๘
ห้องสมุด พิลึกกึกกือ
ข้าพเ้ามักฝันว่ากลับไปเรียนที่โรงเรียนสมัยมัธยมต้นบ่อยๆ กลางเดือนมีนาคม ๒๕๖๗ วันที่เท่าไรมิทราบ ข้าพเ้าฝันว่าข้าพเ้ากลับไปศึกษาเล่าเรียนที่นี่อีกครั้ง ในคราบของเด็กมัธยมปลาย
ในโลกแห่งความเป็จริง ข้าพเ้ามิเคยศึกษาระดับชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนแห่งนี้ แต่ความฝันบันดาลให้ข้าพเ้าต้องเรียนมัธยมปลายที่นี่จนได้
ข้าพเ้าเคยกล่าวเล็กน้อยแล้วในเื่ “บนซี้ซั้ว” ว่าข้าพเ้าไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนสถานศึกษาแห่งนี้ ทำให้ข้าพเ้าเมื่อจบ ม.๓ แล้วต้องไปศึกษาเล่าเรียน ณ โรงเรียนอื่น หากแต่ความฝันบันดาลให้ข้าพเ้าเป็คนมีความสามารถ ข้าพเ้าจึงศึกษาเล่าเรียนที่นี่ได้
มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ข้าพเ้าชอบไปประจำ นั้นคือ “หอสมุด” ของโรงเรียน มันเป็ห้องสมุด ๒ ชั้นตั้งตระหง่านบนสระน้ำขนาดใหญ่ สระอันเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ จนใครๆ หลายคนต่างตั้งสมญานามของสระนี้ว่า “สระชาเขียว”
ห้องสมุดแห่งนี้ขึ้นชื่อเื่รองเท้า “หาย” เพราะนักเรียนที่มาใช้บริการที่นี่ต้องถอดรองเท้าไว้ที่ชั้นวางรองเท้าหน้าประตูทางเข้า ข้าพเ้ายอมรับด้วยความสัตย์จริงว่า รองเท้าของข้าพเ้าก็เคยหายเช่นเดียวกัน
ห้องสมุดในความฝันจักดูพิลึกพิลั่นกว่าห้องสมุดในความจริง มันมีพื้นที่กว้างขวางเกินกว่าจักเป็ห้องสมุด ๒ ชั้น มันมีรูปลักษณ์คล้ายเขาวงกต มีทางคดเคี้ยวไปมาชนิดที่ว่าผู้ใดที่ย่างกรายเป็ครั้งแรก อาจหลงทางจนหาทางออกมิได้ อย่างไรก็ตามที่นี่มีโซนอ่านหนังสือหลายๆ โซน มีห้องประชุมเล็กให้เด็กนักเรียนทำกิจกรรมกัน ทั้งยังมีห้องชมภาพยนตร์อีกด้วย
แม้ว่าห้องสมุดจักเป็สัญลักษณ์แห่งการแสวงหาความรู้ ถ้าว่ากระบี่มีสองคมฉันใด ห้องสมุดก็มีข้อดีแลข้อเสียฉันนั้น เพราะสถานที่แห่งนี้นอกจากจักมีหนังสือเพื่อประดับปัญญาความรู้แล้วไซร้ ก็ยังเป็แหล่งมั่วสุมสำหรับนักเรียนของสถานศึกษาดังกล่าวอีกด้วย
...
ข้าพเ้าผู้หลงเข้าไปในโลกแห่งความฝันเดินสำรวจห้องสมุดสองชั้นด้วยความกระหายใคร่รู้ใคร่เห็น โซนแรกที่ข้าพเ้าเดินเข้าไปเป็ห้องมืดๆ ซึ่งมีแสงสว่างเข้ามาเพียงเสี้ยว ห้องแห่งนี้มีชั้นหนังสือสามสี่ชั้นอันใหญ่พอสมควร แต่ละชั้นสูงประมาณ ๓ เมตร กอปรด้วยหนังสือเก่าบุโรทั่งที่อุดมไปด้วยฝุ่นเกาะจนเขลอะ หนังสือเหล่านี้ซีดเหลือง บางเล่มชำรุดผุพัง พิศดูแล้วเหมือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์-โบราณคดี มากกว่าหนังอ่านนอกเวลาจริงเจียว
ข้าพเ้ามิได้โดดเดี่ยวเปลี่ยวเอกา หากแต่มีนักเรียนม.ปลายรุ่นไล่เลี่ยข้าพเ้า สามสี่คน กำลังควานหาหนังสือบางอย่าง ชะรอยว่าคงเอาไปทำการบ้านวิชาประวัติศาสตร์กระมัง หลังจากนั้นข้าพเ้าได้เดินผ่านคนกลุ่มนั้นไป ยังโซนหนังสือเก่าอีกห้องหนึ่งที่อึมครึมน้อยกว่า
...
โซนหนังสือที่๒ ที่ข้าพเ้าเข้าไป มีแสงสว่างมากกว่าในโซนแรก เพราะเป็พื้นที่ๆ แสงอาทิตย์สาดส่องอย่างทั่วถึง เกลือกว่าข้าพเ้าเดินไปใน่เช้า โซนนี้จักอยู่ในทิศตะวันออก ถ้าว่าข้าพเ้าเข้าไปใน่บ่าย โซนนี้จักอยู่ในทิศตะวันตก
แสงสว่างส่องจ้ายังผลให้ห้องนี้ปราศจากความเย็น มีชั่วความร้อน๓๕ องศาเซลเซียสประเดประดังมายังข้าพเ้า หากจักมองหาเครื่องปรับอากาศ ต้องขอเรียนว่าหาไม่สักเครื่อง พัดลมเพียงเครื่องเดียวก็มิเห็น มันดูเป็ห้องเก็บของเสียมากกว่าห้องสมุดเสียอีก
มีหนังสือกองพะเนินเทินทึกอยู่ในห้องมากมายอย่างไร้ระบบระเบียบ ไม่ได้มีการจัดหนังสือตามแบบดิวอี้ อย่างไรก็ตามบนหนังสือชั้นเล็กๆ ที่สูงเทียมเข่านั้น ตรงชั้นบนสุดมีลูกโลกวางอยู่ อนุมานได้ว่าคงเป็โซนหนังสือภูมิศาสตร์ ข้าพเ้าเข้าไปดูหนังสือเ่าั้ มันเป็หนังสือเก่าเสียส่วนใหญ่ หลายเล่มปกต้นฉบับชำรุดเสียสิ้นแล้ว จึงมีการเย็บเล่มทำปกใหม่ด้วยปกสีแดงเืหมู สีม่วงมังคุด หรือสีเขียวหัวเป็ด แลเขียนชื่อหนังสือ ณ หน้าปกกับสันปกด้วยปากกาน้ำมันสีขาว ข้าพเ้าเอื้อมมือไปหยิบหนังสือปกสีเขียวหัวเป็ดเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน เป็หนังสือชื่อแซ่อะไรข้าพเ้ามิทราบเนื่องด้วยฝันอันเลือนรางไม่ชัดเจน
ดังที่ข้าพเ้ากล่าวแล้วว่าหนังสือเหล่านี้เรียงไม่เป็ระบบดิวอี้ ยังความสงสัยแก่ข้าพเ้าว่า “บรรณารักษ์” “นักเรียนชุมนุมห้องสมุด” แล “แม่บ้านภารโรง” อันตรธานไปแห่งใด เพราะในสถานการณ์ปกติวิสัยนั้น ห้องสมุดแห่งนี้จักมีบรรณารักษ์ ๓ คน แม่บ้านภารโรง ๑ คน แลนักเรียนชุมนุมห้องสมุดอีกจำนวนเต็มบวกจำนวนหนึ่ง ทั้งสามตำแหน่งคอยรับผิดชอบการจัดหนังสือแห่งนี้ ซึ่งตัวข้าพเ้าเองนั้นก็เคยเป็นักเรียนชุมนุมห้องสมุดมาก่อนตอนเรียนชั้น ม.๓ แต่ม.ปลายในความฝันนั้นข้าพเ้าเรียนชุมนุมอะไรข้าพเ้าไม่อาจจักหยั่งรู้ได้
ความจริง บุคคลที่รับผิดชอบการจัดหนังสือเหล่านี่ ข้าพเ้าก็พอรู้จักมักจี่อยู่บ้าง ที่นี่เราจักเรียกบรรณารักษ์ว่าครูหรืออาจารย์ โดยบรรณารักษ์สามคนประกอบด้วย อ.สาคร, อ.สุเบญจางค์ แลอ.พวงผกา ส่วนนักการภารโรงคือป้าภักดิ์ ส่วนสมาชิกในชุมนุมห้องสมุด ข้าพเ้าจำหน้าได้หลายคน แต่จำชื่อได้เพียง ๒ คนเท่านั้น คือพี่ปัง แลพี่วสันต์ นักเรียนรุ่นพี่ที่แก่กว่าข้าพเ้า ๒ ปี
...
ข้าพเ้าเดินออกจากโซนหนังสือภูมิศาสตร์ ไปยังโซนห้องโถงใหญ่ ซึ่งแบ่งยิบย่อยเป็โซนอ่านหนังสือ โดยจักมีชั้นวางหนังสือสูงเทียมเอว เรียงรายอยู่หลายๆ ชั้นอย่างระบบระเบียบเรียบร้อยเป็ซอกซอย ภายในห้องที่ผนังแลเพดานทาด้วยสีขาวสว่างไสวด้วยหลอดไฟ ฟลูออเรสเซนต์สีขาวจ้าหลายดวง เย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศชนิดตั้งแขวนเรียงรายนับสิบๆ เครื่อง โซนย่อยต่อมาเป็ห้องประชุมเล็กสิบห้องอันเป็ห้องที่นักเรียนจักมาทำกิจกรรมกลุ่มกัน แลโซนสุดท้ายที่เป็ห้องรับชมภาพยนตร์ห้าห้อง ซึ่งจักมีวีซีดี-ดีวีดีให้นักเรียนรับชมคนเดียวหรือเป็กลุ่มสามสี่คน
ด้วยความที่โซนนี้เป็พื้นที่กว้างขวาง แลมีมุมอับตามากมาย จึงมักเป็แหล่งมั่วสุมของนักเรียนในสถานศึกษาแห่งนี้ แลเมื่อข้าพเ้าเดินสำรวจพื้นที่ ข้าพเ้าได้พิศดูอย่างตรึกตรองจนเห็นความมั่วสุมมันมีน้ำหนักมากกว่าความสร้างสรรค์ ข้าพเ้าได้เดินผ่านห้องประชุมห้อง๑ แลเห็นคู่เลสเบี้ยนนักเรียนหญิงกำลังพลอดรักกันอย่างดูดดื่ม ฝ่าย๑เป็ทอมบอยตัดผมสั้นในคราบชุดนักเรียนมัธยมปลายเสื้อสีขาวกระโปรงยาวสีดำ ถุงเท้าขาว กับสาวเ้าอีกฝ่ายที่ไว้ผมยาวด้วยยางวงสีดำ เสื้อผ้าเหมือนกัน ข้าพเ้าเดินผ่านห้องดังกล่าวไปห้องประชุมถัดไป ก็เห็นกลุ่มนักเรียนชายกลุ่มหนึ่งสวมเสื้อนักเรียนสีขาว กางเกงสีกากี ตัดผมสั้นเกรียน กางเกงนั้นคาดด้วยเข็มขัดลูกเสือสีน้ำตาลแต่หัวเข็มขัดสีทอง สวมถุงเท้าสีน้ำตาล โดยกลุ่มนักเรียนชายเหล่านี้ กำลังแข่งกันสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง โดยใคร “เสร็จหลัง” จะเป็ฝ่ายชนะ
ข้าพเ้าเดินผ่านห้องนี้ไปแล้วพบกับห้องประชุมอีกห้องหนึ่ง เจอกลุ่มเด็กผู้ชายที่แต่งกายคล้ายกับกลุ่มเด็กผู้ชายห้องก่อนหน้า เพียงแต่ดูโตกว่า ลางคนตัดผมรองทรง ลางคนตัดผมสั้นเกรียน อนุมานได้ว่าอ้ายเด็กที่ตัดผมสั้นเกรียนนี้คงเรียนวิชารักษาดินแดนเป็แน่ มิผิดดอก กลุ่มเด็กเหล่านี้คือกลุ่มเด็กชายมัธยมปลาย แลเมื่อสังเกตที่เข็มขัดของพวกเขา เป็เข็มขัดสีน้ำตาล หัวเข็มขัดมีลักษณะเป็สี่เหลี่ยมสีทอง มิใช่เป็เข็มขัดลูกเสือแต่อย่างใด เนื่องมาจากเด็กม.ปลายไม่มีการเรียนวิชาลูกเสืออีกต่อไป แลสิ่งที่ข้าพเ้าเห็นด้วยลูกตานั้นคือ การที่พวกเขาริอ่านสูบกัญชา
เมื่อข้าพเ้าเดินไปอีกห้องก็พบกลุ่มเด็กม.ปลายริอ่านสูบบุหรี่อีกเช่นกัน ข้าพเ้าจึงรีบเดินไวๆ เพื่อให้ผ่านพ้นโซนห้องประชุมโดยไม่ทันสังเกตห้องที่เหลือ แลเท้าของข้าพเ้ามาหยุดท่ามกลางโซนของห้องรับชมภาพยนตร์ สิ่งที่ข้าพเ้าเห็นผ่านดวงเนตรสองข้างก็คือเด็กหนุ่มสาวมัธยมปลายกำลังชมภาพยนตร์ที่ฝ่ายชายนำแผ่นวีซีดีจากที่บ้านมาเปิด ณ สถานที่แห่งนี้ แลทั้งคู่กำลังกอดจูบลูบคลำเล้าโลมกันอย่างดูดดื่ม อะไรจักเกิดขึ้นต่อไปนั้น ข้าพเ้าคงมิต้องสาธยายให้มากความ
ห้องชมภาพยนตร์ห้องถัดไปมีเหล่านักเรียนมัธยมต้นผู้หญิงในชุดกระโปรงบานสีดำ เสื่อคอซอง ติดโบว์สีน้ำเงินกลางอก กับนักเรียนมัธยมต้นที่เป็เกย์-กะเทยรวมกันเป็จำนวนเต็มบอกจำนวนหนึ่งซึ่งมีค่าน้อยกว่า ๑๐ พวกเขาเหล่านี้มีดนตรีในหัวใจ กระสันอยากเป็นักร้อง ฉันนั้นพวกเขาจึงแหกปากร้องคาราโอเกะกันอย่างสนุกสนานชนิดที่ว่าได้ยินกันไปทั้งโซน ข้าพเ้าเลยรีบเดินออกไปจากโซนแห่งนี้ด้วยอาการปวดหูสุดขีด
เมื่อเดินมาถึงโซนที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงเทียมเอวเรียงรายเป็ตรอกซอกซอยดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ข้าพเ้าก็พบว่ามักมีเด็กมานั่งเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือชนิดปุ่มกด เนื่องจากเหตุการณ์ในเื่นี้ เกิดขึ้นราวปี พ.ศ ๒๕๕๕ สมาร์ตโฟนยังไม่เป็ที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย
นอกจากมีเด็กมาเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือแล้ว บางซอยก็มีคนเอาขนมนมเนยมาดื่มกัน ที่เป็ที่นิยมก็นมพาสเจอไรส์ยี่ห้อหนึ่ง กับขนมประเภท กล้วยฉาบ มันทอด เมื่อทานเสร็จแล้วก็ทิ้งขยะไว้ตรงนั้นแล
บางซอยก็มีหนุ่มสาวมาพลอดรักกัน คงกระอักกระอ่วนยิ่งนักสำหรับใครที่้าหาหนังสือบริเวณนี้
อันที่จริง คนที่มาห้องสมุดเพื่อมาทำงานกลุ่มส่งอาจารย์ก็มีอยู่บ้าง รับชมภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาสร้างสรรค์ก็มีมิใช่น้อย เพียงแต่ว่าห้องสมุดแห่งนี้เด่นเื่การ “มั่วสุม” เสียเป็ส่วนใหญ่ เปรียบประหนึ่งข่าวสารบ้านเมืองที่มักจักเน้นเนื้อหา “ทางลบ” มากกว่าทางบวก
ก่อนที่ข้าพเ้าจักตื่นจากภวังค์ ข้าพเ้าได้เดินไปเห็นหนังสือโป๊เล่มหนึ่งวางอยู่ตรงชั้นวางหนังสือซอยแห่งหนึ่ง ข้าพเ้าพินิจดูภาพเปลือยของนางแบบสาวที่ไม่ปกปิดของสงวนเลยแม้แต่น้อย จึงทำให้ข้าพเ้าปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จักควักเอา “ของสงวน” ของข้าพเ้าออกมา "สูดอากาศ” เสียบ้างในตอนนี้
ธรรมชาติของบุรุษเพศส่วนใหญ่นั้นเมื่อเจอ “สิ่งเร้า” ที่ “กระตุ้น” ทางเพศ จึงต้องหาทาง “ปลดปล่อย” มัน ถ้าไม่มีใครมาช่วยสงเคราะห์ปลดปล่อยให้ เห็นทีจำต้อง “สำเร็จความใคร่” ด้วยตนเอง แลแน่เทียวว่าคนแบบข้าพเ้าเลือกทำประการหลัง ทว่าข้าพเ้ายังทำไม่ทันเสร็จ กลับมีสตรีวัยทองผู้หนึ่ง ผมหยักศกสีดำ ผิวคล้ำคมเข้มฉบับสตรีชาวใต้ สวมใส่ชุดข้าราชการสีกากี ร่างสูงโปร่งราว ๑๖๐ เิเ น้ำหนักไม่ถึง ๕๐ กิโลกรัม แกเดินปรี่มาหาข้าพเ้า
อาจารย์พวงผกา ๑ ในบรรดารักษ์ของที่นี่เดินเข้ามาที่ข้าพเ้า เมื่อข้าพเ้าเห็นแกก็ใสุดขีด จึงลุกลี้ลุกลนรีบเก็บของสงวนของตัวเอง ทันใดนั้นอาจารย์พวงผกาก็ด่าทอข้าพเ้าเสียงดังสนั่น มิหนำซ้ำยังเอาฝ่ามือตีเข้าไปที่แขนของข้าพเ้าอย่างเต็มรัก ข้าพเ้าร้อง
“โอ๊ยยยยยยยย”
แลตื่นจากภวังค์ พบกับเช้าวันใหม่ในโลกแห่งความเป็จริง
จ๊ะ เสือไบ
๑๐ พ.ค. ๒๕๖๗