บทที่ 10
“ในวันที่อากาศสดใส คุณจะมองเห็นยอดเขาเม้าท์แมคคินเลย์ซึ่งเป็ยอดเขาคู่อยู่ห่างขึ้นไปทางเหนือประมาณ 150 ไมล์”โคดี้บอก “เป็ยอดเขาที่สูงที่สุดของแผ่นดินในทวีปนี้และมีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,000 กว่าฟุตซึ่งน่าจะเรียกว่าสูงที่สุดในโลกก็ยังได้แต่ก็ยังมีเทือกเขาหิมาลัยที่มียอดเขาเอเวอเรสท์ที่อ้างกันว่าสูงกว่านี้อีกนะ”
หาเสียงรื่นรมย์ของเขาทำให้แชนนอนอดที่จะหันไปมองบุรุษที่นั่งอยู่เคียงข้างเสียไม่ได้แววในดวงตาของเขาพร่างพราวอยู่เป็นิจ สะท้อนประกายสดใสอยู่ในดวงตาสีฟ้าคู่นั้นใบหน้าประดับอยู่ด้วยรอยยิ้มมันแทบจะเป็ไปไม่ได้เลยที่จะไม่พลอยรู้สึกสนุกใจไปกับเขาด้วย
“ก็เป็เพียงข้ออ้างเท่านั้นมิใช่หรือคะ?” เธอเลือกใช้คำพูดของเขาเป็คำถาม แววขบขันจุดขึ้นในดวงตาสีน้ำตาล
“หลอกลวงกันน่ะสิ” โคดี้ตอบมุมปากกดลึกลงไป แต่ไม่มีรอยยิ้มเกิดขึ้น
แชนนอนหัวเราะเบาๆ อยู่ในลำคอ
“จะเป็อย่างนั้นได้ยังไงกันคะ?”
“ง่ายมากก็ไอ้ยอดนั้นน่ะมันอยู่เหนือที่ราบสูงซึ่งที่ราบนั้นก็อยู่เหนือระดับน้ำทะเลแค่ 1,480ฟุตเท่านั้น เพราะฉะนั้น ยอดเขามันก็ต้องสูงขึ้นไปกว่าเป็ธรรมดาสำหรับพื้นที่เป็ฐานของเทือกเขาแมคคินเลย์นี่มีความสูงตั้ง 3,000 ฟุตเข้าไปแล้ว แถมูเายังสูงขึ้นไปอีก 1,700ฟุต เพราะฉะนั้นที่ถูกต้องก็คืออลาสก้านี่แหละที่มีูเาสูงที่สุดในโลก” โคดี้สรุป
“หวังว่าคุณคงไม่คุยโตหรอกนะคะ” แชนนอนพูดล้อๆ ดวงตาเป็ประกาย
“คุณเท็กซัสครับ เราไม่เคยคุยโม้โอ้อวดเลย” โคดี้ว่า ริมฝีปากเหยียดออกเป็รอยยิ้ม ซึ่งทั้งอบอุ่นและเร้าใจนัก
แชนนอนละสายตาจากใบหน้าของคู่สนทนาอย่างยากลำบากซึ่งเป็ขณะเดียวกันกับที่พนักงานเสิร์ฟสาวเดินเข้ามาที่โต๊ะ
“จะดื่มอะไรก่อนรับประทานอาหารค่ำไหมคะ?”
“ฉันไม่เอาหรอกค่ะ ขอบใจ” แชนนอนปฏิเสธเปิดเมนูอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าออกอ่าน
โคดี้กับบิดาของเขาก็มิได้สั่งเครื่องดื่มเช่นกันพนักงานเสิร์ฟสาวจึงเดินออกจากโต๊ะเพื่อเปิดโอกาสให้แขกได้เลือกรายการอาหารตามความพอใจก่อนที่จะย้อนกลับมาเพื่อรับคำสั่ง และตามคำแนะนำของโคดี้, แชนนอนจึงเลือกปลาแซลมอนรมควัน โดยสั่งซุปข้นเป็อาหารจานแรกส่วนสองพ่อลูกนั้นสั่งสเต๊กกับผักสลัดขณะที่ส่งเมนูกลับไปให้พนักงานเสิร์ฟนั้นแชนนอนสังเกตเห็นว่าโคดี้พาดแขนอยู่กับพนักเก้าอี้ของเธอแม้ว่าจะมิได้มีการแตะเนื้อต้องตัวกัน แต่แววในดวงตาของ มิสเตอร์ สตีลก็บอกความไม่พึงพอใจนัก
“แหวนหมั้นของคุณสวยมากนี่ คุณเฮย์” บิดาของโคดี้เอื้อมมาจับมือซ้ายของเธอขึ้นทำทีเป็พินิจพิจารณาแหวนวงนั้นอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็ตวัดสายตาคมปลาบไปยังลูกชาย ซึ่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์อยู่ “แกว่าไง โคดี้?” มิสเตอร์ สตีล ถามลูกชายอย่างจงใจ
“จริงครับพ่อ และถ้าจะพูดกันตามจริงแล้วผมก็สังเกตเห็นอยู่เหมือนกัน” เขาพยักหน้ารับคล้ายจะไม่เต็มใจนัก
“ครับผม แหวนวงนี้สายมากทีเดียว” พ่อของเขาย้ำก่อนที่จะปล่อยมือแชนนอนลง
แชนนอนนั้นออกจะรู้สึกขบขันจริงๆ กับท่าทีของมิสเตอร์ สตีลซึ่งตั้งอกตั้งใจจะชี้ให้โคดี้เห็นและยอมรับให้ได้ว่าเธอมิใช่เป็คนตัวเปล่าเล่าเปลือย
“ขอบคุณมากค่ะ มิสเตอร์ สตีล” เธอตอบรับเอาคำพูดของเขาเป็อภินันทนาการเสียเอง
“เรียกฉันว่าโนอาห์ อย่างที่ใคร ๆ เขาเรียกกันก็ได้”มิสเตอร์ สตีลว่า “แล้วนี่คุณกำหนดจะแต่งงานเมื่อไหร่กันล่ะ?”
“วันเสาร์นี้แล้วค่ะ ตามที่เราวางแผนกันไว้แต่แรก”แชนนอนตอบคำถามนั้นอย่างรวดเร็วแววแห่งความวิตกกังวลในความปลอดภัยของริคกลับมาปรากฏอยู่ในดวงตาอีกครั้งเมื่อเธอหันไปมองโคดี้ “แล้ววันนี้เค้าเงื่อนเกี่ยวกับริคที่คุณว่าเป็อย่างไรบ้างล่ะคะ?”
โคดี้วางมือที่กำลังไล้ริมฝีปากอยู่ลดแขนที่โอบรอบพนักเก้าอี้เธอวางบนโต๊ะ หยิบช้อนขึ้นมาถือไว้อย่างไม่รู้ตัว
“ผมก็ลองสอบถามไปตามที่ต่าง ๆ แต่ไม่มีใครพบเขาน่ะ”
“ก็ที่ไหนบ้างล่ะคะ?”
“คือเขาไม่ได้เป็ทั้งคนเจ็บในโรงพยาบาลหรือผู้ต้องหาตามโรงพักนะ” คำตอบที่ไร้อารมณ์ของโคดี้ทำให้แชนนอนแข็งขืนไปเมื่อนึกถึงความเป็ไปได้ในเื่ที่เธอมิได้คาดคิดมาก่อนเขาปรายตามองเธอแวบหนึ่งก่อนที่จะอธิบายต่อ “ที่ผมพูดเช่นนั้นเพราะคนเรามันมีโอกาสที่จะเจ็บไข้ได้ป่วยลงหรือเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมาก็ได้แต่พอตรวจสอบดูแล้วก็ไม่เห็นว่ามีใครชื่อนี้เลยสักคน, หรือเอาเป็ว่าชื่อที่คล้ายกันก็ยังไม่มีในรายงานของหมอตลอด3 อาทิตย์ ที่ผ่านมาด้วยซ้ำทางด้านตำรวจก็ไม่มีรายงานเื่นี้เหมือนกัน”
“ฉันก็ควรจะโล่งใจอยู่หรอกค่ะที่ได้รู้ว่าไม่ได้เจ็บไข้หรือได้รับาเ็อะไรลงไป” แชนนอนถอนหายใจหนักๆ “แต่ยิ่งฟังไปแล้วก็ดูจะยิ่งสับสนขึ้นทุกทีคนเรามันจะหายตัวไปได้ง่าย ๆอย่างไรกันคะ...หายสาบสูญไปโดยไม่มีร่องรอยอะไรเลยด้วย”
“แต่อย่างน้อยคุณก็พอจะคลายใจลงไปได้บ้างละที่ได้รู้ว่าเขาปลอดภัย ไม่ได้มีอันตรายอะไร” โนอาห์สตีลยังยืนยันความคิดเห็นว่าเธอควรจะสบายใจได้เมื่อรู้เช่นนี้
“อย่าเข้าใจผิดสิคะฉันเองก็ดีใจอยู่ที่ริคไม่ได้เป็อันตรายอะไร ที่กำลังคิดอยู่เวลานี้ก็คือว่าถึงอย่างไรฉันก็ยังมิได้เข้าไปใกล้จุดที่้าเลย ยังยืนอยู่กับพี่เหมือนตอนแรกนั่นเอง”แชนนอนพูดเสียงหนัก ๆ ด้วยความสับสนในอารมณ์ที่ทับทวีขึ้น
“ที่จริง คุณก็ยังไม่ได้ใช้เวลาตามหาเขามากมายอะไรนี่นะ”โคดี้เหมือนจะเตือนเธอให้สงบใจลง “คุณเองก็เพิ่งมาถึงแอนโชเรจเมื่อตอนบ่ายวันนี้เอง”
“ก็รู้สึกว่านานเกินรอแล้วละค่ะ” น้ำเสียงของแชนนอนออกจะแห้งแล้ง
“คุณคงจะเพลียมาก เพราะต้องเดินทางมาตลอดทั้งวัน”โนอาห์ สตีล พูดอย่างเห็นใจ “ผมว่าคุณควรจะได้พักผ่อนหลับนอนเสียให้สบายในคืนนี้ยังจะดีกว่า อย่าให้โคดี้มันอยู่ชวนคุยเป็ชั่วโมง ๆเลยจะดีกว่าพอรับประทานอาหารค่ำมื้อนี้เสร็จ ผมว่าคุณควรจะตรงเข้านอนเสียเถอะ”
“พ่อ...ผมน่ะยังไม่ได้คิดเลยนะว่าจะชวนคุณเฮย์คุยกันตลอดคืนนี้น่ะ” แม้ว่าโคดี้จะแสดงความรำคาญใจในความเ้ากี้เ้าการของพ่อแต่น้ำเสียงของเขาก็ยังมีวี่แววแห่งความเกรงใจและเคารพเชื่อฟังผู้เป็บิดาอย่างที่แชนนอนเองก็สังเกตเห็นอยู่
“ก็หวังว่าจะเป็อย่างนั้นละ” พ่อของเขาโต้กลับมาให้“และตัวแกเองก็ควรจะเข้านอนบ้างเหมือนกัน” และแล้ว มิสเตอร์ สตีลก็หันมาอธิบายให้แชนนอนฟังว่า “โคดี้เพิ่งจะกลับมาเมื่อตอนบ่ายวันนี้ เหมือนกันไปส่งสินค้าที่ดัทช์ฮาเบอร์ในอลูเตียนส์ ซึ่งเป็งานที่หนักมากแต่มันก็เป็หน้าที่ของเขา เพราะฉะนั้นโคดี้มันจะต้องปลุกประสาทั้แ่หัวถึงเท้าให้ตื่นตัวอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งหมายถึงว่าจะต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ในทุกครั้งที่มีโอกาส”
เธอนึกถึงภาพของโคดี้ในสำนักงานท่าทางของเขาเหนื่อยอ่อนอิดโรยอยู่มาก แม้ว่าเมื่อมาถึงตอนนี้แล้วจะจับความรู้สึกนั้นแทบไม่ได้เลยก็ตามมันเป็เื่ความยืดหยุ่นและสร้างเสริมสมรรถภาพในพละกำลังโดยแท้ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาแต่ความจำเป็ในการที่จะต้องรับผิดชอบในความเป็อยู่ของคนอื่นๆ ด้วย อย่างเช่นที่เธอกำลังฟังเขาอยู่ในขณะนี้
“ไอ้ความห่วงใยของพ่อน่ะ ผมขอบคุณจริง ๆ ครับ” โคดี้พูดด้วยน้ำเสียงที่แห้งแล้งเต็มทีหยุดไปเป็ครู่เมื่อพนักงานเสิร์ฟนำอาหารจานแรกเข้ามาตั้งปรายตามองดูแชนนอนแวบหนึ่ง “มันก็น่าแปลกเหมือนกันนะที่การได้กินได้นอนนี่มันช่วยเพิ่มพูนพละกำลังให้กับคนเราได้สถานการณ์มันดูไม่หม่นมัวอย่างตอนเช้าแล้วนี่”
“ค่ะ มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” แชนนอนพูดอย่างใช้ความคิดคนซุปในถ้วยตรงหน้าเบา ๆ “แต่ฉันมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งนะคะว่าริคจะต้องมีงานทำแน่ไม่อย่างนั้นเขาจะเอาเงินที่ไหนซื้อตั๋วเครื่องบินส่งไปให้ฉันล่ะคะฉันตั้งใจไว้แล้วว่า พรุ่งนี้จะต้องลองโทรศัพท์ไปตามสายการบินต่างๆจนกว่าจะพบบริษัทที่เขาทำงานอยู่ด้วยนั่นแหละค่ะ” รอยย่น ๆฉาบอยู่บนหน้าผากของแชนนอน “แต่ที่มันน่าสงสัยก็คือทำไมริคถึงได้หางานลำบากยากเย็นนักล่ะคะ ทั้ง ๆที่เขาเองก็มีความสามารถในการบินสูงคนหนึ่ง”
“อาจจะไม่มีประสบการณ์ก็ได้” โคดี้ตอบและพ่อของเขาก็เสริมด้วยว่า
“คือ สภาวะของที่นี่มันไม่เหมือนกับสถานที่อื่นๆที่เขาเคยชินมาก่อน ทั้งแอนโชเรจ, แฟร์แบงค์, เชอนูทุกเมืองมีสนามบินที่พร้อมพรั่งด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยสำหรับการบินทั้งนั้นดีที่สุดเท่าที่คุณจะหาได้จากเมืองเล็ก ๆ อย่างนี้ แต่ทันทีที่คุณบินผ่านเข้าไปในป่าหรือเทือกเขาเครื่องที่ใช้สังเกตของคุณจะกลายเป็แนวสันทรายที่ทอดตัวไปตามริมฝั่งแม่น้ำไม่มีเรดาร์,หรือเครื่องที่ใช้วัดระยะทิศทาง, เข็มทิศอะไรมาช่วยคุณได้ทั้งสิ้นและเมื่อคุณอยู่สูงขึ้นไปในอากาศอย่างนี้ มันก็เป็การยากที่จะบอกได้ว่าแม่น้ำสายหนึ่งหรือูเาลูกหนึ่งแตกต่างกว่าสายอื่นๆ หรือลูกอื่น ๆ ที่ตรงไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูใบไม้ผลิเมื่อตอนที่ลำธารเกิดละลายลงกลายเป็แม่น้ำด้วยแล้ว ผมเองเคยเป็นักบินมาแล้วกว่า 30ปี ก็ยังเคยหลงทางเลยและถ้าคุณลองได้พลาดเข้าหนหนึ่งในเมืองอย่างนี้ ก็รู้สึกจะเป็การยากที่จะมีโอกาสทำผิดพลาดได้อีกมันไม่มีสถานที่สำหรับพวกชีซาโก้จริง ๆ”
“ฉันพอจะเข้าใจแล้วละค่ะ” แชนนอนพูดตามความรู้สึกที่เป็จริงบัดนี้ เธอเข้าใจได้อย่างกระจ่างชัดแล้วว่ามันน่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับริค, มันเป็การเผชิญหน้ากับอันตรายโดยแท้ แต่มันเป็งานเสี่ยงที่ท้าทายอยู่มากสำหรับนักเผชิญโชคอย่างเขาเธอหันไปมองโคดี้คล้ายจะประเมินในคุณค่าของเขาข้อความในจดหมายของริคยกย่องในความสามารถของผู้ชายคนนี้อยู่มากเื้ัรอยยิ้มที่รื่นรมย์ดวงตาที่บอกความจริงใจนั้นมีแววฉลาดเฉลียวและรู้จักประเมินคุณค่าของคนอยู่สามารถที่จะให้โอกาสและชั่งน้ำหนักขณะเดียวกันก็สามารถตัดสินใจได้ในชั่วเวลาเพียงวินาทีเดียว,ถ้าเมื่อไรเขายอมรับในโอกาสนั้นย่อมหมายถึงว่ามันจะต้องผ่านการตรึกตรองมาแล้วอย่างรอบคอบ