ตอนที่ 7 พัวพัน (1)
ทว่านางยังไม่ทันเก็บรอยยิ้มคืนมา รอยยิ้มนั้นกลับแข็งทื่อในชั่วพริบตา
บุรุษใบหน้าขาวกระจ่าง ดูแล้วสมเป็ซิ่วไฉผู้สง่างามปรากฏตัวขึ้นตรงหน้านาง
บุรุษหนุ่มเห็นนางมองตนก็อดคลี่ริมฝีปากไม่ได้ เขาเผยรอยยิ้มนุ่มนวลแล้วกล่าวว่า “เสี่ยวฉาน ซย่าเสี่ยวฉาน สวัสดี ข้าคือหลี่ฉงเหวิน”
ซย่าเสี่ยวฉานกะพริบตา ครู่ต่อมาถึงได้หลุดจากภวังค์
รอยยิ้มของนางไม่แปรเปลี่ยน ถึงขั้นหวานล้ำงดงามกว่าเดิมด้วยซ้ำ นางพูดว่า “ที่แท้ก็หลี่ซิ่วไฉนี่เอง มีธุระอันใดหรือ”
หลี่ฉงเหวินชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ข้า...”
ซย่าเสี่ยวฉานตัดบทเขา “หลี่ซิ่วไฉ หากไม่มีอันใด โปรดอย่ารบกวนการทำงานของหญิงชาวนาเช่นข้าเลย อีกอย่าง หลี่ซิ่วไฉก็เป็ถึงซิ่วไฉ ย่อมต้องรู้ว่าชื่อเสียงและคุณธรรมเป็สิ่งสำคัญสำหรับสตรี”
สีหน้าหลี่ฉงเหวินแข็งทื่อ เหตุใดซย่าเสี่ยวฉานในตอนนี้ถึงไม่เหมือนเมื่อก่อน
เขาอดเอ่ยไม่ได้ว่า “เมื่อวานข้าให้แม่สื่อไปสู่ขอเ้าที่บ้านแล้ว เ้ายินดีแต่งให้ข้าหรือไม่”
พูดจบเขาก็เลิกคิ้วขึ้น แฝงความเย่อหยิ่งอยู่เล็กน้อย ด้วยสถานะของเขา การสู่ขอสตรีชาวนาผู้หนึ่ง นับว่าเป็โชคดีที่สั่งสมมาหลายชาติของสตรีชาวนาเช่นนี้แล้วจริงๆ ต่อให้บิดามารดาของเขาไม่เห็นด้วย ขอเพียงเขากวักมือกระดิกนิ้ว นางต้องยอมตกลงอย่างแน่นอน
ซย่าเสี่ยวฉานนิ่งอึ้ง นางหลุบตาพลางตอบว่า “การแต่งงานเป็เื่ใหญ่ ย่อมต้องเป็คำสั่งบิดามารดาและคำพูดของแม่สื่อ คุณชายหลี่ ท่านหาคู่สนทนาผิดคนแล้ว”
หลี่ฉงเหวินรู้สึกประหลาดใจที่นางไม่ได้เสียกิริยา ทั้งยังเป็ตะปูนิ่ม[1]แบบนี้ เหตุใดซย่าเสี่ยวฉานในปัจจุบันถึงแตกต่างกับซย่าเสี่ยวฉานที่เขาเคยพบมาก่อน
ต้องทราบว่าซย่าเสี่ยวฉานเมื่อก่อนนั้น แค่เขาพูดกับนางไม่กี่ประโยค แม่นางผู้นี้ก็หน้าแดงทันที เพียงกระดิกนิ้ว นางก็หลงใหลและว่าง่าย ยอมเชื่อฟังคำของเขาแล้ว
หลี่ฉงเหวินรู้สึกว่าตนเองใกล้จะเสียสติแล้วจริงๆ นับั้แ่กลับมาที่บ้าน เขาที่ใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่าจนเคยชิน ไม่สามารถทนรับชีวิตอันยากจนข้นแค้นเช่นนี้ได้แม้แต่วันเดียว
ตอนนี้พวกเขาต้องกินโจ๊กข้าวกล้องปนเม็ดทรายทุกวัน ยิ่งไปกว่านั้นหนึ่งคนยังกินได้แค่หนึ่งชาม เขาต้องย่อมกินไม่อิ่ม
บนร่างเขาสวมอาภรณ์สีขาว ซึ่งเป็เสื้อผ้าชุดเดียวของเขาที่ไม่มีรอยปะชุน แต่อีกหนึ่งเดือนก็ใกล้จะถึง่ลี่ตง[2]แล้ว หากเขาเข้าไปในสำนักศึกษาแต่ไม่มีกระทั่งเสื้อผ้าที่สมบูรณ์สักตัว ตอนที่เขาเข้าเรียนด้วยชุดที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน คนทั้งสำนักศึกษาจะต้องหัวเราะเยาะเขาเป็แน่
นี่ยังไม่เท่าไร แต่บ้านที่พวกเขาอยู่นี่สิ เป็เพียงกระท่อมมุงจากเท่านั้น ฤดูหนาวนี้หิมะคงตกหนัก ครอบครัวของเขาคงแทบจะแข็งตายกันหมด
ที่ร้ายแรงถึงชีวิตที่สุดก็คือห้องน้ำของพวกเขา มันถูกสร้างไว้ที่ลานบ้าน ยามฤดูหนาวมาเยือน แค่ไปเข้าห้องน้ำครั้งเดียวก็แทบจะถูกแช่เย็นจนกลายเป็ก้อนน้ำแข็ง ส่วนกลิ่นเหม็นเหลือทนของห้องน้ำยิ่งไม่ต้องพูดถึง ยามใดไม่ระวังให้ดี ในสถานที่เปิดกว้างมีลมพัดเช่นนี้ เขาที่กำลังปัสสาวะอยู่ก็มีหลายครั้งหลายหนที่ไอ้นั่นเกือบถูกแช่แข็งจนกลายเป็แท่งเสา เกือบโดนความเย็นทำร้ายเข้าแล้ว
สำหรับเขาแล้วชีวิตที่เป็แบบนี้ พูดได้เลยว่าอยู่ไม่สู้ตายจริงๆ
เชิงอรรถ
^ หมายถึง ท่าทางปฏิเสธอย่างอ้อมค้อมนุ่มนวล^ หนึ่งในฤดูกาลยี่สิบสี่ปักษ์ของจีน เป็นช่วงเริ่มต้นฤดูหนาว