จากนั้นก็ฉวยโอกาสถามหลี่อวิ๋น “เหตุใดถึงมาเวลานี้ ที่แผงไม่ยุ่งหรือ”
“ช่วงนี้มารดาข้ามีจุดสีน้ำตาลขึ้นมากมายบนใบหน้า อยากให้เจ้าช่วยตรวจดูให้หน่อย”
หลี่อวิ๋นเห็นหลี่ไหวฺอวี้จากไปแล้ว ก็เสียใจอยู่บ้าง อยากตามไปอธิบายให้ฟังแต่ก็ไม่อยากทิ้งมารดากับหมิงเป่าจูไว้ที่นี่
ยิ่งไปกว่านั้น นางเป็นหญิงสาว จะวิ่งตามบุรุษคนหนึ่งไปเรือนหลังได้อย่างไร
สุดท้ายทำได้เพียงยิ้มแก้เก้อ แล้วดันหม่ากุ้ยฮวาออกมาเบื้องหน้าให้หมิงเป่าจูดู
“เป่าจู รีบดูใบหน้าของข้าทีเถอะ จะเป็นโรคอะไรหรือไม่”
พอเอ่ยถึงเรื่องจุดสีน้ำตาลบนใบหน้า หม่ากุ้ยฮวาก็ร้อนใจขึ้นมา ไม่สนใจของประดับตกแต่งและกลิ่นหอมต่างๆอีกต่อไป ยื่นใบหน้ามาให้หมิงเป่าจูดู
หมิงเป่าจูเพิ่งสังเกตใบหน้าของหม่ากุ้ยฮวา บริเวณใต้ดวงตาทั้งสองข้างมีฝ้าสีน้ำตาลขึ้นเป็นปื้นๆขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่สีอ่อนอยู่ จึงยังเห็นไม่ชัดมาก
“เชิญท่านป้านั่งตรงนี้ ข้าจะตรวจดูให้”
หมิงเป่าจูนั่งลงบนเก้าอี้หลังโต๊ะตรวจ หม่ากุ้ยฮวาก็นั่งลงฝั่งตรงข้าม ก่อนยื่นข้อมือออกมาให้ตรวจ
นางวางปลายนิ้วลงบนข้อมืออย่างแผ่วเบา สงบจิตใจเพื่อวิเคราะห์ชีพจร
ชีพจรลอยและสับสนเล็กน้อย มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นอาการที่พบได้บ่อยในสตรีนั่นคือภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล
“ช่วงนี้ท่านกินสิ่งใดที่ไม่เคยกินมาก่อนบ้างหรือไม่” หมิงเป่าจูถามหลังจากรั้งมือกลับมา
“ไม่มีนะ ล้วนเป็นผักที่ขายในตลาด พวกเรามีอันจะกินที่ไหนกัน ของดีที่ไม่เคยกินมาก่อนจะไปหามาจากที่ใด”หม่ากุ้ยฮวาขมวดคิ้วครุ่นคิด ไม่มีจริงๆ
“มีเรื่องไม่สบายใจหรือโกรธเคืองอย่างหนักบ้างหรือไม่” หมิงเป่าจูถามต่อ
ในเมื่อไม่ได้กินสิ่งใดที่ไม่ควรกิน ก็ตัดสาเหตุของการแพ้อาหารออกไป
สาเหตุของภาวะฮอร์โมนไม่สมดุลมีมากมาย เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลปัจจัยทางร่างกาย อาหารการกิน และ อารมณ์
โดยปกติสารควบคุมต่างๆ ในร่างกายมักได้รับผลกระทบจากอารมณ์ค่อนข้างมาก ดังนั้นหมิงเป่าจูจึงถามเช่นนี้
“ไม่มี!”
หมิงเป่าจูแค่ถามตามปกติ ใครจะรู้ว่าหม่ากุ้ยฮวาฟังแล้วกลับปฏิเสธทันควัน พร้อมสะบัดหน้าหนีอย่างไม่พอใจ
“ท่านแม่!” หลี่อวิ๋นร้อนใจกระแทกส้นเท้า
หมิงเป่าจูไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หันไปมองหลี่อวิ๋น ดูเหมือนจะมีเรื่องซ่อนเร้นอยู่
“เรื่องนี้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บก็ยังจะปิดบังอีกหรือ หากท่านไม่พูด เช่นนั้นข้าพูดเอง”
หลี่อวิ๋นไม่คิดมากอยู่แล้ว จึงพูดออกมาก่อนที่จะถูกมารดาห้ามปราม
นางรู้ว่าหมิงเป่าจูถามเช่นนี้ ต้องเกี่ยวข้องกับอาการป่วยอย่างแน่นอน ท่านแม่ของนางกลับยังรักษาหน้าไม่อธิบายความจริงออกมา นางในฐานะบุตรสาวจึงต้องเป็นคนพูดแทน
หม่ากุ้ยฮวาประคับประคองครอบครัวนี้มาตัวคนเดียว เลี้ยงดูบุตรสาวเพียงลำพังอุปนิสัยจึงค่อยๆ กลายเป็นคนแข็งกร้าวไม่ยอมคน เมื่อพบเจอเรื่องราวต่างๆ ก็ไม่เคยก้มหัวให้ใครนานวันเข้าก็กลายเป็นคนห้าวหาญ
ช่วงนี้มีครอบครัวหนึ่งย้ายมาอยู่ใกล้บ้าน สตรีนางนั้นนามว่าอวี้เหลียน เป็นสตรีที่ขึ้นชื่อว่าปากจัดคนหนึ่ง
วันหนึ่งนางมาซื้อเต้าหู้ที่ร้าน แล้วก็คอยจับผิดสารพัด หาเรื่องที่จะต่อรองราคาต่างๆนานา
หลี่อวิ๋นเป็นคนอ่อนแอ เสียงเบา ยิ่งถูกจ้องมองต่อหน้าธารกำนัล ใบหน้าก็ยิ่งแดงก่ำพูดไม่ออก
สุดท้ายทนไม่ไหว จึงรวบรวมความกล้าโต้เถียงออกไปสองสามประโยค
บังเอิญหม่ากุ้ยฮวากลับไปเอาของที่บ้าน พอกลับมาเห็นบุตรสาวถูกกลั่นแกล้งเข้าพอดีไหนเลยจะทนได้ ปราดเข้าไปทะเลาะกับจางอวี้เหลียนทันที
ผู้คนรอบข้างมุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายก็ใช่ย่อย สุดท้ายหม่ากุ้ยฮวาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต้องยอมรับในความซวยของตนเอง
เรื่องทะเลาะกับคนอื่นนางไม่เคยแพ้ใครมาก่อน ครั้งนี้ต้องมาเสียหน้าต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ย่อมโกรธแค้นในใจอย่างมาก
พอคิดถึงภาพที่ตนเองตกเป็นเบี้ยล่างในการโต้เถียงวันนั้น ทุกครั้งก็จะยิ่งโมโหจนถึงขั้นกินข้าวไม่ลง
อีกทั้งสตรีนางนั้นยังมาซื้อเต้าหู้ที่ร้านทุกวัน ไม่ได้หาเรื่องอีก แต่ทุกครั้งที่มามักทำท่าทางโอ้อวดเยาะหยันเสมอ
ด้วยเหตุนี้ ไฟโทสะในใจของหม่ากุ้ยฮวาก็ยิ่งไม่มีทางมอดดับลงได้
ช่วงสองสามวันมานี้ หลี่อวิ๋นจึงไม่กล้าให้มารดาไปที่แผงเต้าหู้อีก ให้นางพักผ่อนอยู่ที่บ้านส่วนตนเองก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับสีหน้าของจางอวี้เหลียน
หมิงเป่าจูอึ้งงันเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าผลจะเป็นเช่นนี้
นางเข้าใจความยากลำบากของสตรีตัวคนเดียวที่ต้องเลี้ยงดูบุตรสาวเพียงลำพัง การที่กลายเป็นคนอุปนิสัยเช่นทุกวันนี้ก็พอเข้าใจได้
แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าหม่ากุ้ยฮวาไม่ใช่คนไม่ยอมแพ้ แต่เป็นคนจริงจัง เจ้าคิดเจ้าแค้นไม่ยอมปล่อยวาง
แต่คำพูดเหล่านี้นางไม่พูดออกมาแน่นอนอยู่แล้ว
“อาการของท่านน่าจะเกิดมาจากความกลัดกลุ้มในใจ จนส่งผลกระทบต่อร่างกาย ทำให้เกิดฝ้าขนาดใหญ่บนใบหน้าตอนนี้สีของมันยังจางอยู่ หากไม่รีบปรับสมดุล อาจยิ่งรุนแรงขึ้นกว่านี้”
ที่จริงก็คือการทำงานผิดปกติของร่างกาย ฮอร์โมนไม่สมดุล ภูมิคุ้มกันร่างกายผิดปกติระบบที่จะรักษาสมดุลถูกทำลาย จึงกลายเป็นเช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้น อาการเช่นนี้เป็นเพียงสัญญาณแรกที่แสดงออกมาเท่านั้น ยังอาจนำไปสู่โรคอื่นๆตามมาอีกด้วย
นางไม่เคยมองข้ามเรื่องของต่อมไร้ท่อ ไม่ว่าหญิงหรือชาย ตราบใดที่มีปัญหาเกี่ยวกับความสมดุลของร่างกายโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ก็จะตามมา ต้องรีบบำรุงรักษาเสียแต่เนิ่นๆ
“หา! ร้ายแรงเช่นนี้เชียวหรือ!” หม่ากุ้ยฮวาเพิ่งรู้จักร้อนใจเอาเดี๋ยวนี้เอง“เช่นนั้น ใบหน้าข้าจะหายเป็นปกติหรือไม่”
หากใบหน้าเต็มไปด้วยจุดสีน้ำตาล ใครจะกล้ามาซื้อเต้าหู้ของนางอีก แค่เห็นหน้าของนางก็คงตกใจหนีเตลิดไปหมดแล้วกระมัง
“หายได้แน่นอนเจ้าค่ะ ข้าจะเขียนเทียบยาให้ ท่านกินยาตามนี้ก็พอ”
หม่ากุ้ยฮวาได้ยินคำพูดของหมิงเป่าจู ก็ยังไม่ค่อยเชื่อ หันไปมองบุตรสาวของตนเอง
“ท่านแม่วางใจเถอะ เป่าจูเก่งกาจด้านการแพทย์มาก” หลี่อวิ๋นปลอบใจมารดา
คำพูดนี้เป็นความจริง นางเห็นกับตาว่าหมิงเป่าจูขับปลิงดูดเลือดออกจากร่างกายของชายผู้นั้นอย่างไรบ้างตอนนั้นนางตกใจจนหน้าซีด วิญญาณหลุดลอยออกจากร่างนานแล้ว
แต่ตลอดทั้งกระบวนการ หมิงเป่าจูอย่างมากก็เพียงแค่ขมวดคิ้วเท่านั้น ทำให้นางรู้สึกนับถือยิ่งในความคิดของนาง ทักษะทางการแพทย์ของหมิงเป่าจูย่อมเป็นผู้มีความสามารถอันดับต้นๆ ของอำเภอติ้งเหลียงโดยมิต้องกังขา
“ป้าเชื่อเจ้า เจ้าจัดการมาเถอะ” หม่ากุ้ยฮวาจึงหันกลับมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
นางอาจไม่เชื่อผู้อื่น แต่ต้องเชื่อคำพูดของบุตรสาวแท้ๆ บุตรสาวของนางไม่มีทางหลอกลวงมารดาตนเองอยู่แล้ว
“ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลบเลือนฝ้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ผิวขาวเนียนนุ่มอีกด้วย”
หมิงเป่าจูกำลังก้มเขียนเทียบยา เขียนไปได้ครึ่งทางก็หยุดลง ครุ่นคิดถึงการจับคู่สมุนไพรที่เหมาะสมและปริมาณที่ใช้พลางแบ่งปันวิธีที่ตนเองนึกขึ้นได้ให้หม่ากุ้ยฮวาฟัง
“วิธีใดหรือ แพงหรือไม่ ฐานะของบ้านป้า เจ้าเองก็น่าจะรู้...”
หม่ากุ้ยฮวาลูบต้นขา พอได้ยินว่ามีสูตรที่ช่วยให้ผิวขาวเนียนนุ่ม ก็กลัวว่าจะต้องใช้เงินมาก
ในความคิดของนาง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของใช้สำหรับสตรีชนชั้นสูงที่ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรจึงนำมาถลุงเล่นกับของเหล่านี้โดยเฉพาะ
ไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านอย่างพวกนางจะคาดหวังได้
แต่ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบ หมิงเป่าจูก็ขัดขึ้นเสียก่อน
“สิ่งนี้อาจหายากสำหรับผู้อื่น แต่สำหรับท่าน กลับเป็นสิ่งธรรมดาสามัญยิ่ง”หมิงเป่าจูทำเป็นอุบไว้
หม่ากุ้ยฮวาและหลี่อวิ๋นอดถามต่อไม่ได้ “อะไรหรือ”
เป็นสิ่งที่พวกนางหาได้ง่ายดายอย่างนั้นหรือ ในบ้านพวกนางมีของที่ช่วยบำรุงผิวพรรณด้วยหรือไยพวกนางไม่เคยรู้มาก่อน
“ที่จริงก็คือ เต้าหู้นี่เอง” หมิงเป่าจูเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ทั้งสองยังคงงุนงง จึงมองหมิงเป่าจูอย่างสงสัย เต้าหู้สามารถกำจัดฝ้าได้ด้วยหรือ