ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่589 การโจมตีปราณจิต

สิ้นคำพูดของอี้เฉิน ผู้คนรอบด้านต่างก็เดือดดาลบ้าคลั่ง โดยเฉพาะ เฉินหมิง ที่ถูกอี้เฉินเมินอย่างสมบูรณ์ในยามนี้ 
 


      ในเสี้ยวพริบตากองสมบัติ ที่มีกระบี่กองอยู่ด้านข้างห้อง ก็ถูกเฉินหมิง โบกฝ่ามือส่งกระบี่ พุ่งปราดเข้าหาอี้เฉิน ในฉับพลัน หมายมั่นจะสังหารเขาลง ในเสี้ยวพริบตา แม้แต่ดวงตาก็ยังไม่อยากเห็น ใบหน้าของอี้เฉินอีกต่อไป

 


       อี้เฉินที่กำลังหยั่งรู้ วิชากระดูกสมบัติศักดิ์สิทธิ์ ที่สมบูรณ์ เขาถึงกับต้องหดดวงตาจนเล็กแคบ เมื่อรับรู้ได้ถึงอันตราย ก่อนเขาจะโบกฝ่ามือ ดึงดูด อาวุธ ด้านข้างห้องโถง เข้าหักล้างการโจมตีของ เฉินหมิง ในเสี้ยวพริบตา

 


       เสียง เคร้ง!!! ดังออกมาก้อง สนั่นในทันใด ก่อนอี้เฉินจะหันปรายตาไปมองชายหนุ่ม ที่โจมตีเขาอย่างฉับพลัน “เจ้าเป็นใคร ข้าไม่ยักจำเจ้าได้ หากคิดจะโจมตีข้าก็ควรมายืนด้านหน้า แสดงตัวหน่อยไม่ใช่ ยืนปะปน อยู่กับกลุ่มคนเป็นลูกหมาเช่นนี้”

 


เฉินหมิง เขากระอักเลือดขึ้นมาด้วยโทสะในทันใด “เจ้า! เจ้า! ไอ้เวรอี้เฉินข้าจะถลกหนัง เจ้าให้ได้”

 


       แม้แต่ ผู้สูงส่งคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอวิ๋นซูจิน หลี่อี้ถง จินเทียนตี้ หลินจี ต่างก็ใบหน้าเขียวคล้ำ ราวกับกินสิ่งปฏิกูลเข้าไป ไม่คิดอี้เฉิน ผู้นี้จะปั่นหัวพวกเขา จนเกิดโทสะ ได้มากถึงเพียงนี้

 


      ก่อนอี้เฉินจะคลี่ยิ้ม ออกมาน้อยๆ ให้เฉินหมิง “อืมๆ เหมือนข้าจะเริ่มจำเจ้าขึ้นมาได้บ้างแล้ว ไอ้สุนัขขี้เรื้อน ที่ถูกข้าไล่ตี จนหนีหัวซุกหัวซุนไม่ใช่หรือ ..แต่ว่ายามนี้ หากเราสู้กันจะมีประโยชน์อะไร เมื่อไม่มีทางออกไปเฉกเช่นนี้ เรามาพูดคุยกัน ไม่ดีกว่าหรือ?”

 


      จู่ๆ พวกต่างดินแดนก็หดดวงตา กันจนเล็กแคบ เมื่อรับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากล เหตุใดอี้เฉินเอาแต่นั่ง อยู่บนบัลลังก์ แล้วกล่าวพูดเจรจาเช่นนี้เล่า ใบหน้าของหลายคน ครุ่นคิดขึ้นมาในทันใด

 


      หลี่อี้ถง แค่นเสียงแข็งกร้าวออกมาดังก้อง “คิดมากไปก็ปวดหัว สังหารมันทิ้งก็สิ้นเรื่อง” ในเสี้ยวพริบตาที่ชายหนุ่ม ขับเคลื่อนตำราในฝ่ามือ ขึ้นมาเหนือศีรษะ หน้าตำราก็เปิดขึ้นมาอย่างเร็วจี๋ ก่อนมันจะปลดปล่อย การโจมตีสายฟ้าสีดำ ขนาดใหญ่ออกไปหาอี้เฉิน ปานสายฟ้าฟาด ส่งให้รอบๆ เต็มไปด้วยสายฟ้าสีดำ แลบแปลบปลาบในทันใด รับรู้ได้เลยว่า ศาสตราวุธ ตำรา เล่มนั้นไม่ธรรมดา

 


       อี้เฉินเขาจึงจำใจ ต้องถอยออกจากบัลลังก์ เมื่อเห็นการโจมตีที่รุนแรงถึงชีวิต พร้อมกับฝ่ามือ ที่ถือกระดูกชิ้นหนึ่ง ที่ไม่ใหญ่มากนัก ขาวบริสุทธิ์ ราวกับไขมันแพะ ส่องแสงพร่างพราว ปรากฏออกมาสู่สายตาผู้คน ก่อนมันจะเต้น เร้าๆ ขึ้นมาจากค่ายกล ภายในพระราชวังโบราณ ที่เริ่มทำงานจาก แรงสั่นสะเทือนที่กระตุ้นมัน

 


        ส่งให้รอบๆ เต็มไปด้วยค่ายกลโจมตี ออกมาสะเปะสะปะ ค่ายกลสังหาร ค่ายกลทัณฑ์สวรรค์ แม้แต่ค่ายกลเคลื่อนย้าย ส่งพวกเขาออกไปด้านนอก ยังมีให้เห็น หลายคนจึงไม่จำยอม ที่จะถูกส่งตัว ออกไปภายนอก เฉกเช่นนี้ สมบัติอยู่เบื้องหน้า พวกเขาแล้วแท้ๆ “เจ้า! เจ้า! ไอ้เวร อี้เฉินเจ้าจะต้องไม่ตายดี”

 


       “เฮ้ย! มันเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า” อี้เฉินที่เห็นกลุ่มคน ถูกส่งออกไปภายนอก โบ้ยเป็นความผิดของเขาเสียอย่างนั้น มันก็ทำให้อี้เฉินส่ายหัวออกมาน้อยๆ มองชม ผู้คน หนีค่ายกลต่างๆ กันจ้าละหวั่น ประหนึ่งยามนี้ พระราชวังกลายเป็นสถานที่ เสี่ยงดวง หากเจอเข้ากับค่ายกลสังหาร คงจบไม่สวยเป็นแน่

 


        ลู่ซือจ่าน ผู้อาวุโสโดยรอบ พร้อมกับผู้สูงส่งคนอื่นๆ ครั้นเห็นฝ่ามืออี้เฉิน มี วิชากระดูกสมบัติศักดิ์สิทธิ์ ที่สลักอักขระ จนก่อเกิดวิชาขึ้นมา จนเด่นชัด เขากล่าวพูดมันออกมาด้วยความตกใจ “นั้นมัน วิชากระดูกสมบัติศักดิ์สิทธิ์ ที่สมบูรณ์แล้วไม่ใช่หรือ? อย่าให้มันศึกษาวิชานั้น รีบหยุดมันเร็วเข้า”

 


        อย่างไรพวกเขาต่างก็เคยได้ยินเรื่อง กระดูกศักดิ์สิทธิ์ ภายในกาย แต่หายากมาก ที่จะเห็นมันวิวัฒนาการ จนมาถึงขั้นนี้ได้ แม้แต่ข้อนี้อี้เฉินก็รับรู้ได้เป็นอย่างดี

 


        สายตาโลภของผู้คนในยามนี้ จึงจับจ้องมาที่อี้เฉิน เป็นตาเดียว ก่อนพวกเขา จะพุ่งปราดไล่สังหารอี้เฉิน ทำให้อี้เฉินที่บินทะยาน หลบเลี่ยงออกไป ไม่อาจศึกษา วิชากระดูกสมบัติศักดิ์สิทธิ์ ได้อย่างง่ายดายอีกต่อไป

 


        จนรอบๆ ตัวอี้เฉิน ถูกพวกต่างดินแดน เข้าพัวพันต่อสู้ไม่ขาด วิชาต่างๆ ถูกพวกเขาสำแดง พยายามไล่ต้อนอี้เฉิน ส่งให้ริมฝีปากของอี้เฉิน เริ่มที่จะกระอักเลือดออกมาคำใหญ่

 


        ยังดีสถานที่แห่งนี้ สำแดงพลังได้แค่ขั้นเทพสวรรค์ ไม่เช่นนั้นอี้เฉินได้ตายตก ภายใต้ ฝ่ามือของพวกผู้อาวุโส ที่ฝากรอยฝ่ามือ กลางหน้าอกเขาไปแล้วเป็นแน่

 


        ลู่ซือจ่าน เขาคลี่ยิ้มออกมากว้าง เมื่อเห็นอี้เฉินคิดจะหนี ออกไป จากพระราชวังโบราณ ด้วยค่ายกลเคลื่อนย้าย ที่สุ่มปรากฏขึ้นมา เขาแค่นเสียงดังในลำคอออกมาก้อง

 


“เจ้าคิดง่ายเกินไปกระมัง อี้เฉิน จงตายเสีย”

 


        ในฉับพลันดวงตาที่สาม กลางหว่างคิ้ว ของลู่ซือจ่านก็ปรากฏขึ้นมา  ก่อนมันจะส่องแสง ความน่าคร้ามเกรงออกมา ราวกับดวงตาคู่นั้นเป็นกระบี่ที่แหลมคม ไม่มีสิ่งใดมองไม่ทะลุ ก่อนร่างปราณจิต ทั้งสามร่างจะฉายออกมาจากดวงตา พุ่งปราดเข้าหาอี้เฉิน หมายมั่นจะทำลายปราณจิตของอี้เฉิน โดยตรง “เจ้าจงตายเสียวิชาโจมตีปราณจิต ร่างเงาสังหาร”



         ภาพนั้นต่างก็ทำให้ผู้คนโดยรอบ ต่างก็เบิกตาออกกว้าง เมื่อเห็นร่างปราณจิต ลู่ซือจ่าน ส่งกระบี่ทำลายปราณจิต อี้เฉิน ทั้งสามทิศทาง แม้แต่อี้เฉินเองยังหัวใจสั่นสะท้าน เคยเห็นวิชาโจมตีปราณจิตอยู่ไม่กี่ครั้ง

 


        ทว่าครั้งนี้เกรงว่า จะน่าหวาดเกรงที่สุดที่อี้เฉินเคยพบเจอมา ‘ไอ้ดวงตาที่สามดวงนั้น’ ไม่คิดว่ามันจะน่าคร้ามเกรงถึงเพียงนี้ ในเสี้ยววินาทีเป็นตายอี้เฉิน เขาเรียกปราณจิต ของเขาออกมาป้องกัน ดวงจิตของเขาในทันใด ไม่คิดเก็บออมปราณจิต ที่เขาพึ่งจะเลื่อนขั้นพลังไว้อีกต่อไป

 


       จนดวงตาอี้เฉินมีเลือดหลั่งไหล จากการขับเคลื่อนปราณจิต พร้อมกับร่างปราณจิตที่นั่งขัดสมาธิ กลางหว่างคิ้วอี้เฉิน ปรากฏขึ้นมาจนเด่นชัด หมายมั่นจะใช้ดวงจิต ปกป้องธรรมภายในกาย

 


       เสียงเคร้ง!! ดังออกมาก้อง พร้อมกับรอยยิ้ม ของลู่ซือจ่าน ทว่าในทันใดเขากับผู้อาวุโสคนอื่นๆ ที่เห็นภาพ ต้องเบิกตาออกกว้าง อ้าปากค้าง เมื่อเห็นกลางหว่างคิ้วอี้เฉินมีแค่ รอยแตกร้าว เลือดไหลซึม ปราณจิตไม่ได้เสียหายมากมายแต่อย่างใด

 


        ลู่ซือจ่าน มีสีหน้าไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง “เจ้า เจ้าเป็นไปได้อย่างไร ปราณจิตของเจ้าไม่ถูกตัดผ่า หรือว่า ปราณจิตของเจ้า อยู่ในขั้นหลอมรวมปฐพี เฉกเช่นเดียวกับพวกเรา เหล่าผู้อาวุโสแล้ว” มีแค่ ความคิดนี้เท่านั้น ที่จะทำให้ปราณจิต ของอี้เฉินไม่บาดเจ็บจนตายตก

 


        ในเสี้ยววินาที ที่ดวงตาของลู่ซือจ่าน จับจ้องไปที่อี้เฉินด้วยสายตาคมกล้า ดวงตาที่สามของเขา ก็ราวกับถูกสายตาที่มีเลือดไหลริน สีแดงฉานของอี้เฉิน สะกดให้หลับใหล

 


        ลู่ซือจ่าน กล่าวพูดออกมา ด้วยความตกใจ “เจ้า! เจ้า!ดวงตาคู่ นั้นมันคืออะไรกันแน่” ครั้นเมื่อเห็นดวงตาที่3 กลางหน้าผากของเขา ค่อยๆ ปิดลงช้าๆ จากการกดข่ม ดวงตาคู่นั้นของอี้เฉิน

 


         ก่อนอี้เฉินจะแค่นเสียงคำราม ออกมาก้อง สายตาแดงก่ำ มองทอดยาวออกไปหาศัตรู ด้วยความเดือดดาลเป็นโทสะ “ถึงทีข้า บ้างแล้ว เจ้ากัดฟันรอรับแรงกระแทก ให้ดีล่ะลู่ซือจ่าน”

 


         ในเสี้ยวพริบตา ริ้วคลื่นปราณพลังโลหิต อี้เฉินก็โพยพุ่งขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง จนด้านหลังของเขา ปรากฏร่างวิญญาณ อาชูร่า 6แขน ขนาดใหญ่โต แฝงไว้ด้วยความโหดเหี้ยมและดุร้าย ประหนึ่งพวกเขาเห็นอี้เฉิน กลายเป็นมาร ผู้ชั่วร้าย ย่างกรายลงมาเยือน ถูกวิถีอาชูร่าเข้ากลืนกิน

 


         ในเสี้ยวพริบตา ที่อี้เฉินตบฝ่ามือออกไปด้านหน้า ปัง! ส่งให้ ร่างวิญญาณ อาชูร่า 6แขน ส่งฝ่ามือขนาดใหญ่ อัดกระแทกออกไป ทิศทางด้านหน้า สอดประสานการโจมตีออกไปในทันใด

 


        ลู่ซือจ่าน ที่เห็นการโจมตีของอี้เฉิน พุ่งปราดเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง เขาพยายามรีดเค้นดวงตา ที่จวนจะปิดสนิทให้สำแดงพลัง ก่อนคลื่นแสงสีแดงฉาน จะปลดปล่อยออกมา จากดวงตาที่สาม หักล้างการโจมตีอี้เฉินออกไป ในเสี้ยวพริบตา

 


        ภาพนั้นเกิดขึ้นเร็วมากในเสี้ยวพริบตา พร้อมกับร่างของ ลู่ซือจ่าน ที่ถอยกระเด็นออกไปหลายสิบจั้ง ในทันใด “อ๊ากๆ!! “เจ้าช่างโอหังนักอี้เฉิน ถึงกับคิดจะฆ่าสังหารข้า เชียวหรือ” ก่อนลู่ซือจ่าน จะกระอักเลือดออกมากองใหญ่ พร้อมกับผมเผ้าที่กระเซอะกระเซิง จนดูไม่ได้ เขารีบเอ่ยสั่งการ ให้สังหารอี้เฉินในทันใด  หากปล่อยคนผู้นี้ได้เติบใหญ่ ได้กลายเป็นความฉิบหายของทวีปมืดแน่

 


        ผู้อาวุโสชราที่มาพร้อมกับลู่ซือจ่าน ไม่ต้องให้ชายหนุ่มเอ่ยสั่งการแม้แต่น้อย  พวกเขาต่างก็อยากที่จะช่วงชิง วิชากระดูกสมบัติศักดิ์สิทธิ์ มาไว้ในครอบครองกันอยู่แล้ว ก่อนพวกเขาจะแค่นเสียง “ฆ่า!” คำรามออกมาดังกึกก้อง เข้าต่อสู้พัวพันกับอี้เฉินในทันใด

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน