ท่าทางออดอ้อนของเ้าหมาน้อยทำให้หัวใจของเสียวเสวี่ยละลายในทันที เธอคิดว่ามันคงไม่มีบ้านให้กลับแล้ว และในเมื่อโชคชะตาพาให้มาเจอกัน ก็แสดงว่าเธอกับมันมีวาสนาต่อกัน
เสียวเสวี่ยนั่งยองๆ ยื่นมือไปลูบหัวเ้าหมาน้อยเบาๆ แล้วพูดว่า “ในเมื่อแกตามฉันกลับมา งั้นต่อไปนี้แกก็อยู่ที่นี่นะ ถ้าแกตกลง ฉันจะตั้งชื่อให้แก อืม แกชื่อเตี๋ยนเตี่ยนแล้วกันนะ”
ราวกับว่าเ้าหมาน้อยจะเข้าใจสิ่งที่เสียวเสวี่ยพูด มันกระดิกหางดุ๊กดิ๊กอย่างว่าง่าย แล้วก็เอาอุ้งเท้ามาเขี่ยๆ คลอเคลียที่เท้าของเธออย่างประจบ
หลินกั๋วผิงเห็นลูกสาวถูกชะตากับสุนัขตัวนี้ แถมมันก็ดูเชื่องดี เขาจึงไม่คิดจะคัดค้านหากลูกจะเลี้ยงมันไว้
เสียวเสวี่ยลูบหัวเตี๋ยนเตี่ยนอีกครั้ง พลางชี้มือไปที่หลินกั๋วผิงและหลินกั๋วอันอย่างตั้งใจ “เตี๋ยนเตี่ยน คนที่พาแกกลับมากับฉันคือคุณอาสาม ส่วนคนตัวสูงๆ คนนั้นคือพ่อของฉัน พวกเราสามคนคือเ้านายของแก จำไว้ให้ดีนะ!”
หลินกั๋วผิง “…”
หลินกั๋วอัน “…?”
สั่งสอนสุนัขเสร็จ เสียวเสวี่ยก็ลุกขึ้นเดินไปหาหลินกั๋วผิง “พ่อคะ พ่อต้องทำบ้านให้เตี๋ยนเตี่ยนด้วยนะคะ ต้องทำให้มันอยู่สบายๆ มันจะได้ไม่หนีไปไหน”
หลินกั๋วผิงยิ้มรับ “ได้สิลูก เดี๋ยวพอกินข้าวกลางวันเสร็จพ่อจะทำให้มันเอง ตอนนี้หนูไปล้างมือก่อน เตรียมตัวกินข้าวได้แล้ว”
เสียวเสวี่ยรับคำอย่างว่าง่าย แล้วเดินไปล้างมือ
หลินกั๋วอันชี้ไปที่กองสมุนไพรในตะกร้า แล้วหันไปพูดกับพี่ชายด้วยความตื่นเต้น “พี่ เสียวเสวี่ยของเราฉลาดมากจริงๆ นะ สมุนไพรพวกนี้แกเป็คนเจอเองทั้งหมดเลย แกบอกว่าตอนที่แม่พาแกขึ้นเขาไปหาหญ้าหมู แม่เคยสอนให้แกรู้จักสมุนไพรพวกนี้ โดยเฉพาะเ้าเหอโส่วอูหัวนี้ มีค่ามากเลยนะพี่”
หลินกั๋วผิงคาดไม่ถึงว่าลูกสาวสุดที่รักจะมีความสามารถขนาดนี้ พอมองเห็นเหอโส่วอูหัวใหญ่บึ้มในตะกร้า ดวงตาของเขาก็เป็ประกายวาววับ จากนั้นเขาก็หันมาถามหลินกั๋วอันถึงที่มาที่ไปของเ้าสุนัขตัวนี้
หลินกั๋วอันเล่าเื่ราวคร่าวๆ ให้ฟัง แล้วเสริมว่า “ที่บ้านเราก็น่าจะมีหมาไว้สักตัวนะ สมัยก่อนแม่ไม่ชอบเพราะกลัวสกปรกเลยไม่ให้เลี้ยง แต่ดูออกเลยว่าเสียวเสวี่ยแกชอบหมามาก”
หลินกั๋วผิงหัวเราะเบาๆ “เสียวเสวี่ยไม่ได้ชอบแค่หมาหรอก อะไรที่เป็สัตว์ตัวเล็กๆ ขนปุยๆ ลูกชอบหมดนั่นแหละ”
จากนั้นสองพี่น้องก็พากันเข้าบ้าน นั่งล้อมวงกินข้าวกลางวันพร้อมหน้ากับเสียวเสวี่ย มื้อกลางวันนี้เรียบง่ายมาก มีเพียงผักกาดขาวตุ๋นน้ำมันใสชามโต สองพี่น้องยังคงกินหมั่นโถวแป้งข้าวโพดแข็งๆ เพื่อเก็บหมั่นโถวแป้งสาลีนุ่มๆ ไว้ให้เสียวเสวี่ยกินคนเดียว
หลังมื้ออาหาร หลินกั๋วผิงก็แยกไปหาเศษไม้และก้อนหินมาทำบ้านให้เ้าเตี๋ยนเตี่ยน ส่วนหลินกั๋วอันก็รับหน้าที่จัดการชำแหละและทำความสะอาดไก่ป่าตัวนั้น ทางด้านเสียวเสวี่ยก็นั่งล้างสมุนไพรในตะกร้าจนสะอาดเอี่ยม เตรียมพร้อมจะเอาไปขายที่ตลาดนัดใหญ่ในตัวอำเภอพร้อมกับพ่อในอีกสองวันข้างหน้า
เ้าเตี๋ยนเตี่ยนนอนหมอบนิ่งตากแดดอุ่นๆ อยู่ที่มุมกำแพง เสียวเสวี่ยเอาเศษผักกาดขาวกับหมั่นโถวที่เหลือจากมื้อกลางวันไปให้มันกิน
ถึงแม้มันจะไม่เอร็ดอร่อยเหมือนขนมปังกรอบ แต่เตี๋ยนเตี่ยนก็ก้มหน้าก้มตากินอย่างมูมมาม สำหรับหมาที่อดอยากปากแห้ง ไม่ได้กินอะไรตกถึงท้องมาหลายวันอย่างมัน ตอนนี้ได้กินอะไรก็เหมือนได้กินของทิพย์ ในจินตนาการของมัน นี่ไม่ใช่ซุปผักกาดขาวกับเศษแป้งข้าวโพด แต่มันกำลังแทะน่องไก่ชิ้นโตอยู่ต่างหาก!
เสียวเสวี่ยเห็นว่าเตี๋ยนเตี่ยนเนื้อตัวมอมแมมสกปรก หลังจากที่มันกินอิ่มดื่มน้ำเรียบร้อยแล้ว เธอจึงไปตักน้ำอุ่นมาใส่กะละมัง แล้วลงมือจับมันอาบน้ำฟอกสบู่จนสะอาดสะอ้าน
เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง หลินกั๋วผิงก็สร้างบ้านหลังน้อยให้เตี๋ยนเตี่ยนเสร็จเรียบร้อย ตั้งไว้ที่มุมกำแพงฝั่งทิศตะวันออก และเพื่อป้องกันไม่ให้มันไปกัดใครเข้า เขาจึงหาเชือกมาผูกล่ามมันไว้ก่อน
ทางด้านหลินกั๋วอันก็จัดการกับไก่ป่าจนเสร็จสรรพ หลินกั๋วผิงบอกให้เอาไก่ไปแขวนตากแห้งเก็บไว้ กะว่าจะเก็บไว้กินฉลองตอนตรุษจีน พอมีไก่ตัวนี้แล้ว ตรุษจีนปีนี้ก็ไม่ต้องเชือดไก่เลี้ยงเพิ่มอีก
ยุคนั้นที่บ้านยังไม่มีตู้เย็น แต่โชคดีที่อุณหภูมิหน้าหนาวเย็นจัด เนื้อสัตว์พวกนี้แขวนเก็บไว้เป็สิบวันก็ไม่เน่าเสีย หลินกั๋วอันเอาไก่ไปแขวนไว้ในห้องเก็บของว่างเปล่าของตัวเอง ห้องนั้นไม่เคยจุดเตาไฟ อุณหภูมิจึงต่ำกว่าสิบองศา ทำหน้าที่เป็ตู้เย็นธรรมชาติได้อย่างดีเยี่ยม
วันที่สาม เป็วันตลาดนัดใหญ่ประจำอำเภอ เสียวเสวี่ยตื่นแต่เช้าตรู่มาช่วยพ่อทำกับข้าว พอกินมื้อเช้าเสร็จ สองพ่อลูกก็เตรียมตัวออกเดินทางไปตลาด
ถนนหนทางที่จะเข้าตัวอำเภอยังเป็ลูกรัง ไม่มีรถประจำทางวิ่งผ่าน หลินกั๋วผิงจึงต้องปั่นจักรยานคู่ใจโดยมีลูกสาวนั่งซ้อนท้าย ส่วนสมุนไพรที่จะเอาไปขาย เขาใส่ถุงผ้าใบใหญ่แขวนห้อยไว้ที่แฮนด์จักรยาน
ก่อนออกจากบ้าน เสียวเสวี่ยหยิบวิทยุเก่าๆ ที่เสียแล้วติดมือมาด้วย “พ่อคะ เราเอาเ้านี่ไปให้ช่างที่ตลาดช่วยดูให้หน่อยเถอะค่ะ ซ่อมแล้วน่าจะยังพอใช้ได้”
หลินกั๋วผิงพยักหน้าเห็นด้วย วิทยุเครื่องนี้ซื้อมาั้แ่ตอนแต่งงานกับหลิวกุ้ยหลาน ในยุค 80 การแต่งงานในชนบท ฝ่ายชายต้องมีสินสอด 3 อย่างคือ จักรยาน จักรเย็บผ้า และวิทยุหรือนาฬิกาข้อมือเป็อย่างน้อย
ตอนที่หลิวกุ้ยหลานแต่งเข้ามา นอกจากนาฬิกาข้อมือแล้ว เธอก็เรียกร้องขออีกสามอย่างที่เหลือครบชุด ซึ่งครอบครัวหลินก็พยายามกัดฟันหามาประเคนให้ตามคำขอ แต่วิทยุเครื่องนี้ ถูกหลิวกุ้ยหลานขว้างปาจนพังยับเยินตอนที่ทะเลาะวิวาทกันเื่หย่า ั้แ่นั้นมา หลินกั๋วผิงก็ทิ้งมันไว้ในมุมห้อง ไม่เคยคิดจะหยิบมาซ่อมแซม
แต่กาลเวลาผ่านไป ความเ็ปในอดีตเริ่มจางหาย หลินกั๋วผิงเริ่มปล่อยวางได้แล้ว ดังนั้นเมื่อลูกสาวอยากจะเอาวิทยุไปซ่อม เขาจึงไม่คิดขัดข้อง
จากหมู่บ้านต้าเหอไปถึงตัวอำเภอ ต้องปั่นจักรยานนานกว่าสองชั่วโมง เสียวเสวี่ยนั่งซ้อนท้าย แม้จะมีเบาะรองนั่งยัดนุ่นหนานุ่มรองก้นไว้ แต่ก้นน้อยๆ ของเธอก็เริ่มระบมจนแทบทนไม่ไหว
ในที่สุดก็มาถึงที่หมาย หลินกั๋วผิงนำจักรยานไปฝากไว้ที่จุดรับฝากรถ จากนั้นก็จูงมือเสียวเสวี่ยเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปในตลาดนัด
เพราะใกล้จะถึงวันตรุษจีน บรรยากาศในตลาดนัดวันนี้จึงคึกคักเป็พิเศษ ผู้คนหลั่งไหลมาจับจ่ายซื้อของกันอย่างเนืองแน่นจนแทบไม่มีที่ยืน หลินกั๋วผิงกระชับมือลูกสาวไว้แน่น กลัวว่าถ้าเผลอปล่อยมือเพียงนิดเดียว ลูกสาวอาจจะพลัดหลงหายไปในคลื่นมนุษย์
เป้าหมายแรกของพวกเขาคือร้านรับซื้อสมุนไพร
่นี้เป็่ฤดูหนาว ของป่าหายาก กิจการรับซื้อสมุนไพรจึงค่อนข้างเงียบเหงา ชายชราคนหนึ่งนั่งเฝ้าแผงรับซื้อเล็กๆ ที่มีสมุนไพรและของป่าวางอยู่ประปราย
หลินกั๋วผิงนำของที่เตรียมมาวางให้ชายชราตรวจสอบ รากตานเซินและโกฐจุฬาลัมพา ดูจะไม่ได้ดึงดูดความสนใจของแกเท่าไหร่นัก แต่เมื่อสายตาของแกเหลือบไปเห็น โกฐสอและ เหอโส่วอู หัวมหึมานั้น ดวงตาที่เดิมหรี่เป็เส้นตรงก็เบิกโพลงขึ้นทันที
“โอ้โห เหอโส่วอูหัวนี้ ช่างงามหยดย้อยจริงๆ!” ชายชราลูบไล้รากฝอยของมันอย่างแ่เบา พึมพำกับตัวเองด้วยความทึ่ง
เสียวเสวี่ยที่คอยสังเกตท่าทีอยู่นาน รีบชิงเอ่ยขึ้นว่า “คุณปู่คะ เหอโส่วอูหัวนี้ของบ้านหนูอายุราวๆ สามสิบปีแล้วนะคะ คุณย่าบอกว่าตอนที่ท่านแต่งเข้ามาก็เห็นมันขึ้นอยู่แล้ว ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะที่บ้านขัดสนจริงๆ พวกเราคงตัดใจขายมันไม่ลงหรอกค่ะ คุณปู่ขา หนูดูแล้วคุณปู่เป็คนใจดีม้ากมาก ถ้าคุณปู่จะรับซื้อเ้าหัวนี้ คุณปู่จะให้ราคาพวกเราเท่าไหร่คะ?”
เสียวเสวี่ยจงใจให้อีกฝ่ายเป็คนเปิดราคาก่อน เพื่อหยั่งเชิงดูความจริงใจ แล้วค่อยวางแผนต่อรอง
ดวงตาเล็กหยีของชายชราละสายตาจากเหอโส่วอูมาจ้องมองเด็กหญิงตัวน้อย เด็กคนนี้ดูแล้วอายุไม่น่าเกินเจ็ดแปดขวบ แต่ช่างเจรจา เสียงก็หวานใส หน้าตาก็จิ้มลิ้ม ที่สำคัญคือ ฉลาดเป็กรด!
คนแก่มักจะแพ้ทางเด็กฉลาดและช่างพูดเสมอ!
หลังจากครุ่นคิดคำนวณในใจอยู่ครู่หนึ่ง ชายชราก็ชี้ไปที่เหอโส่วอูในมือ แล้วยื่นข้อเสนอกับสองพ่อลูก “เหอโส่วอูหัวนี้ ฉันให้ราคา สิบหยวน”