บทที่ 40 อยากเป็นวัวเป็นม้าให้หมอเทวดา
"พิษในตัวลูกชายเจ้าสลายไปแล้ว แต่หลังจากนี้ควรให้หมออาวุโสจัดยาบำรุงร่างกายให้สักหน่อยถึงจะดี"
ฉู่ชิงเฉินเดินเข้าไปกำชับ การล้างท้องอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายของเด็กได้
"ขอบคุณท่านหมอเทวดาที่ช่วยชีวิตลูกชายข้า ข้าหวังอู๋จะตอบแทนท่านอย่างไรดี!"
หวังอู๋อุ้มลูกชายไว้ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง ลูกชายคือแก้วตาดวงใจของเขา หมอเทวดาช่วยชีวิตลูกเขาไว้ ต่อให้ต้องให้เขาไปเป็นวัวเป็นม้ารับใช้เขาก็ยินดี
"หากอยากตอบแทนข้าจริง ๆ ก็จงหมั่นทำความดีเถอะ ถือเป็นการสะสมบุญบารมีให้ตัวเอง อ้อ... ข้าขอเตือนเจ้าไว้สักคำนะ ข้าเห็นหว่างคิ้วของเจ้าบุ๋มลง และมีสีดำจาง ๆ ช่วงนี้เกรงว่าเจ้าจะมีเคราะห์ถึงเลือดตกยางออก ทางที่ดีควรอยู่บ้านดูแลลูกให้มาก อย่าออกไปหาเรื่องใครจะดีที่สุด"
ฉู่ชิงเฉินเตือนด้วยความหวังดี เห็นแก่เสี่ยวเป่าที่ยังเด็กนัก จะสูญเสียญาติเพียงคนเดียวไปไม่ได้
"ท่านผู้กล้า... แม่นางคนนี้เป็นยอดฝีมือ คำทำนายของนางแม่นยำยิ่งนัก ในเมื่อนางบอกว่าท่านจะมีเคราะห์เลือดตกยางออก ย่อมไม่มีทางพลาดแน่ ทางที่ดี ท่านควรออกจากบ้านให้น้อยลง ถ้าวันนั้นข้าเชื่อคำเตือนของแม่นาง ยอมให้คนงานหยุดพักงานสักสองสามวัน เรื่องที่ลูกท่านโดนพิษก็คงไม่เกิดขึ้น โชคดีที่แม่นางมีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ ช่วยชีวิตเด็กไว้ได้ทัน"
เถ้าแก่สนับสนุนอยู่ข้าง ๆ คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความเสียดายที่ไม่ยอมเชื่อคำเตือนของหญิงสาวแต่แรก
หวังอู๋ไม่กล้าดูแคลนหญิงสาวคนนี้อีกต่อไป เขารู้สึกได้ว่าคนตรงหน้ามีรัศมีบางอย่างที่ไม่ธรรมดา
เขาเป็นนักเลงชื่อดังในตำบลซีหยาง มีลูกน้องในมือสิบกว่าคน ล่าสุดเขาเพิ่งรับงานทวงหนี้มา และตั้งใจว่าจะพาลูกน้องไปทวงหนี้ในวันพรุ่งนี้ต่อ
"แม่นาง... พรุ่งนี้ข้ามีงานไปทวงหนี้ และรับเงินค่าจ้างจากนายจ้างมาแล้ว รบกวนแม่นางช่วยคำนวณให้ข้าทีเถิดว่า พรุ่งนี้ข้าจะไปทวงหนี้นี้ก่อน แล้วค่อยกลับมาขังตัวเองอยู่แต่ในบ้านได้หรือไม่?"
"อย่าแม้แต่จะคิดเชียว เคราะห์เลือดตกยางออกของเจ้าจะเกิดขึ้นเพราะการทวงหนี้นั่นแหละ เชื่อข้าเถอะ ยอมควักเงินจ่ายค่าปรับให้นายจ้างไปสองเท่า แล้วพรุ่งนี้ก็อยู่แต่ในบ้านห้ามไปไหนเด็ดขาด ครอบครัวที่เจ้าจะไปทวงหนี้ คงไม่ใช่พวกที่เบี้ยวหนี้ธรรมดา ๆ ถ้าโดนบีบมาก ๆ อาจยอมเอาชีวิตเข้าแลกก็ได้ โบราณว่าไว้ คนดุแพ้คนบ้า คนบ้าแพ้คนไม่กลัวตาย เงินทองเสียไปหาใหม่ได้ แต่ชีวิตถ้าดับไปแล้วก็เรียกคืนไม่ได้ เสี่ยวเป่าจะกลายเป็นเด็กกำพร้าที่ไร้ที่พึ่งพาทันที"
ฉู่ชิงเฉินกลัวหวังอู๋จะไม่เชื่อ จึงอธิบายยาวเหยียดเพิ่มอีกหลายประโยค
"ขอบคุณท่านหมอเทวดาที่ชี้แนะ ข้าจะจำคำของท่านไว้ให้มั่น"
หวังอู๋รู้สึกว่าคำพูดของหมอเทวดามีเหตุผลทุกประการ ขนาดเรื่องที่ลูกหนี้เป็นพวกชอบเบี้ยวหนี้จนเป็นนิสัยนางยังเดาถูก เขาจึงไม่กล้าไม่เชื่อ
งานนี้มันเข็ญยากจริง ๆ ในตำบลซีหยางมีนักเลงไปทวงมาหลายชุดแล้วแต่ก็ล้มเหลวกลับมาหมด นายจ้างจึงยอมทุ่มเงินก้อนโตมาจ้างเขา
แต่ตอนนี้เขาเลือกที่จะยอมเสียเงินค่าปรับสองเท่า ดีกว่าจะฝืนไปรับงานนี้
ทั้งกลุ่มเดินลงมาจากชั้นบน คนงานคนนั้นยังคงคุกเข่าอยู่ที่พื้น เนื่องจากเถ้าแก่สั่งให้เขาคุกเข่าเพื่อขอขมาหวังอู๋
"ท่านผู้กล้า... ในเมื่อเด็กก็ช่วยชีวิตกลับมาได้แล้ว ร้านเต๋อจี้ถังพอจะขอความเมตตาให้ท่านยกโทษให้ได้หรือไม่?" เถ้าแก่ถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะนักเลงคนนี้ดูท่าทางไม่ใช่คนคุยด้วยง่ายนัก
"ฮึ! ไม่ใช่เพราะหมอร้านเจ้าเสียหน่อยที่ช่วยลูกข้าไว้ แต่ในเมื่อข้ารับปากหมอเทวดาว่าจะหมั่นทำความดี ข้าก็จะไม่เอาเรื่องเต๋อจี้ถังไปฟ้องทางการ แต่! คนงานคนนี้พวกเจ้าต้องไล่ออกไปซะ คนสะเพร่าขนาดนี้ จะให้มาจัดยาให้คนอื่นได้ยังไง เดี๋ยวก็ไปทำร้ายคนอื่นเข้าอีก และพวกเจ้าก็ต้องจ่ายค่าทำขวัญมาด้วย ถึงอย่างไรลูกข้าก็เจ็บตัวขนาดนี้แล้ว"
"ท่านผู้กล้าไม่เอาความร้านเราก็นับว่ามีเมตตามากแล้ว เรื่องเงินชดเชยต้องจ่ายแน่นอน ไม่ทราบว่า ท่านต้องการเท่าไหร่หรือ?" เถ้าแก่เหงื่อตก ใจสั่นระรัว กลัวว่าหวังอู๋จะเรียกร้องเงินก้อนโตจนจ่ายไม่ไหว
"สิบตำลึงเงิน"
หวังอู๋รับปากหมอเทวดาไว้ว่าจะทำความดี จึงไม่คิดเรียกเอามากเกินเหตุ เรียกเอาแค่สิบตำลึง ซึ่งพอดีกับค่าปรับที่เขาต้องจ่ายให้นายจ้างในวันพรุ่งนี้
"สิบตำลึงหรือ? ได้ ๆ ข้าจะให้บัญชีจัดการให้เดี๋ยวนี้เลย"
พอเถ้าแก่ได้ยินว่าสิบตำลึง ก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก สิบตำลึงถือว่าสมเหตุสมผลมาก
เขาให้บัญชีจ่ายเงินให้ก่อน แต่เงินจำนวนนี้ แน่นอนว่าต้องไปหักเอาจากคนงานคนนั้น
คนงานคนนั้นทำงานมาห้าปี มีเงินเก็บเพียงแปดตำลึง เขาจึงต้องมอบให้เถ้าแก่จนหมดตัว แถมยังติดหนี้อีกสองตำลึง และยังตกงานอีกด้วย ทั่วตำบลซีหยาง ถ้ารู้ว่าเขาจัดยาผิดจนเด็กโดนพิษ คงไม่มีร้านยาที่ไหนกล้าจ้างเขาอีก ชีวิตหลังจากนี้คงลำบากแสนสาหัส เกือบจะต้องกลายเป็นขอทานไปเลยทีเดียว
หวังอู๋กล่าวขอบคุณฉู่ชิงเฉินอีกหลายครั้ง ก่อนจะอุ้มลูกชายถือห่อยาที่หมอจัดให้ และรับเงินสิบตำลึงเดินออกจากร้านเต๋อจี้ถังไป
"แม่นางเป็นหมอเทวดาจริง ๆ ฝีมือล้ำเลิศกว่าหมอที่เก่งที่สุดในตำบลนี้เสียอีก ไม่ทราบว่า แม่นางสนใจจะมานั่งตรวจโรคที่เต๋อจี้ถังหรือไม่? แม่นางเรียกค่าจ้างมาได้ตามใจชอบเลย ตราบใดที่ไม่เกินกำลัง เต๋อจี้ถังยินดีตอบสนองทุกอย่าง"
เถ้าแก่พยายามรั้งตัวไว้ ข้อแรกคือนางเก่งจริง เด็กที่หมออาวุโสถอดใจแต่นางกลับช่วยให้ฟื้นได้ ข้อสองคือ หากมีหมอเทวดาอย่างนางประจำอยู่ที่ร้าน ชื่อเสียงของเต๋อจี้ถังที่เสียไปก็จะกู้กลับมาได้บ้าง
"ไม่ดีกว่า วิชาแพทย์ของข้าไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้น ข้าไม่ใช่ยอดฝีมือถึงขั้นจะมารับงานใหญ่แบบนี้ได้ เถ้าแก่เชิญหาคนอื่นเถอะ"
ฉู่ชิงเฉินปฏิเสธทันควัน สิ่งที่นางพูดคือความจริง นางแค่อาศัยอุปกรณ์ที่ทันสมัยช่วย ส่วนเรื่องการจับชีพจรจัดยาจีนนั้น นางพอรู้บ้างแต่ไม่ถึงขั้นช่ำชอง สู้หมออาวุโสไม่ได้
เถ้าแก่ทำหน้าเสียดายอย่างยิ่ง คิดว่านางแค่ถ่อมตัว และเป็นการปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
ทว่า เขาก็ไม่กล้าบังคับฝืนใจใคร เพียงแต่รู้สึกปวดใจที่ต้องพลาดโอกาสได้ตัวหมอเทวดามาประดับร้าน ปวดใจยิ่งกว่าตอนพลาดโสมร้อยปีวันนั้นเสียอีก
"ท่านหมอเทวดา... ท่านใช้วิธีใดช่วยชีวิตเด็กคนนั้นหรือ? พอจะบอกข้าเป็นวิทยาทานสักนิดได้ไหม?"
หมออาวุโสยังคงขุ่นข้องหมองใจ เด็กคนนั้นกินยาผิด ชีพจรแผ่วเบาจนแทบไม่เหลือทางรอด หมอเทวดาคนนี้ใช้วิธีไหนรักษากันแน่
"บอกไปท่านก็เรียนตามไม่ทันหรอก ไม่มีประโยชน์ที่จะรู้" ฉู่ชิงเฉินตอบเรียบ ๆ
จะบอกได้อย่างไรว่าใช้เครื่องล้างท้อง? คนโบราณหัวคร่ำครึ ขืนบอกว่านางมีมิติ มีอุปกรณ์แปลก ๆ ไม่โดนหาว่าเป็นปีศาจแล้วจับไปเผาหรือ!
หมออาวุโสถึงกับสำลักคำพูด รู้สึกจุกอกอย่างบอกไม่ถูก หมอเทวดาคนนี้หาว่าวิชาแพทย์ของเขาต้อยต่ำจนเรียนตามไม่ทันอย่างนั้นหรือ?
เขาคือหมอที่เก่งที่สุดในตำบลซีหยางนะ! นี่เป็นครั้งแรกที่เขาโดนดูถูกขนาดนี้
ฉู่ชิงเฉินเสียเวลาที่เต๋อจี้ถังมามากพอแล้ว นางจึงไม่คิดจะรั้งอยู่นาน เพราะยังมีของต้องซื้ออีกมาก
พอเดินออกมาจากร้าน ไป๋เจ๋อก็เดินตามออกมาด้วย เมื่อครู่เขาเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ตลอด
"ท่านปรมาจารย์วิชาแพทย์สูงส่งปานนี้ ข้าขอคารวะด้วยความเลื่อมใสจริง ๆ หากท่านพอมีเวลา สะดวกไปช่วยตรวจอาการให้ท่านแม่ของข้าได้หรือไม่? ท่านแม่ล้มป่วยนอนติดเตียงมานาน ร่างกายอ่อนแอมาก ได้โสมร้อยปีของท่านไป ถึงพอจะช่วยต่อลมหายใจได้บ้าง"
"ได้สิ พรุ่งนี้ท่านไปหาข้าที่ตลาดเช้า ข้าขายข้าวหลามเสร็จแล้วจะไปที่จวนเพื่อตรวจอาการท่านแม่ให้ แต่ข้าไม่ตรวจให้เปล่านะ ราคาจะแพงกว่าหมอทั่วไปหน่อย"
ฉู่ชิงเฉินรับปาก ไป๋เจ๋อเป็นคนกระเป๋าหนัก มีเงินลอยมาหาถึงที่ใครไม่คว้าไว้ก็โง่เต็มที
"เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว ขอเพียงท่านยอมก้าวเท้าเข้าไปในจวนของข้า เรื่องเงินทองไม่ใช่ปัญหา" ไป๋เจ๋อดีใจมากที่เชิญนางไปหามารดาได้สำเร็จ
"มีเรื่องอื่นอีกหรือไม่? ถ้าไม่มีก็ไปทำธุระของท่านเถอะ"
ฉู่ชิงเฉินเห็นไป๋เจ๋อยังพาองครักษ์เดินตามหลังนางเป็นหางว่าวจึงหันไปถาม เจ้าของร้านหยกใหญ่โตควรจะยุ่งมากไม่ใช่หรือ?
"ถ้าอย่างนั้น ข้าขอตัวก่อน ไม่รบกวนท่านปรมาจารย์แล้ว"
ไป๋เจ๋อกล่าวลา แล้วพาคนติดตามเดินจากไป แต่ก็ยังไม่วายเหลียวหลังกลับมามองด้วยความอาลัยอาวรณ์อีกหลายครั้ง
ทางด้านฉู่ชิงเฉิน เมื่อนางเดินมาถึงสถานที่ขายลาและม้าก็หยุดฝีเท้าลง
นางต้องเข้าเมืองมาทำการค้าทุกวัน หากมีเกวียนลาหรือรถม้าสักคันคงจะสะดวกสบายไม่น้อย
อีกอย่าง ตอนนี้นางก็หาเงินได้ไม่น้อยแล้ว การจะซื้อรถสักคันจึงไม่ใช่ปัญหาเลย