่อยให้กฎแห่ง์ชักนำอย่าได้ขัดขืน!”
เสียงของชายชราสิ้นลงเจียงซุ่ยชิงก็ทำตามทันทีโดยไม่รีรอ ฝ่ามือเล็กๆ แตะไปที่ศิลาฟ้าดินทำให้เกิดแสงสีฟ้ากระจายออกมา ขณะเดียวกันกับที่ศิลาฟ้าดินเริ่มทำงานผลึกแก้วสีฟ้าทั้งสี่มุมของเวทีก็เรืองแสงขึ้น ละอองแสงสีฟ้าไหลอาบย้อมร่างกายของเจียงซุ่ยชิงทำให้เขาร้องออกมาเบาๆ ก่อนที่ละอองแสงทั้งหมดจะไหลกลับเข้าไปในศิลาฟ้าดินแล้วปรากฏเป็ริ้วสีขาวขึ้นมาสามขีด!
สายตาของชายชรามองไปยังเด็กชายตรงหน้าสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาแล้วกล่าวผลการผสานฟ้าดินของเจียงซุ่ยจิง
“เจียงซุ่ยชิงอายุสิบปีสิบเดือน ผสานฟ้าดินครั้งแรก...ขั้นรับรู้ระดับสาม! พร์ระดับสาม!”
โฮ่วว!
เสียงผู้คนดังขึ้นมาทันทีโดยที่ทางฝั่งตระกูลเจียงต่างก็โห่ร้องอย่างดีใจ การผสานฟ้าดินครั้งแรกคือการยอมรับกฏ์และอาบพลังฟ้าดินซึ่งเหมือนกับการชำระล้างร่างกายเพื่อเข้าสู่เส้นทางวิถียุทธ์ ดังนั้นแต่ละคนจะสามารถชำระล้างร่างกายได้ถึงระดับไหนก็ล้วนขึ้นอยู่กับสิ่งที่สั่งสมมาก่อนหน้านี้หรือพร์ทางด้านวิถียุทธ์ที่มี!
ในขั้นรับรู้ซึ่งเป็ประตูบานแรกของผู้ฝึกยุทธ์นั้นจะมีอยู่ทั้งหมดห้าระดับโดยการขัดเกลาประสาทััทั้งห้า ขัดเกลาได้สำเร็จหนึ่งอย่างก็ถือว่าอยู่ในระดับหนึ่ง สองอย่างก็อยู่ในระดับสองซึ่งไม่มีการจัดเรียงว่าจะต้องสำเร็จในด้านใดก่อน โดยทั่วไปแล้วในพิธีผสานฟ้าดินครั้งแรกมากกว่าเจ็ดส่วนจะอยู่ในระดับหนึ่งซึ่งถือว่ามีคุณสมบัติในการฝึกยุทธ์ ระดับสองราวๆ สองส่วนถือว่ามีพร์ในด้านวิถียุทธ์! อย่างไรก็ตามหนึ่งในสิบส่วนที่เหลือซึ่งมีจำนวนน้อยมากที่จะสามารถก้าวะโไปยังระดับสามหรือสี่! บุคคลเหล่านี้คือเมล็ดพันธุ์ชั้นยอดที่จะเติบโตเป็ผู้ฝึกยุทธ์อันเก่งกาจ!
เจียงซุ่ยชิงกำมือเล็กๆ แน่นยืดอกอย่างภูมิใจก่อนจะเดินกลับไปยังกลุ่มของตระกูลเจียงที่กำลังโห่ร้องต้อนรับอย่างยินดี
“หึหึ ก็แค่ระดับสามมีอะไรน่าดีใจกัน?”
ทางมุมหนึ่งของจัตุรัสมีซุ้มจัดไว้อย่างเรียบง่าย รอบซุ้มมีทหารหกเจ็ดคนยืนล้อมรอบอยู่ด้วยท่าทีเคร่งครัดแสดงให้เห็นว่าบุคคลในซุ้มนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด! ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงกลางได้ยินเสียงแค่นของเด็กชายด้านข้างก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะขึ้นมา
“ฮ่าๆ สำหรับตระกูลเจียงเท่านี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว ในที่เล็กๆ อย่างเมืองศิลาเหลืองนี้พร์ระดับสามก็หาได้ไม่ง่ายนัก!”
ชายวัยกลางคนกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มขณะมองไปยังบุตรชายที่ยืนอยู่ด้านข้าง ชายคนนี้มีนามว่าชูหงเป็ผู้ว่าการเมืองศิลาเหลืองบรรดาศักดิ์ขุนนางชั้นสิบ! และยังเป็ขุนนางเพียงคนเดียวของเมืองศิลาเหลืองอีกด้วย! ในจักรวรรดิต้าหลี่นั้นแบ่งแยกขุนนางออกเป็สิบขั้นไล่เรียงจากชั้นสิบไปจนถึงชั้นหนึ่ง!
“เฮอะ! เช่นนั้นคนเขลาเหล่านี้คงต้องหัวใจวายตายเป็แน่หากรับรู้พร์ของข้าชูเฉิงผู้นี้!”
ชูเฉิงนั้นอีกเพียงไม่กี่วันก็จะอายุครบสิบเอ็ดปีซึ่งถือว่าเป็หนึ่งในผู้ที่มีอายุมากที่สุดในพิธีครั้งนี้ ใบหน้าของเขาแม้จะยังเด็กแต่กลับหล่อเหลาผิวพรรณขาวนวลคิ้วเข้มใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิยโส! อย่างไรก็ตามด้วยภูมิหลังและพร์ของเขานั้นไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ายอดเยี่ยมจริงๆ !
พิธีผสานฟ้าดินดำเนินไปเรื่อยๆ มี่ทั้งคนที่ผิดหวังและยินดี สำหรับเด็กวัยสิบขวบปีนั้นขอเพียงผ่านพิธีนี้ไปได้ก็จะะโโลดเต้นไม่หยุดโดยเฉพาะเด็กที่มาจากต่างระแวกโดยรอบเมืองศิลาเหลือง เป็ดังที่ว่า...พิธีผสานฟ้าดินคือตัวกำหนดชีวิตของผู้คนว่าจะเป็เพียงมัจฉาหรือั!
เวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งชั่วยามจำนวนเด็กที่เข้าพิธีเสร็จสิ้นไปแล้วยี่สิบเก้าคนโดยมีเด็กที่ผ่านการผสานฟ้าดินทั้งสิ้นสิบเอ็ดคนและคนที่โดดเด่นที่สุดยังคงเป็เจียงซุ่ยชิงที่มีพร์ระดับสาม นอกจากเขาแล้วก็มีเด็กจากตระกูลขนาดเล็กในเมืองศิลาเหลือที่มีพร์ระดับสองส่วนที่เหลือล้วนมีพร์ระดับหนึ่ง!
“ลำดับที่สามสิบขึ้นมาได้!”
เสียงของชายชราดังขึ้นมาพร้อมกลับกวาดตามองออกไปโดยรอบจนกระทั่งมองเห็นเด็กชายคนหนึ่งเดินขึ้นมาบนเวที ซูเฉิงเดินเชิดหน้าขึ้นมาบนเวทีโดยไม่แยแสผู้ใดแม้แต่น้อย ขณะเดียวกันชายชราตรงหน้าก็ยิ้มแย้มทักทายอย่างนอบน้อม
“นายน้อยเฉิง เชิญ!”
จะอย่างไรซูเฉิงก็เป็บุตรชายของซูหงซึ่งเป็ขุนนางชั้นสิบ! อีกทั้งพร์ในเชิงยุทธ์ก็ถือว่ายอดเยี่ยมดังนั้นชายชราที่เป็เ้าหน้าที่ของทางการเมื่อเทียบกับขุนนางขั้นสิบแล้วยังห่างกันไกลนัก!
ซูเฉิงยิ้มขึ้นมาอย่างมั่นใจก่อนจะใช้ทั้งสองมือแตะลงบนศิลาฟ้าดินเพื่อเริ่มพิธีการ ทุกอย่างยังคงเป็เช่นก่อนหน้านี้ทว่าหลังจากนั้นไม่นานละอองแสงสีฟ้าที่ไหลออกมาจากศิลาฟ้าดินกลับยิ่งเข้มข้นและมากขึ้นเรื่อย! ร่างของซูเฉิงที่อาบย้อมไปด้วยพลังฟ้าดินผ่านการยอมรับจาก์อย่างรวดเร็วนอกจากนั้นทั่วทั้งตัวของเขายังสั่นไหวพร้อมกับร้องคำรามออกมา
อ้าก!!
ก่อนหน้านี้ต่อให้มีพร์มากแค่ไหนหรือร่างกายแข็งแกร่งมากแค่ไหนซูเฉิงก็ยังคงเป็เพียงเด็กชายอาสิบขวบปีธรรมดาๆ คนหนึ่ง! อย่างไรก็ตามในเวลานี้เมื่อละอองแสงสีฟ้าไหลกลับเข้าสู่ศิลาฟ้าดินกลิ่นอายที่ซูเฉิงปลดปล่อยออกมากลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง! ในสายตาของปุถุชนหรือเด็กคนอื่นๆ นั้นซูเฉิงในเวลานี้ราวกับเป็ยอดยุทธ์จาก์ที่แผ่กระจายกลิ่นอายอันลึกล้ำออกมาเพียงแค่มองไปยังเขาก็รู้สึกหายใจติดขัดแทบสิ้นลม!
“ฮ่าๆ เป็พลังที่สุดยอดจริงๆ ”
ซูเฉิงขยับร่างไปมาสองมือเดี๋ยวแบเดี๋ยวกำคล้ายกำลังพยายามรับรู้ถึงบางอย่าง รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาที่มุมปากของซูเฉิงก่อนที่จะหายใจเข้าลึกแล้วก้มตัวลงซัดกำปั้นเพียวๆ ลงสู่พื้นเวทีอย่างเต็มกำลัง!
ปัง!
หมัดที่ด้วยบอบบางนั้นกลับทำให้พื้นเวทีที่ทำจากหินแตกกระจายกลายเป็หลุมไปถึงพื้นถนน! ผู้คนที่เห็นภาพนี้ต่างก็อ้าปากค้างแม้กระทั่งชายชราผู้ดูแลก็ยังใจนตาแทบถลน! ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อสายตาของทุกคนมองไปยังศิลาฟ้าดินที่เวลานี้ปรากฏริ้วสีขาวขึ้นมาห้าเส้นก็ยิ่งทำให้ตกตะลึงจนแทบหัวใจวาย!
“น นายน้อยซูเฉิง...ข ขั้นรับรู้ระดับห้า! พร์ระดับห้า!”
หลังจากกล่าวออกมาอย่างยากลำบากชายชราก็ได้แต่มองแผ่นหลังของซูเฉิงที่เดินหัวเราะจากไปอย่างสายตาเลื่อนลอย! ตัวเขานั้นรับหน้าที่นี้มาสิบปีแล้วและไม่ใช่เพียงแค่จดบันทึกพิธีของเมืองศิลาเหลืองเท่านั้น ในละแวกของเทือกเขาวิหคเพลิงนั้นมีเมืองใหญ่ระดับเดียวกับเมืองศิลาเหลืองอยู่ทั้งหมดเก้าเมืองและเขาก็ได้รับมอบหมายให้จัดการจดบันทึกสามเมือง!
ในรอบสิบปีของทั้งสามเมืองนี้...ซูเฉิงเป็แรกที่มีพร์ระดับห้า! ต่อให้รวมทั้งเทือกเขาศิลาเหลืองพร์ระดับนี้ก็ยังหาได้ยากยิ่งกว่าขนหงส์เขากิเลน! เพียงแค่พิธีผสานฟ้าดินเขาก็ก้าวไปถึงจุดสูงสุดของขั้นรับรู้เรียบร้อยแล้ว!
อีกฟากหนึ่งของเวทีมู่หรงเหอยังคงยืนลูบเคราด้วยท่าทีเมินเฉย พร์ของซูเฉิงนั้นทำให้เขาประหลาดใจก็จริงแต่ก็เป็เพียงแค่เื่เล็กน้อย ขณะที่คนอื่นๆ กำลังตกตะลึงกับเื่ของซูเฉิงอยู่นั้นมู่อี้ที่อยู่ข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเกาหัวแล้วหันมาถามมู่หรงเหอ
“ท่านลุง ทำไมพวกเขาต้องใกันขนาดนั้นด้วยล่ะ? เขาก็แค่ต่อยหินจนแตกไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมอยู่ดีๆ เขาถึงต้องทำลายเวทีด้วยล่ะ”
ได้ยินมู่อี้ถามออกมาพร้อมกับท่าทีไม่เข้าใจก็ทำให้มู่หรงเหอหัวเราะขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“คงเป็เพราะพร์ระดับห้ากระมัง...เอาล่ะถึงตาเ้าแล้วมู่อี้”
มู่หรงเหอตอบไปส่งๆ ก่อนจะใช้ฝ่ามือหนาใหญ่นั้นดันหลังของมู่อี้ออกไปเบาๆ เมื่อชายชราขานลำดับต่อไปมู่อี้ก็เดินเกาหัวอย่างสงสัยขึ้นไปบนเวทีที่พักลงเพราะซูเฉิงอย่างช้าๆ
“มู่อี้...อายุสิบขวบปีพอดี”
ชายชรากล่าวออกมาอย่างเฉื่อยชา เดิมทีที่ผ่านมาเขาไม่ได้มีท่าเ็าหรือดูถูกคนใดเลยแม้แต่น้อย ต่อให้ไม่ผ่านพิธีเขาก็ยังคงยิ้มแย้มปลอบใจอยู่คำสองคำ อย่างไรก็ตามผลกระทบจากซูเฉิงนั้นมีมากเกินไป! สายตาของเขายังคงเลื่อนลอยและอารมณ์ก็ยังไม่มั่นคงนัก!
มู่อี้พยักหน้ารับคำก่อนจะเดินไปยังศิลาฟ้าดินด้วยความกระตือรือร้น! ดวงตาของมู่อี้เป็ประกายระยิบจ้องมองศิลาฟ้าดินอย่างสนใจ ครั้นเมื่อฝ่ามือของเขาัักับศิลาฟ้าดินปรากฏการณ์แปลกประหลาดก็บังเกิดขึ้น ไอพลังฟ้าดินใหลพลูออกมาจากศิลาแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของมู่อี้ไปทุกอณู!
ภายนอกทั่วทั้งลานประลองเกิดเป็ละอองแสงสีฟ้ามากมายปุคลุมเอาไว้ราวกับดวงอาทิตย์! ความตกตะลึงเลื่อนลอยของผู้คนก่อนหน้านี้พลันถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งด้วยปรากฏการณ์บนเวที! และก็เหมือนกับค้อนั์ที่ทุบซ้ำลงมากลางใจ ภายในหูแต่ละคนเกิดเสียงดังอื้ออึงมองภาพเบื้องหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา!
ร่างของมู่อี้ที่ถูกห้อมล้อมเอาไว้นั้นค่อยๆ ลอยขึ้นอย่างช้าๆ จนสูงราวหนึ่งจั้ง! กลับกันมู่อี้นั้นไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย! ทันทีที่ไอฟ้าดินหลั่งไหลเข้าไปในร่างกายเพื่อขำระล้างมู่อี้ก็ค้นภพบางอย่างที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน! ด่านการรับรู้ทั้งห้านั้นมู่อี้ขัดเกลามาอย่างสมบูรณ์พร้อมด้วยการฝึกฝนของมู่หรงเหอมาหลายปีแล้ว ร่างกายของเขาในเวลานี้เพียงแค่ไม่สามารถซึมซับพลังฟ้าดินได้เท่านั้น!
เมื่อพลังฟ้าดินผสานเข้าสู่ร่างกายขีดขั้นของมู่อี้ที่ถูกพรรณธนาการไว้ก็ถูกปลดปล่อยออกมาทะลวงขั้นไปจนถึงขั้นอวัยวะ! และยิ่งไปกว่านั้นเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่อยู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาในจิตสำนึกของเขายังะเิออกกลายเป็เปลวเพลิงสีเจ็ดสีพวยพุ่งไปทั่วร่างกายก่อนจะไปรวมตัวกันเป็ผลึกเล็กๆ ในตันเถียน!
เื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้สร้างความสับสนงุนงงให้กับมู่อี้อย่างมาก! อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังจะจบลงแล้วในจิตสำนึกมู่อี้ก็มองเห็นผลึกแก้วชิ้นหนึ่งลอยอยู่ ด้วยความสงสัยของเด็กชายจึงอดไม่ได้ที่ยื่นนิ้วชี้ออกไปแตะยังผลึกแก้วเบาๆ ทว่า...
เพล้ง!
พริบตานั้นผลึกแก้วได้แตกกระจายออกเป็เศษเสี้ยวนับล้านลอยเคว้งอยู่ในอากาศ! ดวงตาของมู่อี้เบิกกว้างจ้องมองอย่างตกตะลึงก่อนที่จะสังเกตเห็นว่าภายในเศษเสี้ยวเ่าั้ปรากฏเป็ภาพมากมายนับไม่ถ้วนฉายขึ้นมา! หนึ่งเศษเสี้ยวของผลึกแก้วที่แตกกระจายออกนั้นมีหนึ่งเหตุการณ์ของใครบางคนที่กำลังฉายวนเวียนไปไม่รู้จบ!
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!
โดยไม่ได้ตั้งตัวเศษเสี้ยวผลึกแก้วนับล้านได้พุ่งเข้าหาหน้าผากของมู่อี้อย่างรวดเร็ว! ดวงตาของเด็กชายเรื่อนลอยกรีดร้องออกมาอย่างทรมาร ขณะเดียวกันภาพความทรงจำมากมายก็ปรากฏขึ้นทับซ้อนในหัวของเขานับมิถ้วน!
เสียงกรีดร้องอย่างน่าเวทนาของมู่อี้นั้นปลุกสติของผู้คนให้มองดูอย่างประหลาดใจ อย่างไรก็ตามก่อนที่ผู้ใดจะเคลื่อนไหวท้องฟ้าเหนือเมืองศิลาเหลืองก็เกิดพายุเมฆปกคลุมขึ้นมาอย่างฉับพลัน! เสียงร้องคำรามของอสนีบาตข่มขวัญให้ปุถุชนต้องหวาดกลัว!
“ทัณฑ์์ปรากฏขึ้นมาได้อย่างไร? เกิดอะไรขึ้นกับมู่อี้กันแน่?”
มู่หรงเหอเป็คนเดียวที่มีสติอยู่ในเวลานี้และพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง โชคดีที่หลังจากตรวจสอบแล้วพบว่ามู่อี้ยังคงปลอดภัยดีจึงได้ถอนหายใจออกมา รอจนกระทั่งเสียงกรีดร้องของมู่อี้เงียบลงมู่หรงเหอจึงเลื่อนสายตามองขึ้นไปยังท้องฟ้า้าที่เวลานี้ภายในหมู่เมฆสีดำกำลังเปล่งแสงเจิดจ้าออกมาเตรียมพร้อมที่จะลงทัณฑ์ผู้ฝ่าฝืนกฏ์!
“เฮอะ! ไสหัวไปให้กับข้า!”
ก๊าชช!
ราวกับโลกพลังทลายพริบตานั้นผู้คนรู้สึกเหมือนกำลังถูกบดขยี้ด้วยพลังอันมหาศาล! เสียงกรีดร้องของอสรพิษสายฟ้าดังรอดออกมาได้ไม่นานกลุ่มเมฆมืดครึ้มสุดท้ายก็กระจายหายไป! การลงมือของมู่หรงเหอครั้งนี้ไม่มีผู้ใดร่วงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนอกจากคนเพียงผู้เดียวที่บัดนี้กำลังลอยตัวอยู่ห่างออกไปทางคฤหาสน์ของเ้าเมืองศิลาเหลือง! คนผู้นี้คือชายวัยกลางคนในชุดคลุมยาวสีขาวมาจากสำนักขั้นหนึ่งที่ปกครองเทือกเขาแห่งนี้! ร่างกายของเขากำลังสั่นสะท้านอย่างหวาดกลัวใบหน้าซีดขาวเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่พึ่งจะผ่านพ้นไป!
“เพียงกลิ่นอายก็สามารถขับไล่ทัณฑ์์ไปได้เชียวหรือ? ในเมืองเล็กๆ เช่นนี้...ผู้สูงส่งคนใดกันที่ซ่อนตัวอยู่?”
เหตุการณ์ปั่นป่วนค่อยๆ จบลงร่างของมู่อี้ก็ค่อยๆ ลอยลงมาสู่พื้น กลิ่นอายของเขาในเวลานี้ได้แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง! เปลือกตาที่ปิดสนิทนั้นค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างช้าๆ เผยให้เห็นดวงตาอันสุขุมเ็าอย่างถึงที่สุด!
“เช่นนั้นที่นี่ก็คือโลกใบใหญ่...?”
ปากของมู่อี้ขยับเล็กน้อยเปล่งเสียงอันแ่เบาออกมาก่อนที่ร่างของเขาจะสิ้นสติล้มลงไปกับพื้น อย่างไรก็ตามไม่รู้ว่า์จงใจหรือเพราะเหตุบังเอิญ ตรงหน้าของมู่ที่ก่อนที่จะล้มพับลงไปนั้นก็คือซูเฉิง! ดวงตาของซูเฉิงในเวลานี้กำลังเบิกกว้างเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเพราะสบสายตากับมู่อี้! ร่างกายของเขาสั่นไม่หยุดขณะที่ขาสองข้างไร้เรี่ยวแรงสุดท้ายก็ล้มหงายหมดสติตามมู่อี้ไป!