บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 41 โจมตีส่งๆ

                สาเหตุก็ง่ายมากเขากับหลินเจ๋อเทียนนั้นรู้จักกัน แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนไม่ได้เป็นแค่คนรู้จัก

               ในความเป็นจริงแล้ว หลินเจ๋อเทียนแอบชอบเยี่ยซีมาโดยตลอดก่อนที่เยี่ยซีจะหมั้นหมายกับองค์ชายเก้านั้น เขาคอยสังเกตท่าทางของนางอยู่ตลอดมาและระหว่างนั้นเขาก็ได้รู้จักกับเยี่ยเสวียนเลยได้รู้ถึงความชอบต่างๆ ของเยี่ยซีจากนั้นก็จะกลับไปเตรียมของพวกนั้นให้กับนาง

               เป็นแบบนี้อยู่หลายต่อหลายครั้งหลินเจ๋อเทียนก็เลยคุ้นเคยกับเยี่ยเสวียน

               เยี่ยเสวียนนั้นรู้ดีว่าหากไม่อาศัยโอกาสที่เปิดเผยแบบนี้สั่งสอนหมิงอวี่ ด้วยฐานะองค์ชายของหมิงอวี่แล้วการจะแอบไปลงมือกับเขาคงไม่สะดวกแน่

               ดังนั้นการให้หลินเจ๋อเทียนเล่นงานหมิงอวี่จนบาดเจ็บสาหัสต่อหน้าทุกคนถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว! เพราะหมิงอวี่จะหยุดอยู่แค่รอบแปดคนเท่านั้นหากเขาแพ้อย่างง่ายดายเยี่ยเสวียนคงรับไม่ได้เพราะเขาจะไม่สามารถแก้แค้นให้กับเยี่ยหรงได้?

               หลินเจ๋อเทียนที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าให้ถึงแม้สีหน้าของเขาจะเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแต่สายตาที่มองมาที่หมิงอวี่นั้นกลับเย็นชาอย่างมาก

               การแข่งขันในคู่แรก เยี่ยซีเอาชนะมาได้อย่างง่ายดาย เพราะคู่ต่อสู้ยอมแพ้ให้นางโดยไม่ลังเลใจเลย

                แต่คู่ของซ่งซูเหลียนกับหลิวซงหมิงนั้นสนุกมากหลังจากสู้กันอยู่ประมาณหนึ่งก้านธูป สุดท้ายซ่งซูเหลียนก็ใช้ข้อได้เปรียบอันน้อยนิดของเขาเอาชนะมาได้

                ส่วนเยี่ยเสวียนนั้นแข็งแกร่งมากใช้แค่สิบลมหายใจเท่านั้นก็เล่นงานคู่ต่อสู้จนหมดสภาพ

               ไม่นานนักก็มาถึงคู่ที่สี่ เป็นคู่ที่ทุกคนจับตามองมาก นั่นคือคู่ของหลินเจ๋อเทียนกับหมิงอวี่

               หลินเจ๋อเทียนกระโดดขึ้นไปบนลานประลองอย่างง่ายดาย แล้วรอหมิงอวี่ที่กำลังเดินขึ้นมาอย่างเงียบๆแต่ว่าสายตาของเขานั้นดูเหี้ยมมาก

               “แฮะๆ พวกเจ้าว่าหมิงอวี่จะทนได้นานแค่ไหนกัน?” ด้านล่างลานประลองเริ่มคุยกัน

               “ก่อนหน้านี้เห็นหมิงอวี่ใช้กำลังทั้งหมดตีกลองศึกจนเป็นสีดำแสดงว่าในด้านกำลังของเขาก็ไม่ได้แย่” มีคนเริ่มวิเคราะห์“แต่ในด้านประสบการณ์กับทักษะในการใช้วิชา หมิงอวี่ก็ไม่ต่างกับผ้าขาว ดังนั้นเขาคงใช้แรงเปล่าๆ ทนได้สักห้าอึดใจแล้วคงแพ้แหละ”

               “เหอะๆ เจ้าเองก็ประเมินหมิงอวี่สูงไป ถึงแม้ในรอบแรกเขาจะทำให้เราตะลึงแต่อย่าลืมนะคู่ต่อสู้ของเขาคือผู้มีความสามารถที่โดดเด่นมากที่สุดในรอบร้อยปีของตระกูลหลินอย่างหลินเจ๋อเทียนนะ!”

               มีคนพูดขึ้นมาอย่างตรงจุด

               ถูกต้อง หลินเจ๋อเทียนฝึกยุทธ์ตั้งแต่สิบขวบ พอสิบเอ็ดขวบก็สามารถไปถึงขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หนึ่งอายุสิบห้าก็สามารถไปถึงขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หกได้แล้ว เขาใช้แค่พัดปิงกู่เอาชนะผู้อาวุโสห้าคนของตระกูลหลินที่มีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หกได้เพียงลำพังอย่างง่ายดาย

               ตอนนี้หลินเจ๋อเทียนอายุแค่สิบเจ็ดแต่มีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เจ็ดแล้วและยังติดอันดับที่แปดร้อยสามสิบสองบนตารางนักรบของทางราชสำนักอีกด้วย!

                ถึงแม้เมื่อเทียบกับเยี่ยซีที่อายุสิบหกแล้วพรสวรรค์ของเขาอาจจะเทียบไม่ได้ แต่ก็ไม่มีข้อกังขาเลยว่า ในการแข่งขันครั้งนี้คงมีแค่เยี่ยซีคนเดียวเท่านั้นที่เป็นคู่ต่อสู้ที่สูสีกับเขาที่สุด

               แต่ว่า พวกเขาเองก็ยอมรับในตัวของหมิงอวี่ เพราะคนที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่เอาไหนสามารถมายืนอยู่ตรงหน้าของหลินเจ๋อเทียนได้คนแบบนี้มีความก้าวหน้าที่น่าทึ่งและน่านับถืออย่างมาก

               “องค์ชายสิบเจ็ด ข้ายินดีอย่างยิ่งที่ได้สู้กับท่านข้าไร้ความสามารถ หวังว่าการประลองในครั้งนี้กับท่านจะได้รับประสบการณ์กลับไปไม่มากก็น้อย”

               หลินเจ๋อเทียนคำนับให้กับหมิงอวี่ จากนั้นก็พูดอย่างมีมารยาท

               “เชิญ” หมิงอวี่ก็ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาพูดออกไปอย่างเรียบง่าย

               “ถ้าอย่างนั้น ก็เริ่มเลยนะ”

               หลินเจ๋อเทียนยังคงยิ้มอยู่ แต่หลังจากพูดจบในมือของเขากลับมีพัดขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาในมือ

               หลินเจ๋อเทียนสะบัดมือพร้อมกับเสียงพัดที่กางออกดังขึ้นลมหนาวที่เย็นไปถึงกระดูกกระจายออกมา จากนั้นตัวพัดก็กลายเป็นสีน้ำเงินปลายพัดคล้ายกับปีกของจักจั่น มันมีความคมอย่างมาก!

                จากนั้นหลินเจ๋อเทียนก็พุ่งเข้าไปตวัดพัดใส่ช่วงเอวของหมิงอวี่ราวกับเงาตามตัว

               เมื่อมีลมปราณที่หนาวยะเยือกพุ่งมาเข้าใกล้ตัวกระบี่เฟิงโหวสีแดงเลือดก็ปรากฏขึ้นในมือของหมิงอวี่จากนั้นเขาก็ฟันพลังลมปราณกระบี่ออกไป ทำให้พลังงานอันแหลมคมนั้นถูกตัดขาดในทันที

               “หือ?”

               หลินเจ๋อเทียนคิดไม่ถึงเลยว่าหมิงอวี่จะใช้กระบี่เป็นด้วยแล้วยังสามารถต้านทานการโจมตีของเขาได้ในทันที แต่เขาก็ไม่ได้ร้อนใจเพราะการโจมตีของจริงกำลังจะเริ่มขึ้นหลังจากนี้ต่างหาก

               “พัดน้ำแข็ง โหมพายุ!”

                หลินเจ๋อเทียนสะบัดข้อมือพลังเทียบเท่าราชสีห์หนึ่งพันห้าร้อยตัวระเบิดออกมาและนำพาลมปราณอันเยือกเย็นซัดใส่หมิงอวี่ กระบวนท่านี้เป็นทักษะหลิงระดับกลางถึงแม้พลังการโจมตีจะไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากมาย แต่ว่ามันกลับเป็นการก่อกวนที่ดีมากหากคนปกติเจอการโจมตีแบบนี้จะถูกลมพายุม้วนตัวขึ้นไปบนฟ้าเลยทีเดียว!

                “ผัวะ”

               หมิงอวี่ตะคอกแล้วฟันกระบี่เฟิงโหวในมือออกไปเพลงกระบี่สังหารหนีลวนพลังสังหารห้าเท่าพุ่งออกไปฟันจนพายุนั้นขาดออกเป็นสองท่อน

               จากนั้น หลินเจ๋อเทียนก็อาศัยช่วงที่หมิงอวี่ลงมือนั้นเข้าประชิดตัว

               “พัดน้ำแข็ง ตัดจันทรา!”

                พัดน้ำแข็งที่ราวกับมีดดาบที่แหลมคมพุ่งฟันไปที่หมิงอวี่อย่างบ้าคลั่งหมิงอวี่จับกระบี่เฟิงโหวในมือต้านพลังการโจมตีของหลินเจ๋อเทียนจนล่าถอยไปสีหน้าท่าทางของเขานั้นเริ่มนิ่งลง

               ไม่ใช่เพราะการโจมตีของหลินเจ๋อเทียนนั้นแข็งแกร่งมากแต่เป็นเพราะกระบวนท่าที่หลินเจ๋อเทียนใช้นั้นมันเล่นเอาตายและโหดเหี้ยมมาก

               ก่อนหน้านี้เขาบอกว่าแค่ประลองฝีมือกัน ดูจากท่าทางแล้วเขามีความจริงใจมากแต่ตอนนี้ดูไปแล้ว เขาเหมือนอยากจะให้หมิงอวี่ตายมากกว่า!

                 ปลายตาของหมิงอวี่เหลือบไปเห็นเยี่ยเสวียนที่อยู่ด้านล่างลานประลองกำลังยิ้มอย่างร้ายๆก็เลยทำให้หมิงอวี่เข้าใจ

               หลินเจ๋อเทียนสมรู้ร่วมคิดกับเยี่ยเสวียน พวกเขาต้องการให้เขาตาย!

                ถึงแม้เยี่ยเสวียนจะไม่ได้ลงมือเอง แต่ความเหี้ยมโหดของเขาก็ยังทำให้คนอื่นรู้สึกขยะแขยงมาก

               พอได้เห็นหมิงอวี่ถูกหลินเจ๋อเทียนเล่นงานจนต้องถอยร่น ทุกคนก็คิดว่าการประลองในรอบนี้น่าจะจบแล้วทุกคนมั่นใจในตัวของหลินเจ๋อเทียนมาก

               แต่การประมือกันอย่างต่อเนื่องและเวลาที่ล่วงเลยไป ทำให้สีหน้าของทุกคนเริ่มเปลี่ยนเพราะการโจมตีอย่างบ้าคลั่งของหลินเจ๋อเทียนถึงแม้หมิงอวี่จะดูเหมือนเรือลำน้อยที่อยู่กลางคลื่นยักษ์แต่เขาก็รับมือหลินเจ๋อเทียนได้ถึงสิบกระบวนท่า!

                ท่าทางของหมิงอวี่ยังดูสบายๆ มาก สภาพไม่ได้ดูย่ำแย่เลย

               แต่หลินเจ๋อเทียนนั้นกลับใช้กระบวนท่าถึงตายทุกครั้งทุกการโจมตีเขาเต็มที่อย่างมาก ตอนนี้เหงื่อของเขาผุดออกมาจากหน้าผากจำนวนมากความมั่นใจในสายตาของเขานั้นค่อยๆ เริ่มลดลง

               “หลินเจ๋อเทียน เจ้าไม่จำเป็นต้องตั้งใจออมมือให้ข้าหรอกนะนี่คือการประลองที่เท่าเทียมกัน ทำให้ทุกคนเห็นความสามารถที่แท้จริงของเจ้าสิ”หมิงอวี่รับมือกับการโจมตีของหลินเจ๋อเทียนไปด้วยและพูดจาประชดประชันไปด้วย

               “หุบปากนะ!”

                หลินเจ๋อเทียนคิดไม่ถึงเลยว่าหมิงอวี่จะมีประสบการณ์การต่อสู้กับทักษะการต่อสู้ที่ไม่ด้อยไปกว่าเขาเลย แถมดูเหมือนจะเหนือกว่าเขาด้วยซ้ำไปกระบวนท่าการโจมตีต่อเนื่องนี้มันร้ายกาจมาก แต่กลับถูกหมิงอวี่ใช้ลมปราณกระบี่ต้านจนกระเจิง

               กระบวนท่าของเขาไม่สามารถทำอะไรหมิงอวี่ได้เลย!

               หลินเจ๋อเทียนรู้สึกไม่ค่อยดี แต่เขาก็ยังคงมีความมั่นใจอยู่ เพราะยังไม่ได้ปล่อยท่าไม้ตายของเขาออกไป!

                “ก่อนหน้านี้เพราะข้าให้เกียรติท่านถึงได้ไม่เอาจริงแต่ในเมื่อท่านอยากจะรนหาที่ตายเอง ถ้าอย่างนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่ปราณีล่ะนะ จำไว้นี่คือกระบวนท่าที่ร้ายกาจที่สุดของข้า ดับทำลาย”

               หลินเจ๋อเทียนพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาออกมาทุกคนสัมผัสได้ว่าคำพูดของเขานั้นมันดูเลือดเย็นและเต็มไปด้วยจิตสังหารจากนั้นทุกคนก็เห็นหลินเจ๋อเทียนหุบพัด ลมปราณพุ่งขึ้นทั่วตัวแล้วพุ่งแทงพัดไปที่หัวไหล่ด้านขวาของหมิงอวี่ หากทะลุไปได้ แขนขวาของหมิงอวี่ก็จะขาดทันทีแล้วเขาก็จะกลายเป็นคนแขนด้วน!

                กระบวนท่านี้เป็นทักษะการต่อสู้หลิงระดับกลางที่เทียบได้กับทักษะการต่อสู้หลิงระดับสูงดับทำลาย

               เป็นไปตามชื่อเลย พัดพุ่งทะลุทะลวง ไม่มีความปราณีดับทำลายทุกอย่างจนสูญสิ้น!

                ในเวลานี้เององครักษ์หน้าพระที่นั่งที่นั่งอยู่ก็เตรียมจะลงมือช่วยหมิงอวี่ ทุกคนแทบจะหยุดหายใจคิดไม่ถึงเลยว่าหลินเจ๋อเทียนจะกล้าลงมือสังหารเด็ดขาด จะตัดแขนของหมิงอวี่โดยไม่เกรงกลัวอำนาจของราชวงศ์เลย

               แต่ว่าหมิงอวี่กลับไม่ได้กลัวและถอยเลย เขารวบรวมพลังลมปราณสังหารพลังราชสีห์สองพันตัวทั้งหมดไปไว้ที่กระบี่และระเบิดพลังออกไป!

                กระบี่ถูกตวัดขึ้น

               ลมปราณกระบี่ที่รุนแรงแข็งแกร่งราวกับฟ้าร้องส่งเสียงคำรามออกไปในเวลาไม่กี่อึดใจ พัดที่แทงตรงมาก็กระเด็นไปไกลจากนั้นลมปราณกระบี่ก็พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อมกับแขนข้างขวาของหลินเจ๋อเทียน!

                “อ๊า!”

                หลินเจ๋อเทียนส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาพร้อมกับนอนกลิ้งอยู่ที่พื้นด้วยความเจ็บปวดเลือดสดๆ ไหลเต็มลานประลอง

               เขาจะไปคาดถึงได้อย่างไร ด้วยกระบวนท่าดับทำลายที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาไม่เพียงไม่สามารถตัดแขนขวาของหมิงอวี่ได้แต่กลับเป็นเขาเองที่ถูกหมิงอวี่ตัดแขนขวาไป!

                เดิมเขาคิดอยากจะให้หมิงอวี่กลายเป็นคนพิการ แต่สุดท้ายแล้วคนที่จะต้องกลายเป็นคนพิการกลับเป็นเขาเอง

               “จำไว้ ข้าแค่โจมตีส่งๆ ทีเดียว พลังสังหารก็คือเก้าเท่า”หมิงอวี่พูดจบก็เก็บกระบี่แล้วก็เดินลงจากลานประลองไปเลย

               “อะไรนะ ... ” หลินเจ๋อเทียนท่าทางเหม่อลอยมากกระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา ถูกหมิงอวี่โจมตีส่งๆ ทีเดียวก็สามารถทำลายและตัดแขนขวาของเขาจนขาดได้?

               ที่แท้หมิงอวี่ก็เหนือกว่าเขา ... มาตั้งแต่ต้นเป็นเขาเองที่หาเรื่องให้ตัวเองอับอาย!

                พอเห็นท่าทางสิ้นหวังของหลินเจ๋อเทียนบนลานประลองทุกคนก็อดหันหน้ามองกันเองไม่ได้พวกเขาคิดอยู่แล้วว่าบนลานประลองจะต้องมีการนองเลือด พวกเขาเดาจุดเริ่มต้นเรื่องถูกแต่เดาบทสรุปผิดเพราะคนที่ล้มลงกับพื้นไม่ใช่หมิงอวี่แต่เป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงมากอย่างหลินเจ๋อเทียน แล้วแขนขวาของเขาก็ถูกฟันจนขาดชาตินี้เขาจะไม่สามารถใช้คำว่าผู้มีพรสวรรค์อีกแล้ว!

                ทุกคนถึงได้เข้าใจว่า ที่จริงแล้วหมิงอวี่ไม่ใช่คนไม่เอาไหนเลยแม้แต่นิดเดียว!

                ทุกคนในตระกูลหลินต่างลุกขึ้นมากันหมด ดวงตาของพวกเขาแดงก่ำแต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรเลย

               เพราะอย่างแรก หลินเจ๋อเทียนลงมือเหี้ยมโหดก่อนนี่คือเรื่องจริงที่ทุกคนเห็นกับตา พวกเขาเป็นฝ่ายผิด อย่างที่สองหมิงอวี่เป็นองค์ชาย หมิงอ๋องเองก็นั่งอยู่ที่พลับพลาพวกเขามีสิทธิอะไรจะลงมือแบบนั้นกับหมิงอวี่?

               พวกเขาไม่ใช่ตระกูลเยี่ยที่มีความเกี่ยวดองของเยี่ยซีกับองค์ชายเก้ารวมอยู่ดังนั้น ความคับแค้นใจนี้พวกเขาจึงต้องกลืนมันลงท้องไป!

                ส่วนเยี่ยเสวียนที่อยู่ด้านล่างลานประลองนั้นสีหน้าของเขาดูแย่ยิ่งกว่าตอนที่เขาเห็นหลินเจ๋อเทียนใช้กระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดก็คิดว่าหมิงอวี่ต้องพิการแน่เขายังรู้สึกมีความสุขอยู่เลย

               แต่ในตอนนี้ ...

               พอเห็นหลินเจ๋อเทียนล้มลงกับพื้นในสภาพอนาถมาก อีกทั้งยังมีเลือดนองเต็มพื้นเยี่ยเสวียนก็ปากสั่นแล้วก็เกิดความกลัวขึ้นมาในใจ!

                เมื่อเจ้าหน้าที่นำตัวของหลินเจ๋อเทียนลงมาจากลานประลองและจัดการพื้นที่เรียบร้อยแล้วบนลานประลองก็กลับมาสะอาดอีกครั้ง แต่ว่าสภาพอันย่ำแย่ของหลินเจ๋อเทียนนั้นทุกคนยังจดจำได้เป็นอย่างดี

               หลังจากผ่านการพักไปประมาณสองก้านธูปการแข่งขันในรอบใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นลานประลองแปดแห่งยุบลงเหลือแค่ลานประลองตรงกลางแห่งเดียวและเป็นจุดกึ่งกลางของลานประลองทั้งหมดด้วย

               ผู้เข้าแข่งขันที่เหลืออีกสี่คน ได้แก่ เยี่ยซี หมิงอวี่เยี่ยเสวียน แล้วก็ซ่งซูเหลียน  พวกเขาจะต้องขึ้นจบการประลองครั้งสุดท้ายที่นี่!

                มู่หลางตะโกนว่า “ในรอบนี้จะทำการจับหมายเลขใหม่ หมายเลขหนึ่งเจอกับสองสามเจอกับสี่ หมิงอวี่ เดินออกมาจับหมายเลข”

               หมิงอวี่เป็นคนแรกที่ได้จับ เขาได้หมายเลขสอง

               “หมิงอวี่ หมายเลขสอง!” มู่หลางตะโกนเสียงดังทำให้เยี่ยเสวียนที่อยู่ข้างๆ ตกใจตื่น

               มู่หลางพูดต่อว่า “เยี่ยเสวียน ตาเจ้าแล้ว”

               “ ... อือ”

               เยี่ยเสวียนเดินมาถึงหน้ากล่องแล้วยื่นมือเข้าไป เลือกอยู่นานถึงจับเจอบอลเหล็กมาหนึ่งลูกแล้วค่อยๆเปิดออกดู

               สีหน้าของเขาซีดขาว เขาจับลูกบอลไว้ในมือขวาแน่นมาก ไม่กล้าที่จะมองไปที่หมายเลขที่อยู่ด้านบนเลยในใจก็ภาวนาว่า ‘ไม่เอาเลขหนึ่ง ไม่เอาเลขหนึ่งไม่เอาเลขหนึ่ง ... ’

               “เจ้าทำอะไรอยู่?” มู่หลางเห็นเยี่ยเสวียนชักช้าก็ขมวดคิ้วจากนั้นจึงยื่นมือไปหยิบลูกบอลเหล็กมาดูหมายเลขด้านบน แล้วตะโกนประกาศออกมาว่า

               “เยี่ยเสวียน หมายเลขหนึ่ง!”

     

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน