ในไม่ช้า พวกเขาทั้งสามได้เดินทางมาถึงจัตุรัสชั้นในซึ่งตั้งอยู่ใกล้โรงประมูล
เมื่อมองไปยังเบื้องหน้าเวลานี้ เหล่าผู้ฝึกพลังและนักศิลปะต่อสู้ต่างเดินขวักไขว่มากมายราวฝูงปลาในแม่น้ำ
แม้แต่ลูกหลานจากตระกูลมั่งคั่งและที่มีอำนาจก็ยังให้ความสนใจ ต่างเดินทางมาร่วมสนุกในการประมูลที่กำลังจะเกิดขึ้นครั้งนี้ด้วย
ใกล้กับจตุรัสนอกจากจะเห็นตลาดแผงขายของผู้ฝึกฝนแล้ว รอบ ๆ ยังมีสิ่งปลูกสร้างที่สำคัญหลากหลายประเภท
ไม่ว่าจะเป็ห้องฝึกฝนขั้นสูง ห้องสำหรับใช้ปรุงยาและหลอมของวิเศษโดยเฉพาะ
รึจะเป็สถานที่เหมาะ ๆ สำหรับการทะลวงผ่านขั้นพลัง และอื่น ๆ อีกมากที่ในนิกายใหญ่ ๆ มี เขตชั้นในนี้ก็สามารถพบเห็นได้
อีกทั้งร้านค้าสำคัญจากตระกูลผู้ฝึกพลังต่าง ๆ ก็มีให้เลือกมากมาย ขอแค่มีหินิญญาที่นี่พร้อมตอบสนองทุกความ้าผู้มาเยือน
ถึงแม้เมืองจันทร์เงินจะตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง แต่ยุคการบ่มเพาะเฟื่องฟูเช่นในสมัยนี้
ไม่ใช่เื่แปลกที่ตามเมืองต่าง ๆ จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันอย่างเช่นที่พบได้ในเขตชั้นใน
“ไปดูตรงนั้นกันก่อน” โจวเฉินหันไปกล่าวกับสหาย พลางก้าวนำทั้งสองไปทางแผงขายที่เรียงกันเป็แนวยาว
พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปเยี่ยมร้านค้าใหญ่ ๆ ของเมืองเลย จุดประสงค์สำคัญคือการมาเสี่ยงโชคจากแผงขายเ่าั้ เพื่อฆ่าเวลารอจนกว่างานประมูลจะเริ่ม
ตลอดทางจางเหลียงและหลิวชวนจะเดินตามโจวเฉินไปสำรวจรอบ ๆ ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่จากที่เห็นจะเป็พวกสมุนไพร ของวิเศษที่ชำรุดเสียหาย หรือแม้แต่แผนที่สมบัติ
แต่บางครั้งก็จะมีสิ่งของแปลก ๆ ที่ไม่มีใครรู้จักเล็ดลอดสายตาให้เห็นบ้าง และนั่นเป็เหตุผลหลักที่โจวเฉินให้ความสำคัญ
ด้วยความที่เขามีประสบการณ์จาก่ก่อนย้อนเวลา ประกอบกับได้ััศักดิ์สิทธิ์อันเฉียบคมที่มากกว่าผู้ฝึกฝนส่วนใหญ่
นายน้อยสามจึงมั่นใจว่าหากมีรอยรั่วเกิดขึ้น ผู้ที่จะสามารถมองผ่านจนทะลุปรุโปร่งได้ ตัวเขาต้องเป็หนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน
และนี่ถือเป็ข้อได้เปรียบสำคัญ ของผู้ฝึกพลังที่เน้นหนักการพัฒนาทางจิติญญา อาจกล่าวได้ว่า ผู้มีััิญญาลึกซึ้งเกิดมาเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ
โดยไม่คาดคิด ยังไม่ทันที่พวกเขาจะผ่านไปได้ถึงครึ่งทาง บางสิ่งบางอย่างก็ทำให้ทั้งสามค่อย ๆ ชะลอฝีเท้า
โจวเฉินนำกลุ่มแสร้งเข้าไปมองดูของที่วางบนแผงข้าง ๆ ก่อน แล้วสักพักจึงเปลี่ยนความสนใจไปยังแผงขายที่ตั้งถัดไป
เขาทำทีเป็กวาดสายตาไปทั่วทั้งแผง ก่อนจะชี้ไปยังสมุนไพรกองหนึ่ง “ข้าอยากทราบราคาหญ้าน้ำค้างม่วงพวกนี้”
“หนุ่มน้อยนับว่าเ้าตาแหลมไม่เบา หญ้าน้ำค้างม่วงพวกนี้ไม่ใช่ของธรรมดาหรอกนะ ข้าและกลุ่มสหายเสี่ยงชีวิตเข้าไปเก็บหญ้าน้ำค้างม่วงพวกนี้มาจากก้นเหวที่ตั้งอยู่ในส่วนลึกของป่าหมอกิญญาเชียวนะ”
เ้าของแผงหัวล้านร่างท้วม ยังคงแสดงฟันเหลืองเปิดปากเล่าต่อว่า “หนุ่มน้อยเ้าคงเดาไม่ออกหรอก ว่าข้าต้องเจอกับอะไรบ้างกว่าจะได้หญ้าน้ำค้างม่วงคุณภาพหายากพวกนี้มา ข้าเกือบจะเอาชีวิตไปทิ้ง”
โจวเฉินทนฟังอยู่นาน ก่อนจะได้โอกาสพูดแทรก ”ถ้ามันล้ำค่าขนาดนั้นข้าไม่้าแล้วก็ได้พี่ชาย เ้าเก็บเอาไว้ใช้เองเถอะ”
เ้าของร่างท้วมกำลังจะบอกราคาแต่ปากกลับพูดไม่ออก ในตอนแรกพอเห็นอีกฝ่ายหน้าอ่อนเลยคิดจะแต่งเื่ขึ้นมาเพื่อเพิ่มมูลค่า
แต่ใครจะไปคิดว่าภายนอกรุ่นเยาว์ที่ดูไร้ประสบการณ์พวกนี้ จะไม่ยอมเล่นตามกฎกันล่ะ แม้แต่ราคาก็ยังไม่มีโอกาสได้เอ่ย แล้วเขาจะพูดอะไรได้อีก
“แล้วของชิ้นนี้ล่ะ และอันนี้ด้วย พี่ชายเ้าพูดราคามาได้เลย”
โจวเฉินเป็ฝ่ายทำลายความเงียบ เขาชี้ไปยังของที่วางข้าง ๆ หญ้าน้ำค้างม่วง แล้วจึงถามถึงราคาอีกอย่างใกล้ ๆ กันซึ่งเป็ดาบที่หัก
ในบรรดาสินค้าทั้งหมดไม่ว่าจะเป็หญ้าน้ำค้างม่วง แผนที่สมบัติและดาบเล่มใหญ่ที่หักครึ่ง
สิ่งที่เขา้าจริง ๆ คือดาบหัก หรือจะพูดให้ถูกน่าจะเป็หินกลม ๆ ที่ใช้ประดับไว้ท้ายด้ามดาบนั่นต่างหาก
“หญ้าพวกนี้ต้นละ 50 หินิญญา แผนที่สมบัตินั่น 200 ส่วนดาบ 800” เ้านายฟันเหลืองรีบบอกราคาอย่างรวดเร็ว เขากลัวจริง ๆ เกรงว่าจะไม่มีโอกาสได้พูด
“พี่ชาย ข้า้าทุกอย่างเลย หญ้าน้ำค้างม่วงข้าเอาแค่ต้นเดียว ทั้งหมด 900 หินิญญาตกลงไหม”
หลังจากนั้นใช้เวลาต่อรองราคาได้ไม่นาน สุดท้ายเขาได้ของทั้งหมดไปในราคา 930 หินิญญา
“ขอบคุณมากพี่ชาย”
เมื่อจ่ายเงินและเก็บสิ่งที่้าลงในถุงแล้ว โจวเฉินจึงเดินไปทางอีกแผงที่อยู่ไม่ไกลกันนัก
แต่ในระหว่างนั้น เขาเห็นเ้าอ้วนจางกำลังยืนโต้เถียงกับใครบางคน พอก้าวเข้าไปใกล้ดูเหมือนอีกฝ่ายจะสังเกตเห็นทางนี้
หนึ่งในสามคนพวกนั้นเปลี่ยนเป้าหมายชำเลืองมาทางเขา แล้วใช้น้ำเสียงเยาะเย้ยเอ่ยอย่างประชดประชัน
“นั่นมิใช่อัจฉริยะกระบี่ของเราหรอกหรือ”
อีกสองคนที่ได้ยินดังนั้น ต่างพากันหัวเราะเยาะแล้วหนึ่งในนั้นกล่าวออกมาว่า “อัจฉริยะคนที่แพ้เป็คนแรกนั่นน่ะเหรอ”
“ตกรอบแรก ๆ ก็ขายหน้ามากพอแล้ว แต่นี่แพ้คนแรกในงานประลองสมแล้วที่อยู่กลุ่มเดียวกับเ้าอ้วนจาง” อีกคนพูดเสริมขึ้นมา
และคนแรกที่เยาะเย้ยก็หัวเราะพลางเพิ่มเติมอีกว่า “เหมาะสมแล้ว เหมาะกันดีมาก ไม่เช่นนั้นจะเป็สหายกันได้ยังไง”
ว่าแล้วทั้งสามก็พากันะเิเสียงหัวเราะอย่างขบขัน โดยแสดงท่าทางเกินจริงราวกับนี่คือเื่ที่ตลกที่สุดในโลก
ทางด้านโจวเฉินที่ตกเป็เป้าการเยาะเย้ย สีหน้าของเขายังเผยรอยยิ้มจาง ๆ อย่างเป็ปกติ คำดูถูกพวกนั้นไม่ได้ถูกเก็บมาใส่ใจเลยสักนิด
สามคนตรงหน้าล้วนเป็แค่ตัวตลกสำหรับเขา ไม่ว่าจะเป็่ชีวิตก่อนหรือในเวลานี้ มันไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม
ความจริงรุ่นเยาว์เหล่านี้มิได้มีความขุ่นเคืองกับเขามาก่อน เพียงแต่ว่าทั้งสามเคยบาดหมางกับเ้าอ้วนจาง
เมื่อเห็นจางเหลียง โจวเฉินและหลิวชวนสนิทกัน อีกสองคนที่เหลือจึงตกเป็เป้าการดูถูกไปด้วย
ส่วนต้นเหตุที่แท้จริงก็ไม่ได้มีตรงไหนเข้าใจยาก พี่น้องทั้งสามมาจากตระกูลหม่า
มีภูมิหลังที่มาคล้าย ๆ ตระกูลจางของจางเหลียง ซึ่งเป็เ้าของหอการค้าขนาดใหญ่อีกแห่งภายในเมืองจันทร์เงิน
ในขณะนั้น ทางด้านจางเหลียงและหลิวชวนที่ได้ยินอีกฝ่าย พูดจาดูแคลนสหายกันอย่างสนุกปากก็เตรียมตัวจะเข้าไปสั่งสอน
แต่กลับเป็โจวเฉินที่สังเกตเห็นแล้วรั้งทั้งคู่เอาไว้ ความขัดแย้งจึงยังไม่บานปลายมากไปกว่านี้
“จางเหลียง หลิวชวนเราไปกันเถอะ อย่าไปใส่ใจเสียงเห่าของสุนัข”
เหตุผลที่โจวเฉินเลือกจะจากไปไม่ใช่เกรงกลัวอีกฝ่าย แต่เพราะทราบดีว่าอยู่โต้ตอบด้วยน้ำลายต่อไปก็เสียเวลาเปล่า
ดังนั้นเมื่อทราบแต่แรกแล้วว่า ไม่สามารถลงมือกับพี่น้องหม่าที่นี่ได้
เขาจึงให้ความสำคัญกับการค้นหาของที่มีค่าก่อน แล้วค่อยหาโอกาสเหมาะ ๆ กลับมาสะสางกับสามพี่น้องหม่าในภายหลัง
อีกอย่างหนึ่ง หากพวกเขากล้าก่อเื่ขึ้นที่นี่จริง ๆ อาจไม่จบลงแค่ถูกยามที่ลาดตระเวนใกล้เข้ามาโยนออกไปก็ได้
บางทีแม้แต่สิทธิ์ในการเข้าร่วมงานประมูล ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกปฏิเสธไปด้วย
“เ้าว่าใครเป็สุนัข”
“เ้าขยะจากตระกูลโจวใครบอกให้ไปกลับมาเดี๋ยวนี้”
“เ้าพวกขี้ขลาดข้าบอกให้กลับมา”
สามพี่น้องหม่าที่เห็นฝ่ายตรงข้ามจากไป ทำได้แค่ะโไล่หลังแต่ก็ไม่มีใครหันกลับมาให้ความสนใจพวกเขาเลย
ทั้งสามจึงได้แต่จำใจจากไปอย่างไม่สบอารมณ์ และตั้งใจเอาไว้ว่าจะจัดการจางเหลียงกับสหายของมันในครั้งหน้า
ทางด้านโจวเฉินและสหายหลังออกห่างจากสามพี่น้องหม่าแล้ว พวกเขาก็กลับมาเพลิดเพลินกับการมองหาของดีที่อาจถูกมองข้ามอีกครั้ง
แต่กว่าจะสำรวจแผงขายจนทั่วทุกที่ เวลาได้เลยผ่านไปอีกเกือบสองชั่วยาม
ในท้ายที่สุด ผลการเก็บเกี่ยวของโจวเฉินวันนี้มีทั้งหมดสามอย่างด้วยกัน
นอกเหนือจากดาบหักในตอนแรกแล้ว เขาได้สมุนไพรที่มีมูลค่าสูงมาอีกสองชิ้นในราคาที่ถูก
โจวเฉินจึงนำสมุนไพรทั้งสองชนิดไปขายให้ร้านค้าที่รับซื้อ โดยชี้ให้เห็นคุณค่าที่แท้จริงของมัน
ชิ้นแรกเป็กล้วยไม้สีน้ำตาลที่ได้มาในราคา 200 หินิญญา แต่ขายไป 5,000 หินิญญา
ส่วนสมุนไพรอีกชนิดเรียกว่าเถาวัลย์หิน เขาซื้อสิ่งนี้มา 180 หินิญญา และปล่อยไปในราคา 4,800 หินิญญา
“พี่เฉินเ้าตาดีจริง ๆ แค่เดินดูแผงพวกนั้นก็ทำเงินได้แล้วตั้งเกือบหมื่นหินิญญาแหนะ” หลิวชวนเอ่ยชมระหว่างออกมาจากร้านค้า
ด้านจางเหลียงที่มองเห็นโอกาส เลยพูดขึ้นบ้าง “สอนข้าแยกแยะของพวกนั้นบ้างสิพี่เฉิน ข้าเองก็อยากทำเงินแบบเ้าเหมือนกันนะ”
“ไม่มีปัญหาเอาไว้ครั้งหน้าข้าจะสอนให้ แต่ตอนนี้ข้าว่าเราไปหาที่ดี ๆ แล้วสั่งของอร่อย ๆ มากินกันเถอะ กว่าการประมูลจะเริ่มยังเหลือเวลาอีกตั้งเกือบสองชั่วยามไม่ใช่เหรอ”
“เป็ความคิดที่ดี ข้าเองก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน” จางเหลียงรีบเห็นด้วยกับโจวเฉิน
ส่วนหลิวชวนก็คงต้องเห็นด้วย จากนั้นจึงเสนอขึ้นมาว่า “ถ้างั้นลองไปดูที่ร้านตรงนั้นดูไหม ตอนเราเดินผ่านมาข้าได้ยินคนพูดว่า ที่นั่นมีจานใหม่เพิ่งเปิดให้ลองวันนี้ด้วย”
“ดี งั้นไปกันเถอะ” จางเหลียงลากสหายมุ่งหน้าตรงไปร้านอาหารด้วยท่าทางกระตือรือร้น