นี่แทบจะเป็ครั้งแรกที่ฉันเกิดมาจวบจนอายุสิบหกปีได้เลยมั้งที่ฉันตื่นแต่เช้าตรู่แบบนี้ ก็แหมในที่สุดวันนี้ที่ฉันรอคอยมันก็มาถึงแล้วน่ะสิหลังจากที่ฉันทุ่มเทแรงกายแรงใจอ่านหนังสือสอบชนิดที่ว่าแทบจะกระอักเืออกมาเป็ข้อสอบกันเลยทีเดียวก็พอคิดว่าอีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงฉันก็จะได้เจอกับพี่เรย์สุดที่รักแล้วความเหนื่อยล้าทั้งหมดมันก็แทบจะมลายหายไปทันที
หลังจากที่จัดแจงแต่งตัวเสร็จสรรพเรียบร้อยฉันก็รีบกระโจนออกจากห้องแล้วรีบถลาลงมาข้างล่างทันทีแต่กระดี๊กระด๊าดีใจได้แป๊บเดียวเท่านั้นแหละ พอลงมาถึงห้องโถงข้างล่างปุ๊บก็ดันมาเจอกับสายตาหงอยเหงาของพ่อเข้าไปฉันเลยร่าเริงไม่ออกแล้วเนี่ย
“เมเบลแน่ใจเหรอลูกว่าจะไปคนเดียวไม่ให้พ่อกับแม่ไปส่ง”พ่อยังคงทำสายตาละห้อยไม่เลิก
“แน่ใจสิคะ เมเบลโตแล้วนะไปโรงเรียนคนเดียวได้ค่ะ”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่ค่ะ เมเบลยังไม่หายโกรธคุณพ่อหรอกนะคะ”ฉันบอกพร้อมทั้งสะบัดหน้าหนีอย่างงอน ๆ
ก็จะไม่ให้โมโหได้ไงล่ะก็เริ่มแรกสุดเลยก็เพราะคุณพ่อยอมอนุญาตให้พี่เรย์ย้ายไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดกับคุณปู่นี่แหละฉันถึงต้องมีรัก (ข้างเดียว) ทางไกลแบบนี้ วีรกรรมของพ่อฉันยังไม่จบแค่นั้นนะแค่ฉันเอ่ยปากว่าจะย้ายไปเรียนที่เดียวกับพี่เรย์พ่อก็โวยวายไม่ยอมท่าเดียวจนฉันยื่นคำขาดว่าจะไม่พูดด้วยตลอดชีวิตแค่นั้นแหละถึงได้ยอมจำนน
“แม่ช่วยพูดให้พ่อหน่อยสิเมเบลใจร้ายกับพ่อเหลือเกิน TT_TT”
โอ๊ยยย ตาย ฉันละหน่ายกับพ่อฉันจริง ๆนี่คิดว่าตัวเองอายุเท่าไหร่กันเนี่ย (=__=;;)
“แม่ไม่พูดให้หรอกเมเบลโตแล้วคุณน่ะควรปล่อยให้ลูกได้ทำอะไรด้วยตัวเองบ้างเถอะค่ะ”
“งื้อออ เมเบลรักแม่ที่ซู้ดดด (>_<)” ฉันโผเข้าไปหอมแก้มแม่ฟอดใหญ่หนึ่งทีด้วยความรัก
“แล้วพ่อล่ะ”พ่อบอกพร้อมกางแขนรอรับการสวมกอดจากฉันแต่ฝันไปก่อนเถอะ
“....เชอะ”ฉันแกล้งสะบัดหน้าหนีแต่พอเห็นว่าคนตรงหน้ายืนตัวหดเหลืออยู่สองนิ้วก็อดสงสารไม่ได้“ล้อเล่นค่า เมเบลก็รักคุณพ่อเหมือนกันนะ แต่ว่าเมเบลต้องรีบไปแล้วแหละไม่งั้นแผนเซอร์ไพรส์พี่เรย์จะล่มเอา”
ฉันหอมแก้มคนแก่ขี้ใจน้อยไปอีกหนึ่งทีก่อนจะผละออกแล้วขึ้นไปนั่งโบกมือหย็อยๆ อยู่บนรถ
“ตั้งใจเรียนนะลูก แล้วพ่อจะแวะไปหาบ่อย ๆ T_T”
คนอย่างเมเบลน่ะอยากได้อะไรแล้วก็ต้องได้ต่อให้พ่อจะคัดค้านหัวชนฝาแค่ไหนก็เถอะ เห็นมั้ยล่ะแค่อ้อนนิด ๆ หน่อยไม่ว่าจะอยากได้อะไรพ่อก็จะหามากองให้ฉันทั้งหมดนั่นแหละ
“เดินทางปลอดภัยนะลูกถ้าไปถึงแล้วก็โทรมาบอกแม่ด้วยนะ”
“โอเคค่า แล้วเจอกันนะคะ”
ฉันบอกลาพ่อกับแม่อีกครั้งก่อนจะปิดประตูรถแล้วบอกให้คุณลุงคนขับเคลื่อนรถออกได้
หวังว่าแผนเซอร์ไพรส์ของฉันจะทำให้พี่เรย์ดีใจได้นะ
โอ๊ยยย ตื่นเต้นชะมัด (>_<)
ฉันทบทวนแผนการในใจเป็การฆ่าเวลาไปในระหว่างที่นั่งแกร่วอยู่บนรถเป็รอบที่ล้านความจริงแผนก็ไม่มีอะไรมากหรอก แต่มันเซ็งนี่นาก็จากบ้านมาใช้เวลาเดินทางตั้งสามชั่วโมงกว่าแถมวันนี้ก็เป็วันเปิดเทอมพอดีฉันเลยตั้งใจจะไปเจอหน้าพี่เรย์ที่โรงเรียนเลยน่ะสิในระหว่างที่กำลังนั่งใจจดใจจ่ออยู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ที่อยู่ข้างตัวก็ดังขึ้น
“ว่าไงดีน”
ฉันกรอกเสียงผ่านโทรศัพท์ด้วยความวิตกสุดขีดก็นี่ยังไม่ถึงเวลาที่ดีนจะติดต่อมาหาเลยนี่นาไม่ใช่ว่าหมอนี่จะมาสารภาพว่าหลุดปากพูดแผนการของฉันให้พี่เรย์ฟังไปแล้วหรอกนะ
[โอ๊ะ!!รับสายฉันแล้วไหงถึงได้ทำเสียงหงุดหงิดแบบนั้นกันล่ะ อีกอย่างฉันเป็พี่เธอนะช่วยเติมคำว่าพี่หน่อยเหอะบอกหลายหนแล้ว]
ดีนบ่นฉันแบบนี้มาเป็รอบที่ล้านได้มั้งแต่ถึงจะบ่นให้ตายคนที่ฉันจะเรียกพี่ก็มีแค่พี่เรย์เท่านั้นแหละ
“ก็ฉันกลัวว่านายจะโทรมาบอกว่าแผนล่มแล้วน่ะสินายแน่ใจนะว่าไม่ได้หลุดปากพูด”
[ไม่ได้หลุดล้านเปอร์เซ็นต์น่าว่าแต่เธอเหอะฉันกลัวทางเธอมากกว่าเห็นว่าคุณอาไม่ยอมจนวินาทีสุดท้ายเลยนี่นานึกว่าจะมาไม่ได้แล้ว]
“นายคิดว่าฉันเป็ใครกันล่ะ”
[คร้าบ ๆคุณหนูเมเบลคนเก่งเอาเป็ว่าเธอมาได้แน่ฉันก็จะได้หลอกให้เรย์มันไปตรงทีที่เรานัดกันไว้แล้วกันแล้วเจอกันนะ]
“อื้อแล้วเจอกัน”
หลังจากวางสายฉันก็หลับตาพริ้มวาดฝันไปไกลถึงเื่ราวที่จะเกิดหลังจากนี้ไปอีกรอบ
เสียงพูดคุยจ้อกแจ้กดังไปทั่วบริเวณสองข้างทางระหว่างที่ฉันกำลังเดินผ่านจากหน้าโรงเรียนไปยังจุดที่นัดหมายไว้กับดีนก็พอเข้าใจได้นั่นแหละนะว่าทุกคนกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่กำลังตื่นเต้นเพราะสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ฉันก็เหมือนกัน
ทุกจังหวะที่ฉันก้าวเดินดุ่ม ๆไปอย่างมั่นใจนี้หัวใจฉันมันเต้นกระเด็นกระดอนจนจะหลุดออกมานอกอกอยู่แล้ว
นี่เป็ครั้งแรกในรอบสี่ปีที่ฉันจะได้ใช้ชีวิตติดอยู่กับพี่เรย์ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแบบนี้อีกแค่ไม่กี่อึดใจความฝันฉันก็จะเป็จริงแล้ว
นั่นไงล่ะ ในโรงอาหารนั่นที่ฉันนัดกับดีนเอาไว้ตอนนี้พี่เรย์นั่งอยู่ตรงนั้นแล้ว อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น นับถอยหลังในใจได้เลย
ห้า...สี่...สาม..สอง..หนึ่ง...
พลั่ก!!
ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ไปถึงตัวพี่เรย์เลย อยู่ ๆฉันก็ถูกใครไม่รู้รวบตัวไปกอดเอาไว้ในอ้อมแขนแล้วจากนั้นเขาก็กดหัวฉันเอาไว้ให้ไปซุกที่อกเขาจนแน่น
“นี่นายทำอะไรเนี่ย ปล่อยฉันนะ”ฉันดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนแล้วกรีดเสียงร้องออกมาสุดเสียง
“โอ๊ยยย แสบแก้วหูชะมัดนี่ฉันกำลังช่วยเธอไม่ให้โดนลูกบอลกระแทกหัวอยู่นะยัยงั่ง”
ปะ..ป่าเถื่อนที่สุดั้แ่เกิดมาฉันเพิ่งจะโดนคนมาเรียกแบบนี้เป็ครั้งแรกเลยนะย๊าาาาอีตานี่เป็ใครมาจากไหนกัน (= [] =;;)
“ช่วยกันบอลแล้วทำไมต้องดึงไปกอดด้วยเล่า”ตัวฉันทั้งตัวมีแค่พี่เรย์เท่านั้นที่จะััได้นะยะ -*-
“ฉันไม่ได้กอดเธอเพราะอยากกอดสักหน่อยคนอื่นเขาะโบอกเธอตั้งนานมัวเหม่อบ้าอะไรอยู่ถึงไม่ได้ยินล่ะยัยงั่ง”
ยะ..ยัยงั่งอีกแล้ว (= [] =;;)
“นี่นาย ฉันมีชื่อนะ ไม่ได้ชื่อยัยงั่งสักหน่อยเลิกเรียกแบบนั้นสักทีได้มั้ย”
“จะชื่ออะไรก็ช่างเถอะไม่ได้อยากรู้จักด้วยสักหน่อย ซวยชะมัดต้องมาเจ็บตัวเพราะเธอเนี่ย”
หมอนี่เดินจากไปอย่างไม่ไยดี ปล่อยให้ฉันได้แต่นึกคับแค้นใจแล้วอยากจะกรีดร้องออกมาให้รู้แล้ว รู้รอด ถ้าไม่ติดว่าพี่เรย์นั่งรออยู่ตรงนั้นละก็นะ
ให้ตายสิเพราะอีกตาหัวหย็อยนั่นฉันเลยหมดอารมณ์จะเซอร์ไพรส์พี่เรย์แล้ว T^T
“...ทาดา พี่เรย์เมเบลมาหาแล้วค่า”
ให้ตายสิทั้งที่ฉันตั้งใจจะมาเซอร์ไพรส์พี่เรย์ด้วยรอยยิ้มแท้ ๆแต่ตอนนี้ฉันกลับยิ้มไม่ออกเพราะอารมณ์ข้างในกำลังเดือดพล่านเพราะอีตาหัวหย็อยนั่นคนเดียวเลยT^T
“เมเบล ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”พี่เรย์ลุกพรวดขึ้นมาจากเก้าอี้มองฉันด้วยสีหน้าที่ใ แถมฉันไม่ได้รู้สึกถึงความดีใจเลยสักนิดในแววตานั้น
...ทำเอาฉันเฟลไปเลย
“ฮะ ๆ นั่นสิ ใหมดเนี่ย”อีตาดีนแสดงละครได้ห่วยมากเหอะ
“พี่เรย์ทำไมทำเหมือนไม่ดีใจเลยล่ะคะที่เจอเมเบลที่นี่TT^TT”
“ไม่ใช่อย่างนั้น พี่ก็ต้องดีใจอยู่แล้วสิก็ไม่ได้เจอเมเบลตั้งสี่ปีนี่นา”คนตรงหน้าบอกฉันพร้อมรอยยิ้มที่กว้างจนตาเป็รูปสระอิเลยทีเดียว
น่ารักกกกก งื้อ...คิดถึงจังเลยไฝใต้ตาน้อยฮีลใจฉันอันนั้นน่ะ
“ดีใจแน่เหรอ ไม่โกหกนะ”
ฉันะโกอดเอวคนตรงหน้าหมับเข้าให้แสดงความเป็เ้าของเต็มที่ คิดไม่ผิดจริง ๆที่ให้ดีนพาพี่เรย์มาเจอกันที่โรงอาหารแบบนี้น่ะ คนเยอะ ๆแบบนี้ข่าวจะได้กระจายไปทั่วว่าพี่เรย์มีเ้าของแล้วยังไงล่ะ
เป็ไงล่ะฉันฉลาดมั้ยล่ะ โฮะ ๆ (^O^)
ในขณะที่ฉันกำลังชื่นชมความฉลาดล้ำของตัวเองอยู่นั้นอยู่ ๆ เสียงใสแจ๋วก็ดังเจื้อยแจ้วทักพี่เรย์มาจากด้านหลังฉันเลยรีบหันหลังไปดูที่มาของเสียง แล้วก็ไม่ใช่ใครที่ไหนยัยคนที่อยู่ในไอจีของอีตาดีนนั่นเอง
“อ่าวเรย์ มาอยู่ที่โรงอาหารกันเองเหรอเราก็มองหาเรย์ตั้งนาน”
หืมมม มองหาทำไมก่อนยะ แล้วเดี๋ยวก่อนนะยืนเรียงกันอยู่สามคนแต่ทักพี่เรย์คนเดียวนี่มันหมายความว่าไงกันยะ -*-
“ก็ดีนมันนัดเจอเราที่นี่น่ะแล้วมิยูล่ะมาคนเดียวเหรอ น้องชายไปไหนละ”
“ยูตะบ่นว่าเจ็บแขน ไม่รู้แขนไปโดนอะไรมาน่ะสิเลยไปหายาทาที่ห้องพยาบาลน่ะ”
“อะ...เอ่อคือว่าพี่เรย์เมเบลอยากไปดูที่ห้องเรียนที่พี่เรย์อยู่แล้วล่ะไปกันเถอะ”
ฉันตัดสินใจทำลายบรรยากาศ ‘โลกนี้มีเพียงเราสอง’ให้สิ้นซากด้วยการดึงแขนพี่เรย์กลับสู่โลกความจริงแรง ๆแล้วกึ่งดึงกึ่งลากพี่เรย์ให้ออกจากตรงนั้นให้ไว้ที่สุดโดยมีอีตาดีนหัวเราะคิกคักตามหลังมาติดๆ
“เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนสิเมเบลพี่ยังคุยกับมิยูไม่จบเลยนะ ไม่น่า..”
“พี่เรย์จะพูดว่าไงนะคะ”
จะมาว่าฉันไม่น่ารักอย่างงั้นล่ะสิแล้วใครหน้าไหนมันจะไปทนได้ล่ะยะพี่เรย์คนบ้าจะมีใครบ้างที่ยอมให้ผู้หญิงคนอื่นมาจีบคนที่ตัวเองชอบต่อหน้าต่อตาแบบนี้นะโธ่เอ๊ย นี่ถ้าไม่ใช่พี่เรย์นะแม่จะกรี๊ดแตกไปแล้ว T^T
“เมเบลไม่อยากทำตัวน่ารักกับใคร ยกเว้นพี่เรย์หรอกนะคะเพราะงั้นต่อให้พี่เรย์จะพูดยังไงก็ตามเมเบลไม่สน เข้าใจมั้ยคะ^^”
“โห้ยย น่าน้อยใจชะมัด ฉันเป็พี่ชายเธอแท้ ๆนะช่วยเธอทุกอย่างเธอก็ไม่สนใจฉันด้วยงั้นเหรอ”
“แน่นอนสิ นายกำลังละเมออะไรอยู่ล่ะดีน”
“แต่ฉันเป็ผู้มีพระคุณกับเธอนะคิดดูสิถ้าฉันไม่ลงรูปนั้นไปเธอจะได้มายืนอยู่ตรงนี้มั้ย”
“รูปอะไรน่ะ”
“มะ...ไม่มีอะไรค่ะอีตาดีนมันเพ้อเจ้ออย่าไม่สนใจเลยเนอะ”
ฉันต้องลากพี่เรย์ออกมาอีกหนเพราะอยากจะรีบเดินออกไปให้ไกลอีตาดีนนี่ให้ไวที่สุดหน็อยเจ็บใจมันชะมัดเอาแต่หัวเราะคิกคัก ๆ ตามหลังมาอยู่ได้
คอยดูเหอะสักวันแม่จะแช่งให้ฟันร่วงหมดปากเลยฝากไว้ก่อนเถอะ -*-
“ว่าแต่ว่าก่อนที่เมเบลจะเดินมาที่โรงอาหารพี่ได้ยินเสียงเหมือนคนมีเื่อะไรกันด้วยล่ะเมเบลเห็นบ้างมั้ย”
ให้ตายเกือบจะลืมเื่อีตาหัวหย็อยไปแล้วเนี่ยพี่เรย์ถามทำไมกันนะ
“ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้นเลยค่า”
และก็เป็อีกหนที่ฉันนึกอยากจะหันกลับไปเอามือกระแทกไปที่ปากอีตาดีนสักหนสองหนให้หมอนี่หยุดหัวเราะสักทีน่ะฮึ่ยยยยย -*-
ทุกคนเคยได้ยินคำที่ว่า‘ความบังเอิญใดใดไม่มีในโลก’ อะไรประมาณนี้บ้างมั้ยคะไม่รู้ว่าชีวิตฉันไปทำเวรทำกรรมเอาไว้ตอนไหนถึงต้องได้มาซวยแบบนี้โรงเรียนก็ออกจะหรูหราไฮโซ ห้องเรียนก็ไม่ใช่ว่าจะมีแค่ห้องเดียวซะเมื่อไหร่คนตั้งเป็ร้อยเป็พันคนทำไมนะทำไมฉันถึงต้องจับฉันมาอยู่ห้องเดียวกับไอ้เ้าหัวหย็อยนี่ด้วยเล่าโธ่ T^T
“มองหน้าฉันทำไมน่ะบอกไว้ก่อนนะว่าไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวหรอกที่เซ็งน่ะ ยัยงะ”
ฉันรีบกระโจนเอามือไปอุดปากหมอนี่ซะก่อนที่เขาจะพ่นประโยคหยาบคายออกมาเป็ครั้งที่สาม
“ฉันมีชื่อนะ หยุดเรียกฉันอย่างงั้นเดี๋ยวนี้เลยนะยะ”
“ไม่อยากรู้จักไม่ต้องบอก”
อะไรของอีตานี่เนี่ย (- [] - **)
“ว่าไงน๊าฉันก็ไม่ได้อยากจะรู้จักนายเหมือนกันแหละน่า เชอะ!!”
ฉันสะบัดหน้าหนีแล้วตั้งท่าจะเดินออกมาจากตรงนั้นแต่พอก้าวเท้าเดินหน้าจู่ ๆ ฉันก็รู้สึกเจ็บที่หัวอย่างแรงเหมือนโดนกระชากผมอยู่
“เจ็บนะ นายทำบ้าอะไร...เนี่ย”
ฉันตั้งใจจะหันไปต่อว่าเขาอีกหนแต่ก็ต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงท้องไปหมอนั่นไม่ได้ทำอะไรสักนิดฉันต่างหากที่สะบัดผมแรงไปหน่อยจนผมมันดันไปพันเข้ากับกระดุมเสื้อของหมอนี่เข้า
ฮืออออ ทำไมวันนี้ถึงมีแต่เื่ซวยได้ล่ะเนี่ย
“ฉันไม่ได้เป็คนทำอะไรเธอสักหน่อย”หมอนี่รีบแก้ตัว
“รู้แล้วล่ะ อยู่นิ่ง ๆ สิฉันจะดึงออกเอง”
“ไม่เจ็บหรือไง”
“แล้วนายจะให้ฉันเอาผมฉันไปพันไว้กับกระดุมนายทั้งวันเลยหรือไงกันเล่านายอยู่นิ่ง ๆ สิฉันจะดึง”
“เฮ้ย! หยุดก่อน” เขาร้องเสียงหลงแล้วรีบเอามือใหญ่ๆ ของเขามารวบมือฉันไว้ก่อนจะหันไปขอยืมกรรไกรจากเพื่อนที่นั่งข้างๆ“ผมสวยขนาดนี้ดึงออกง่าย ๆ ไม่เสียดายหรือไงเล่า”ว่าแล้วหมอนี่ก็คว้ากรรไกรมาบรรจงตัดลงไปบนเส้นด้ายที่ยึดกระดุมเสื้อให้กระดุมมันค่อยๆ หลุดออก
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
“ดะ...เดี๋ยวมันก็ยาวใหม่ได้แหละน่า”
บ้าจริง มาใจเต้นอะไรกันเล่าหัวใจฉันหยุดเดี๋ยวนี้เลยน๊าา (>_<;;)
“ผมคือชีวิตของผู้หญิงเลยไม่ใช่หรือยังไงล่ะพี่สาวฉันเคยบอกไว้ เห็นมั้ยล่ะถ้าไม่ใจร้อนก็ไม่ต้องเสียผมแล้วแถมไม่เจ็บด้วย”
อารมณ์ไหนเนี่ย เมื่อกี้ยังด่าฉันฉอด ๆ อยู่เลยเอาเป็ว่า...
“ขอบใจ”
ฉันบอกออกไปทั้งที่ไม่เต็มใจแล้วก็ไม่คิดด้วยว่าชีวิตนี้จะต้องได้ยุ่งเกี่ยวกับหมอนี่อีกแล้ว
แต่ทำไมนะทำไมกันที่ก็ตั้งกว้างออกขนาดนั้นแต่ทำไมหมอนี่ถึงต้องจงใจมานั่งอยู่ที่ด้านหลังฉันด้วยเล่างื้อออออ เมเบลอยากกลับบ้านแล้ววววว T^T