ตอนที่ 8
แสงอาทิตย์ของเช้าวันใหม่ในยามเฉิน (07.00 – 08.59) ส่องต้องกระทบแอ่งน้ำขังขนาดเล็กกระจายทั่วพื้นกลางลานศาลเ้าร้างจากพายุโหมกระหน่ำเมื่อคืนวาน คล้ายผู้มีอำนาจลึกลับในที่แห่งนี้้าชำระล้างสิ่งอัปมงคลออกจากอาณาเขตแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ทว่ากลางลานศาลยังคงปรากฏร่างบุรุษเปลือยเปล่านอนหงายเผยเสา์ตั้งตรงราวกับ้าเย้ยหยันเทพเซียนบนชั้นฟ้าว่ามิอาจทำสิ่งใดกับมัน
เสียงย่ำเท้าบนพื้นเปียกจากด้านนอกศาลดังใกล้เข้ามา กระทั่งหยุดลงหน้าประตูใหญ่พร้อมเสียงพูดคุยซุบซิบคล้ายวางแผนลูบไก่ขโมยสุนัข (ลักเล็กขโมยน้อย)
“ท่านคิดว่ามันยังมีชีวิตอยู่หรือไม่เหล่าหวัง” ชายในชุดเกราะทหารซอมซ่อที่กำลังเขี่ยดินเหนียวออกจากพื้นรองเท้าพูดกับทหารเคราครึ้มด้านข้างผู้ชะเง้อคอมองไปในศาล
หวังหู่เคราครึ้มได้ยินเพื่อนทหารถามจึงหันหน้ากลับมาแล้วกล่าว “มิทราบ หากมีชีวิตอยู่ก็ดี ถือว่าซิ่วไฉผู้นี้เป็ผู้มาลบล้างอาถรรพ์” พลางมองบานประตูไม้ก่อนตวาด “เข้ามากับเรา”
ทหารชุดซอมซ่อสะดุ้งเฮือกหลังถูกข่มขู่กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทากับหวังหู่ “เชิญท่านเข้าไปเถอะ เราขอทำความสะอาดเศษดินรอด้านนอก” พูดจบมันเริ่มใช้แรงถูมากกว่าเดิมจนพื้นรองเท้าเริ่มเปิด
หวังหู่เห็นดังนั้นจึงทำได้เพียงถอนหายใจก่อนใช้เท้าถีบเพื่อนทหารจนกระเด็นหกล้มแล้วพูด “ทำความสะอาดรองเท้าหามารดาเ้าเวลานี้หรือ” ก่อนใช้มือดึงปกเสื้อด้านหลังคอเพื่อฉุดลากคนเข้าไปด้านในด้วยกัน
หวังหู่ทราบดีว่าคนผู้นี้กำลังหวาดกลัว ชื่อของมันคือจางซินเป่าบุตรคนกลางของพ่อค้าขนมเปี๊ยะจางหย่งที่ยอมควักเงินฝากฝังเข้าเป็ทหารประจำเมือง ด้วยนิสัยขลาดเขลาแม้ทำงานหลายปีแต่ยังคงเป็ได้เพียงไพร่เลวท้ายขบวนให้ผู้อื่นโขกสับ
ด้านหวังหู่มีความหวาดหวั่นไม่น้อยเช่นกันเพียงแต่สามารถเก็บซ่อนได้แเีกว่า เมื่อหลายปีก่อนศาลนี้มันเคยมาเยือน ทว่ามิใช่มาสักการะเทพเ้า
หวังหู่มาเพื่อรับศพเสี่ยวจูตี้ตี้ของมันกลับบ้าน
ทหารเคราครึ้มฉุดเพื่อนในชุดเก่าก้าวเท้าข้ามเขตธรณีประตูด้วยความทุลักทุเลจากแรงดิ้นรนขัดขืน ในใจมันภาวนาให้เมิ่งสือนอนหลับสบายอยู่ด้านในเพราะถึงอย่างไรมันก็เป็คนชักนำบัณฑิตหนุ่มมายังทางสายนี้มิเช่นนั้นหากมีเื่ใดเกิดขึ้นตนคงผิดบาปไม่น้อย
ทันทีที่เข้ามาด้านในได้เพียงสามก้าวหัวใจของหวังหู่รู้สึกคล้ายวูบตกลงไปแทบเท้าเมื่อพบกับร่างไร้อาภรณ์ห่อหุ้มนอนนิ่งเหยียดกลางลานหน้าตึกประธานแต่ไกล สองขาที่มั่นคงเมื่อครู่นี้พลันหยุดลงด้วยความตระหนกก่อนร้องบอกกับจางซินเป่า “เ้าเห็นเช่นที่เราเห็นหรือไม่”
สิ้นเสียงคำถามมีเพียงความเงียบงันคล้ายเพิ่งสนทนากับสายลม หวังหู่หันมองเพื่อนทหารที่มากับมันแต่มิทราบว่าจางซินเป่าลงไปนั่งปัสสาวะราดชุ่มกางเกงั้แ่เมื่อใด
เหงื่อเยียบเย็นเริ่มไหลซึมออกจากแผ่นหลังของหวังหู่แม้ตอนนี้จะเป็เวลาเช้า มันวางปกเสื้อจางซินเป่าแล้วเดินเข้าไปยังร่างเมิ่งสือด้วยหัวใจเต้นระทึกก่อนค่อย ๆ สำรวจ พบว่าแม้เส้นผมบนศีรษะจะดูยุ่งเหยิงไปบ้างแต่เนื้อตัวของบัณฑิตหนุ่มอยู่ในสภาพสมบูรณ์ปราศจากร่องรอยาแ
สิ่งที่สร้างความกระอักกระอ่วนแก่หวังหู่ขณะนี้คือแท่งบุรุษของเมิ่งสือที่ยังคงชี้ตั้งไม่ยอมล้ม มันเคยรับฟังมาว่ามีคนรับประทานยาปลุกกำหนัดจนตายใต้ดอกโบตั๋น (ตายขณะร่วมเพศ) แต่ส่วนนั้นยังคงตระหง่านมิทราบว่าชายผู้นี้พบเจอกับเื่ราวใดจึงอยู่ในลักษณะแปลกประหลาด
ความทรงจำขมขื่นของหวังหู่กลับมาอีกครั้ง สามปีที่แล้วเสี่ยวจูน้องชายของมันหายออกจากบ้านสองวัน กระทั่งหม่าเหวินเต๋อตามสืบจากพยานบุคคลทราบว่าพบเจอเสี่ยวจูออกจากเมืองด้านประตูทิศตะวันออกก่อนหายตัวไป เมื่อรู้ดังนั้นมือปราบหม่าจึงระดมกำลังเข้ามาในศาลเ้าร้างทันทีเพราะจากข้อมูลเมื่อห้าปีก่อนที่แห่งนี้มีคนพบกับร่างของบุคคลสูญหายนอนเป็ซากแห้งกรังซึ่งเสี่ยวจูก็กลายเป็หนึ่งในผู้โชคร้ายสภาพไม่ต่างจากศพก่อนหน้าเช่นกัน
หวังหู่นั่งทรุดกายลงใกล้ร่างแน่นิ่งของเมิ่งสือด้วยความโศกเศร้า เป็เพราะมันที่ชักนำให้บัณฑิตอายุน้อยอนาคตไกลมาพักเพิงพักชาวนาด้านทิศตะวันออกโดยมิทันได้กล่าวเตือนว่าอย่าได้เข้าไปใกล้กับศาลร้างอาถรรพ์ แต่เมื่อเหตุการณ์มาถึงตอนนี้แล้วสำนึกไปก็หาได้เกิดประโยชน์และแม้จะะโลงแม่น้ำหวงเหอก็มิอาจลบล้างมลทินได้
ขณะที่หวังหู่ก้มหน้าอยู่นั้นสายตามันเริ่มสังเกตเห็นถึงความแตกต่าง เหล่าผู้เคราะห์ร้ายล้วนมีสภาพเหี่ยวแห้ง ทว่าเมิ่งสือกลับคล้ายคนนอนหลับ และเมื่อจ้องมองอย่างถี่ถ้วนพบว่าในมือของมันกำเศษผ้าสีเหลือง ทั้งมีบางสิ่งที่ยังขยับอยู่
เสาธงชัยของเมิ่งสือกระตุกเป็จังหวะ
หวังหู่เห็นการเคลื่อนไหวนี้เกิดความหวังขึ้น ต้องผุดตัวเข้าใกล้เมิ่งสือด้วยความยินดีและแตกตื่นในเวลาเดียวกัน มันใช้นิ้วแตะเส้นเืใหญ่ใต้คางพบว่ายังคงมีกระแสของเืที่ยังคงเต้นไหลเวียนตามแรงสูบฉีดหัวใจ ทราบดังนั้นจึงะโบอกจางซินเป่า “เร็วเข้า มาช่วยเราแบกหาม มันยังไม่ตาย”
จางซินเป่าที่เป้ากางเกงชุ่มโชกตอบกลับด้วยเสียงขาดห้วงจากขากรรไกรสั่นลั่นกระทบกัน “มัน... มันจะยัง... ยังไม่ตาย..ได้อย่างไร”
หวังหู่รู้สึกรำคาญกับท่าทีขาดเขลาของจางซินเป่าจึงตวาดสำทับ “หากมิเชื่อก็จงแตะลำคอมัน”
จางซินเป่ายังคงหวาดกลัวมิกล้าเคลื่อนไหวพร้อมเบะปากคิดร่ำไห้ แม้แต่ซากสุนัขที่บ้านมันยังไม่กล้าลากไปฝัง นับประสาอะไรจะกล้าแตะต้องสิ่งที่มันคิดว่าเป็ศพคน
ในที่สุดหวังหู่ก็มิอาจรีรอได้อีกจึงแกะมือของเมิ่งสือเอาเศษผ้าเก็บไว้ในอกเสื้อตนคิดว่าภายหน้าอาจสามารถใช้เป็เบาะแส จากนั้นถลกแขนเสื้อแบกร่างบัณฑิตหนุ่มขึ้นก่อนะโด่าทอจางซินเป่าด้วยความโมโห “เ้าคนขลาดที่มีบรรพบุรุษเป็เต่า ขอให้ิญญาที่นี่ตามบีบคอเ้าถึงบ้าน”
พูดจบหวังหู่พลันเตะจางซินเป่าที่นั่งตัวสั่นด้วยความกลัวล้มหงายหลังลงแอ่งน้ำขังอีกครั้งก่อนวิ่งออกจากศาลเ้าร้างด้วยความรวดเร็วจนลืมความชื้นแฉะบนพื้น
ร่างกำยำของทหารเคราครึ้มหวังหู่แบกร่างบอบบางคล้ายลำไม้รวกไว้บนบ่าห้อตะบึงไปบนทางสายน้อยโดยมีจางซินเป่าตามติดอยู่เื้ักระทั่งมาถึงประตูทิศตะวันออกที่เต็มไปด้วยกลุ่มคนซึ่งต่างกำลังเดินทางเข้าออกเมืองเป็กิจวัตร มันะโร้องบอกคนข้างหน้า “หลีกไป ศาลอาถรรพ์ ้าหมอ”
ฝูงชนที่ยืนคับคั่งได้ยินประโยคสั้นกระชับรู้สึกไม่เข้าใจว่าหวังหู่้าสิ่งใดแต่เห็นมันกล่าวด้วยความรีบร้อนจึงแหวกหลบทาง พบว่าบนหลังหวังหู่แบกพาร่างเปลือยเปล่าอวดแก้มก้นของชายหนุ่มเข้ามาในเมืองผู้คนจึงเริ่มคาดเดาวุ่นวาย บ้างก็ว่ามีคนพบเจอกับความอาถรรพ์ของศาลเ้า หรือคนผู้นั้นถูกงูกัด กระทั่งว่าชายทั้งสามเล่นสนุกทางเพศกันตลอดทั้งคืนจนร่างกายมิอาจรับไหว
หวังหู่พาร่างไร้สติของเมิ่งสือมาถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง ประตูทางเข้าประดับผ้าขาวผืนยาวเขียนตัวอักษรบ่งบอกว่าเป็สถานที่รักษาพยาบาล นอกหวังหู่ จางซินเป่าและเมิ่งสือไม่ปรากฏผู้คนอื่นใดเข้าใช้บริการเนื่องจากอยู่ในเวลาเช้า
หวังหู่พุ่งเข้าไปด้านในพร้อมทั้งร้องะโร้องเรียกด้วยเสียงดัง “หมอ เรา้าหมอ”
สิ้นเสียงของหวังหู่ปรากฏชายชราสวมชุดยาวสีน้ำเงินซีดวิ่งหน้าตาแตกตื่นออกมาจากฉากกั้นด้านหลัง ในมือยังคีบไว้ด้วยตะเกียบหนึ่งคู่คาดว่ากำลังรับประทานอาหารเช้า เมื่อชายชรามาถึงจึงวางตะเกียบลงแล้วสะบัดผ้าออกตะเบ็งเสียง “เป็ปิศาจหัวโตใดแหกปาก เวลาเช้าปานนี้ยังขยันเจ็บป่วยอีก”
หวังหู่ที่ร้อนรุ่มใจคิดอยากบีบคอชายชราสักครา มีหรือที่คนเจ็บป่วยจะสามารถเลือกเวลาได้ พูดขึ้นด้วยความร้อนรน “เหวินต้าอี (หมอใหญ่แซ่เหวิน) เราพบมันนอนตากฝน รีบช่วยเหลือมันโดยด่วน”
หมอเฒ่าเหวินชักนำหวังหู่มายังห้องด้านข้าง สั่งให้มันวางร่างล่อนจ้อนเมิ่งสือลงเตียงแล้วเริ่มลูบคลำชีพจรบนข้อมือพบว่าเต้นแ่เบาราวตะเกียงขาดเชื้อเพลิง จากนั้นร้องส่งเสียง “อิ่งเอ๋อร์ นำชุดเข็มมาโดยเร็ว”
หลังจบคำสั่งของหมอเฒ่า ปรากฏดรุณีน้อยวิ่งถือห่อผ้าเข้ามา เหวินต้าอีรีบดึงคว้าวัตถุจากนางก่อนเริ่มลงมือนวดเฟ้นบริเวณทรวงอกแล้วปักเข็มเล่มเล็กละเอียดลงไปยังจุดเน่ยกวานด้วยความรวดเร็วชำนาญแม้ผมเผ้าบนหัวจะหงอกขาวโพลน
หวังหู่เห็นท่าทางที่รวดเร็วฉับไวของหมอเฒ่าเกิดความโล่งอก จะอย่างไรเมิ่งสือถึงมือหมอแล้วนับว่ามีโอกาสรอดพ้นจากหัตถ์มัจจุราช พูดขึ้น “มันเป็อย่างไรท่านหมอเหวิน”
เหวินต้าอีไม่ตอบซ้ำยังลงมือปักเข็มลงบนร่างของเมิ่งสือจนทั่วคล้ายตัวเม่นโดยมีหญิงสาวเป็ลูกมืออยู่ด้านข้าง จากนั้นระบายลมหายใจออกทีละน้อย พูดว่า “ลมปราณของมันโคจรวุ่นวายกระทบหัวใจ อีกไม่นานน่าจะฟื้นคืนสติ” พลางเช็ดปาดเหงื่อบนใบหน้า
เหวินต้าอีสำรวจร่างเปลือยอย่างละเอียดพบว่าท่อนล่างขนาดเขื่องล้ำค่าของเมิ่งสือตั้งเด่นสง่า หมอเฒ่าคาดเดาได้ว่ามันต้องผ่านการใช้ยาปลุกกำหนัดชนิดรุนแรง ต้องจุปากด้วยความอิจฉาก่อนพูด “แม้ลมปราณจะโคจรวุ่นแต่ส่วนนี้กลับยังมิยอมอ่อนข้อ ช่างเป็คนหนุ่มโอหังเสียจริง”
ดรุณีน้อยด้านข้างรับฟังดังนั้นรู้สึกหน้าแดงซ่านจากความเขินอาย เหมอเฒ่าเหวินเห็นกริยาของนางจึงหัวร่อแล้วเอ่ยขึ้น “มิต้องเหนียมอายอันใดอิ่งเอ๋อร์ หลังจากนี้เ้าต้องพบผู้ป่วยสารพัดรูปแบบ” กล่าวจบหันมาสนทนากับหวังหู่
“มันเป็ใคร สหายเที่ยวหอนางโลมของเ้าหรือ” เหวินต้าอีกล่าวขึ้นพร้อมหัวร่อคิกคัก ในใจนึกคิดคนผู้นี้ถูกหามมาด้วยอาการสิ้นสติทั้งส่วนล่างยังแข็งแกร่งมิยอมลดละ คาดว่าถูกแมงดาคุมซ่องโยนร่างทิ้งออกจากรังสวาทหลังโหมใช้ยาปลุกกำหนัดจนสิ้นสติ
หวังหู่อุทานก่อนตอบกลับหมอเฒ่าที่คาดเดาเปะปะวุ่นวาย “เที่ยวหอนางโลมอุบาทว์ของท่าน เราพบเจอมันที่ศาลร้างนอกเมือง”
เหวินต้าอีได้ยินดังนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าพลันสลาย เมื่อครั้งเกิดเหตุในศาลเ้าร้างทางอำเภอได้เชิญหมอเฒ่าไปร่วมชันสูตรศพด้วยทุกครั้ง แต่ถึงกระนั้นยังมิทราบว่าเกิดจากสาเหตุใดกลายเป็ความกลัดกลุ้มประการหนึ่ง เพราะในเมืองซูโจวหามีผู้ใดฝีมือเหนือกว่าหมอใหญ่เหวินสงจนต้องเก็บไปนอนขบคิดกระทั่งตนเองต้องล้มป่วยลง
หมอเฒ่าเหวินสงรู้สึกหัวใจเต้นระทึก หากบุรุษเปลือยผู้นี้ฟื้นขึ้นมาต้องสามารถไขปริศนาค้างคาใจท่านหลายปีได้อย่างแน่นอน พูดขึ้น “เช่นนี้นับว่าเื่ใหญ่โตแล้ว รีบไปเชิญมือปราบมาด่วน”
หวังหู่พลันลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ก่อนถามหมอเฒ่า “มันพ้นขีดอันตรายแล้วหรือเหวินต้าอี”
เหวินสงสังเกตสีหน้าเมิ่งสือที่เริ่มปรากฏสีแดงของเืเริ่มไหลเวียนทั่วร่าง พูดขึ้น “นับว่าพ้นขีดอันตราย ทางที่ดีควรเชิญผู้เป็วรยุทธมาช่วยกรุยลมปราณให้มันอีกทาง”
หวังหู่ได้ยินดังนั้นจึงนึกถึงหม่าเหวินเต๋อสหายของมันขึ้นมา นอกจากจะเป็มือปราบแล้วยังเป็วรยุทธ จะหาผู้ใดเหมาะสมกว่านี้ได้อีก หวังหู่ประสานมือคารวะแล้วบอกต่อเหวินสงด้วยความคึกคักอักโข “ขอบคุณท่านหมอที่ช่วยเหลือ เราจะรีบไปเชิญมือปราบหม่าโดยเร็ว”
กล่าวจบมันฉุดลากจางซินเป่าที่ยืนนิ่งคล้ายคนโง่งมออกจากห้องไปพร้อมกัน
หลังสองทหารจากไป ในห้องเหลือเพียงเหวินสงกับอิ่งเอ๋อร์ผู้เป็หลาน ความตื่นเต้นพลันเกิดขึ้นมาในใจของหมอเฒ่าคล้ายไฟความหนุ่มแน่นได้กลับมาลุกโชน ในใจคิดว่าครั้งนี้หากสืบสาวจนพบต้นตอของเื่ราวในศาลเ้าอาถรรพ์ชื่อเสียงของตนจึงจะถูกกอบกู้สมเป็หมออันดับหนึ่งแห่งเมืองอีกครั้ง
เหวินสงกำมือแน่นจนสั่นระริกกล่าวกับหลานสาว “ในที่สุดเราจะได้รู้สักที” ก่อนพูดต่อ “อิ่งเอ๋อร์ เฝ้ามันไว้ให้ดี หากคนเปลือยฟื้นแล้วรีบบอก แหยแหย (ปู่) ขอตัวรับประทานข้าว กับเย็นชืดหมดแล้ว”
กล่าวจบเหวินสงเดินออกห้องทิ้งอิ่งเอ๋อร์ให้อยู่กับเมิ่งสือเพียงลำพัง
อิ่งเอ๋อร์เป็หลานปู่ของเหวินสงถูกบิดาฝากไว้เพื่อเรียนวิชาแพทย์ก่อนออกเดินทางไปเมืองเป่ยจิงรับตำแหน่งหมอหลวงในตึกไท่อี นับแต่เข้าพิธีปักปิ่น (พิธีบรรลุนิติภาวะ) เพื่อนหญิงของอิ่งเอ๋อร์ต่างเริ่มตบแต่งไปเป็ภรรยาผู้อื่น หวนมองดูตนที่เป็ถึงธิดาหมอหลวงแต่บิดากลับบอกให้รอหน้าที่การงานของมันมั่นคงจึงจะพาโยกย้ายไปเมืองหลวง เพราะที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยขุนนางหรือคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ผู้เป็บิดาจึงหวังคิดใช้นางแต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์สร้างความคับแค้นใจแก่หญิงสาวไม่น้อย
จากคำบอกเล่าของเพื่อนหญิงการแต่งงานถือเป็ความฝันเฟื่องของหญิงสาวในห้องหอ ทั้งยังมีเื่ราวหลายอย่างที่ต้องประสบเองจึงจะรับทราบว่าชีวิตวัยสาวเป็เช่นไร อิ่งเอ๋อร์ที่ได้แต่จินตนาการจึงเก็บเป็ความสงสัยมาโดยตลอด
ดรุณีน้อยจับจ้องมองทั่วร่างของเมิ่งสือ คิ้วเข้มหนาของคนผู้นี้น่าดูชมไม่น้อย ทั้งใบหน้าเกลี้ยงเกลาผิวกายผุดผ่องดูมิคล้ายกับชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป สำรวจไปยังเบื้องเบื้องล่างพบท่อนเนื้อที่แข็งแกร่งสะกิดความใคร่รู้ของนาง หัวใจของสตรีวัยแรกแย้มพลันค่อย ๆ เต้นอย่างเร่งเร้าจนนางรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว เมิ่งสือที่เป็บุรุษสำอางซ้ำยังเปลือยร่างอวดโอ่ความเป็ชายต่อหน้านับว่าปลุกความอยากรู้เห็นของอิ่งเอ๋อร์ได้เป็อย่างดี ขณะเดียวกันนางยังเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นมา
มือขาวนิ้วเรียวยาวค่อย ๆ ยื่นไปแตะส่วนอ่อนไหวของเมิ่งสือ ทันทีที่ัันางพลันชักมือกลับด้วยความเร็วราวกลัวโดนขบกัด
“ของบุรุษเป็เช่นนี้หรือ” อิ่งเอ๋อร์คิดในใจพร้อมกับความรู้สึกวูบวาบที่เริ่มก่อตัวในท้องน้อย
อิ่งเอ๋อร์ยื่นมือจับอาวุธลับอีกครั้ง ครานี้นางััได้ถึงความร้อนลวก พบว่าสิ่งนี้น่าสนใจไม่น้อยจึงเริ่มลงมือลูบคลำจนแท่งเนื้อเกิดอาการกระตุกขึ้นมา
ขณะอิ่งเอ๋อร์กำลังลูบคลำอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้นพลันเกิดเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ขออภัยเสี่ยวกูเหนียง (หญิงสาวน้อย) เราอยู่ที่ใด”
เมิ่งสือจับจ้องอิ่งเอ๋อร์ที่ขยำแท่งเนื้ออย่างสนุกมือด้วยใบหน้าแดงซ่าน ทันใดดวงตากลมโตดูซุกซนของนางพลับสบกับสายตาหรี่ปรือของบัณฑิตหนุ่มก่อนนางจะเผลอบีบแก่นบุรุษด้วยความใและกรีดร้องแข่งกับเสียงโอดโอยจากคนผู้เคราะห์ร้ายที่กำลังนอนเ็ปดังลั่นทั่วสถานพยาบาล