ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 37 เพลิงไฟ

            “ทูลฝ่าบาท...จวนอัครมหาเสนาบดีเกิดเรื่องขึ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ...”

            ม่อเวิ่นเสวียนมิได้ลุกขึ้นยืนทันทีแต่เขากลับหันไปสบตากับท่านอาจารย์ของตนจากนั้นเขาจึงค่อยๆ เดินไปด้านหลังฉากกั้น หันมององครักษ์ที่เข้ามารายงานแล้วก็ขมวดคิ้วแน่น “เรือนอัครมหาเสนาบดีเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

            เขาไม่อยากสนใจเรื่องของบ้านซูชือฉางแม้แต่น้อย

            และยิ่งหวังด้วยว่าคนทั้งครอบครัวของซูชือฉางจะตายไปได้จนหมด

            แม้ว่าเขาจะชอบซูเมิ่งหรูแต่ก็ชอบเพียงเพราะรูปโฉมของนางก็เท่านั้น

            ตอนนี้เขากลับนึกว่าถ้าแต่งซูฉีฉีมาแต่แรกอาจจะดีเสียกว่าอย่างน้อยนางก็มีสมองมากกว่าซูเมิ่งหรู

            เรื่องบางเรื่องจะได้ไม่ต้องให้เขารับมือแต่เพียงผู้เดียว

            ซูเมิ่งหรูผู้นั้นแม้จะสามารถคิดจัดการแผนการได้เล็กน้อยทว่าก็ล้วนแต่ไม่สามารถเป็นหน้าเป็นตาให้กับเขาได้ ไม่สามารถเอาไว้ใช้ทำการใหญ่ได้

            แต่สำหรับซูฉีฉีนั้นม่อเวิ่นเสวียนกลับรู้สึกว่านางเริ่มน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ

            ขอเพียงเรื่องครั้งนี้สำเร็จแล้วเขาคิดว่า บางทีอาจจะทำอะไรให้ตนเองได้เพิ่มอีกสักเรื่อง

            องครักษ์มีสีหน้าสงบนิ่งเขาคุกเข่าลงกับพื้น “จวนอัครมหาเสนาบดีเกิดเหตุไฟไหม้เรือนหลังถูกเผาจนกลายเป็นธุลี ฮูหยินซู...เสียชีวิตลงในกองเพลิงแล้ว”

            “อะไรนะ?” สีหน้าของม่อเวิ่นเสีวยนไม่อาจสงบลงได้อีกเขาทุบฎีกาบนโต๊ะอย่างแรงก่อนจะตะโกนออกมาอย่างโมโหสีหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวในทันที “ใครก็ได้ เตรียมเกี้ยวไปจวนอัครมหาเสนาบดี”

            ฮูหยินซูเสียชีวิตลงในกองเพลิง!

            คำเหล่านี้หมุนวนอยู่ในหัวสมองของเขาไม่หยุดทำให้เขาใกล้จะเป็นบ้าเต็มทีแล้วเขาวางแผนทุกอย่างมาอย่างยากลำบาก เกรงว่าตอนนี้จะต้องพังทลายไปจนหมดเสียแล้ว

            เขาคาดคิดไม่ถึงจริงๆว่าสตรีที่บอบบางอ่อนแอเช่นนั้นจะใช้วิธีนี้จบเรื่องทุกอย่าง

            เช่นนี้ ซูฉีฉีก็ไม่ต้องลำบากใจอีกแล้ว

            ในเวลาเดียวกันซูฉีฉีและม่อเวิ่นเฉินที่อยู่เรือนรับรองก็ได้รับข่าวเช่นกัน

            ซูฉีฉีในตอนนี้เป็นเสมือนตุ๊กตาที่ไร้วิญญาณก็มิปานนางพิงเข้าอ้อมกอดของม่อเวิ่นเฉินอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาทั้งสองล่องลอยฟันขบลงบนริมฝีปากของตนเองแน่นจนปรากฏเลือดบางๆ ออกมาจากริมฝีปาก “ทำไมถึงเป็นเช่นนี้...ท่านแม่...ทำไมท่านถึงได้โง่ถึงเพียงนี้...ฉีฉีพูดแล้วไงว่าต้องมีวิธีแน่...”

            ม่อเวิ่นเฉินมองซูฉีฉีที่น้ำตารินไหลออกมาไม่หยุดแขนทั้งสองที่โอบนางก็สั่นไหวเล็กน้อย ทว่าเขากลับไม่รู้จะเอ่ยคำใดออกมาเดิมเขาคิดว่าตนไร้ซึ่งทางรอดแล้ว

            เขาคิดไม่ถึงว่าเซี่ยเสี่ยวเตี๋ยจะใช้การตายมาสนับสนุนบุตรสาวของตน

            เขาไม่ต้องเอ่ยถามก็รู้ได้ว่า เรื่องนี้ซูฉีฉีนั้นยืนอยู่ข้างตนอย่างแน่นอน

            มิเช่นนั้นมารดาของนางคงไม่เลือกวิธีนี้มาช่วยเหลือนางหรอก

            ในใจของเขารู้สึกสะเทือนใจไม่น้อยน่าสงสารคนที่เป็นพ่อแม่ และซูฉีฉีเองก็เป็นบุตรสาวที่ดีนางคอยคิดถึงและทำเพื่อมารดาของตนเสมอ

            รถม้าวิ่งอย่างรวดเร็วอยู่บนถนน

            ตอนนี้อยู่ๆซูฉีฉีก็ไม่กล้าที่จะไปเผชิญหน้ากับความจริงที่เกิดขึ้น นางยื่นมือไปจับแขนของม่อเวิ่นเฉิน “พวกเรา...กลับกันได้หรือไม่?”

            ขอเพียงนางไม่ไป นางก็ไม่ต้องเห็นซากศพของมารดาตนเช่นนั้นในใจของนางมารดาก็ยังคงมีชีวิตอยู่

            “ฉีฉี...”เป็นครั้งแรกที่ม่อเวิ่นเฉินเห็นซูฉีฉีในสภาพที่อ่อนแอเช่นนี้ ความสงสารและเจ็บปวดใจปรากฏขึ้นในดวงตาเขาอย่างปิดไม่มิดเขาคิดมาโดยตลอดว่าตนเองเป็นคนเยือกเย็นไร้ความรู้สึก ทว่าตอนนี้เมื่อเห็นซูฉีฉีเขากลับรู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจเป็นอย่างมากตอนนี้เขาถึงได้รู้ว่าที่จริงแล้วตนก็มีหัวใจเช่นกัน อย่างน้อยต่อหน้าสตรีผู้นี้หัวใจของเขาก็ไม่ได้แข็งแกร่งเช่นเดิม

            ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตเขาไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยถามทว่าตอนนี้เขากลับไม่อยากให้ผู้หญิงของตนต้องได้รับความเจ็บปวดเช่นนี้

            “ม่อเวิ่นเฉินท่านแม่ของข้าจะต้องไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่? เพียงแค่เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นเท่านั้น...”ซูฉีฉีจ้องมองไปที่ม่อเวิ่นเฉิน ดวงตาของนางใสกระจ่ายดุจน้ำหยดน้ำตาค่อยๆ ไหลรินออกมาทีละหยด เสมือนไข่มุกเม็ดวาวก็ไม่ปาน

            ไหลออกมาไม่มีหยุด

            ม่อเวิ่นเฉินกระชับแขนของตนเองให้แน่นขึ้น “ฉีฉี ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น พวกเราจะเผชิญหน้าไปด้วยกัน...ดีหรือไม่?”

            ม่อเวิ่นเฉินแสดงความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเขามองซูฉีฉีด้วยแววตาที่อ่อนลงพร้อมกับยกมือขึ้นจัดผมที่ยุ่งเหยิงบนหน้าผากของนางให้เข้าที่ใช้แขนเสื้อเช็ดหยดน้ำตาของนางให้แห้ง

            นิ้วมือที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งลากผ่านหน้าผากของนาง

            ซูฉีฉีในตอนนี้ต้องการไหล่กว้างให้ตนเองได้พักพิงในจุดนี้ม่อเวิ่นเฉินทำให้นางได้แล้ว

            จิตใจที่มืดมนของซูฉีฉีก็รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นจางๆนางเข้าใจในการตัดสินใจของเซี่ยเสี่ยวเตี๋ยสิ่งที่นางทำไปก็เพื่อให้ซูฉีฉีได้มีชีวิตที่ดีขึ้น

            เมื่อไม่มีเซี่ยเสี่ยวเตี๋ยมาทำให้พะวักพะวงแล้วซูฉีฉีก็ไม่ต้องกังวลอันใดอีก

            ตั้งแต่เล็กจนโตนางก็คอยปกป้องมารดาของตนคิดไม่ถึงว่าในท้ายที่สุดมารดาจะใช้ชีวิตของตนเองมาปกป้องนาง

            ซูฉีฉีลากนิ้วมือไปจับจี้หยกบนลำคอก่อนจะกำไว้ในฝ่ามือแน่นน้ำตาของนางไหลพรั่งพรูออกมามากขึ้นมารดานางเคยกล่าวไว้ว่าให้นางดูแลจี้หยกนี้ไว้ให้ดี!

            แม้ว่านางจะไม่เคยเข้าใจว่าเหตุใดเซี่ยเสี่ยวเตี๋ยถึงต้องให้ความสนใจกับจี้หยกนี้มากขนาดนี้ทว่าคำพูดของมารดา นางล้วนแต่จดจำมันไว้ในใจเสมอ

            ชีวิตนี้ของนางมีมารดาผู้เดียวที่รักใคร่นาง ดูแลนางตอนนี้คนผู้เ่ดียวที่คอยดูแลตนนั้นไม่อยู่แล้ว...

            นางจะเผชิญหน้ากับความจริงนี้ได้อย่างไร?

            รถม้ามาหยุดลงที่หน้าจวนอัครมหาเสนาบดี

            ทว่าซูฉีฉีกลับไม่ยอมลงจากรถม้าเสียทีเพลิงไฟยังคงเผาไหม้อยู่ ทั่วทั้งจวนอัครมหาเสนาบดีนั้นมีควันไฟคละคลุ้งไปหมดเหล่าคนรับใช้ล้วนพยายามช่วยกันดับไฟ ซูชือฉางไม่รู้ว่ากลับมาถึงเมื่อใดตอนนี้เขากำลังตะโกนโวยวายด้วยความโมโห

            เขาอยากจะบุกเข้าไปในกองเพลิงเพื่อช่วยเซี่ยเสี่ยวเตี๋ยออกมาเพราะนางเป็นหมากเพียงตัวเดียวของเขา ทว่าเขาก็ไม่มีความกล้าถึงเพียงนั้น

            เมื่อใดกันที่เขารู้สึกเกลียดชังสตรีผู้นี้? แต่เดิมเขาเคยรักมั่นปักใจกับนางนัก

           ฮูหยินรองและฮูหยินคนอื่นๆ ล้วนยืนอยู่ข้างๆบนใบหน้านั้นไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ บางคนรู้สึกปลาบปลื้มดีใจทว่าไม่กล้าเปิดเผยออกมาหลายปีมานี้แม้เซี่ยเสี่ยวเตี๋ยจะไม่ได้เป็นที่โปรดปรานแต่อย่างไรเสียนางก็ยังคงครองตำแหน่งฮูหยินใหญ่

            ฮูหยินรองไม่ชื่นชอบนางมาตั้งนานแล้ว

            ตอนนี้ในที่สุดก็สามารถสบายใจได้เสียที

            แขนของม่อเวิ่นเฉินขยับเล็กน้อย เขาขยับตัวให้นั่งหลังตรงก่อนจะยกมือขึ้นดันตัวซูฉีฉีที่กำลังจมอยู่กับความโศกเศร้าเบาๆ “ฉีฉี ถึงแล้ว อย่างไรเสียพวกเราก็ควรจะฝังศพมารดาของเจ้าด้วยตนเอง”

            ครั้งนี้เซี่ยเสี่ยวเตี๋ยเลือกทางเดินนี้ก็มีเหตุมาจากม่อเวิ่นเฉินอยู่บ้าง

            เมื่อได้ยินคำพูดที่ม่อเวิ่นเฉินเอ่ยขึ้นน้ำตาของซูฉีฉีก็ไหลออกมาเยอะกว่าเก่า เพลิงไฟได้เผาไหม้ไปหนึ่งชั่วยามแล้ว นางรู้ว่าต่อให้ตนมาแล้วก็ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้อีก

            แต่นางก็ยังเลือกที่จะมา

            แสงจากเปลวไฟสะท้อนบนใบหน้าของซูฉีฉียิ่งเผยถึงความอ้างว้างบนดวงหน้าของนาง

            หลังจากลงจากรถม้านางก็ผลักม่อเวิ่นเฉินออกและวิ่งพุ่งเข้าไปในกองเพลิง

            การกระทำของนางทำให้ผู้คนโดยรอบต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างตกใจ

            “ฉีฉี...”ม่อเวิ่นเฉินตะโกนเสียงดังก่อนจะรีบตามนางเข้าไป

            เขาคิดไม่ถึงว่าซูฉีฉีจะทำเช่นนี้รอจนเขาดึงสติกลับมาได้นั้น ซูฉีฉีก็หายเข้าไปในกองเพลิง ไม่มีแม้แต่เงาของร่าง

            แม้แต่ซูชือฉางที่ยืนอยู่ด้านนอกก็ได้แต่ตกตะลึง

            ควันเพลิงคละคลุ้งไปทั่วเปลวไฟพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ซูฉีฉีไอสำลักควันไฟพลางวิ่งพุ่งเข้าไปด้านในอย่างไม่คิดชีวิตนางเติบโตขึ้นที่นี่ นางคุ้นเคยกับทุกอย่างในจวนนี้เป็นอย่างดี

            ต่อให้หลับตานางก็สามารถหาเรือนเล็กที่เป็นสถานที่พำนักของมารดาตนพบที่นั่นก็เคยเป็นเรือนเล็กที่พำนักของนางเช่นกัน

            เพลิงไฟก่อตัวมาจากเรือนเล็กตอนนี้ที่นั่นถูกเผาจนไม่เหลือสภาพแล้ว

            ซูฉีฉีมิสนว่าเปลวไฟจะเผาถูกผิวหนังของนางและไม่สนถึงความแสบร้อนจากไฟเผาตอนนี้นางเพียงอยากพบมารดาของตนเท่านั้น

            แผ่นไม้บนหลังคาค่อยๆ ร่วงลงมาทีละแผ่นบนพื้นมีร่างศพที่ถูกเผาไหม้จนดำสนิท ผมยาวของซูฉีฉีก็เริ่มถูกเพลิงเผานางพยายามยกมือขึ้นตบลงบนกองเพลิงเล็กๆ นั้นพลางเดินก้าวไปกอดศพที่นอนอยู่บนพื้น

            ตอนนี้ นางไม่มีแม้แต่น้ำตาแล้ว

            ม่อเวิ่นเฉินที่วิ่งตามมามิได้ดึงซูฉีฉีให้หนีออกมาแต่กลับเดินเข้าไปด้านในด้วย

            เขารู้ว่าซูฉีฉีตอนนี้ฟังอะไรไม่เข้าหูทั้งนั้นเขาจึงตามใจนาง ขอเพียงเขาอยู่ข้างกายนาง ไม่ให้นางเป็นอะไรไปก็พอแล้ว

            ม่อเวิ่นเฉินมองซูฉีฉีที่กอดซากศพของเซี่ยเสี่ยวเตี๋ยไว้แน่นเขาค่อยๆ หันหน้าไปทางอื่น เปลวเพลิงกำลังลุกฮือเสมือนจะกลืนกินทุกสิ่งอย่างเข้าไปกลิ่นควันไฟคละคลุ้งอยู่รอบๆ ทว่าม่อเวิ่นเฉินกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย เขายังคงมองไปทางเปลวเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ไกลๆ

            ดวงตาที่สะท้อนภาพเปลวเพลิงอยู่นั้นกลับฉายประกายแห่งความกระหายเลือดออกมา

    คล้ายกับเรื่องชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน