มองเพียงปราดเดียว ตัวเขาก็สังเกตได้แล้วว่าหญิงสาวผู้นั้นงดงามแทบไร้ที่ติ ราวกับเทพธิดาลงมาจุติ สง่างาม ให้ความรู้สึกสูงส่งเหนืุ์ทั่วไป
ใบหน้าขาวละออใสดุจหยก เหมือนจันทร์เพ็ญนวลผ่อง คิ้วโก่งงามเส้นบางดุจใบหลิว ดวงตาที่กะพริบปริบในบางคราดุจโคลงกลอนที่มีชีวิต จมูกงามสูงโด่ง ริมฝีปากสีแดงระเรื่อ งามจนยากจะหาใดเปรียบ
เยี่ยเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ในใจเขาได้แต่ตกตะลึง
นางสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาจึงเป็เช่นนี้ หากเปลี่ยนเป็ชุดผ้าแพรที่สวยงาม จะงดงามขนาดไหน
ชาติก่อนเขายังไม่เคยเห็นหญิงสาวที่งดงามขนาดนี้มาก่อน
ขณะเดียวกันหญิงสาวคล้ายสังเกตเห็นสายตาของเยี่ยเฟิง จึงเงยหน้าขึ้นมาอย่างเชื่องช้า แต่ดูเหมือนนางจะคุ้นชินกับสายตาของผู้อื่นเช่นนี้แล้ว ใบหน้างดงามจึงปราศจากอารมณ์ใดๆ สักครู่จึงละสายตาจากเขา
เยี่ยเฟิงตะลึง เขาเพียงแค่ใจลอยไปไม่กี่วินาที ทว่าหญิงสาวคนนี้กลับสังเกตได้อย่างชัดเจน เขามั่นใจว่าคนพวกนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ หนำซ้ำพลังยุทธ์ยังอยู่ในขั้นที่น่ากลัวมากด้วย
ท่านปู่ของเยี่ยเฟิงคือขุนพลอันดับหนึ่ง ณ เมืองอวิ๋นอู่ คนมีหน้ามีตาเยี่ยเฟิงก็เคยเจอมานับไม่ถ้วน แม้แต่องค์ฮ่องเต้เขาก็เจออยู่หลายครั้ง แต่คนทั้งสี่ตรงหน้านี้ ช่างแตกต่างจากผู้คนที่เขาเคยพบเจอมา
“นอกจากหญิงสาวผู้นั้นแล้ว ชายหนุ่มอีกคนก็ฝีมือไม่ธรรมดา หรือคนพวกนี้จะเป็ราชนิกุลจากเมืองอื่น?”
เยี่ยเฟิงแอบคิดอยู่ในใจ ที่เขาคิดเช่นนี้ และสนใจขนาดนี้ ทั้งหมดเป็เพราะคำพูดที่เยี่ยอู๋เซิงเคยบอกเขาก่อนหน้านี้
่ระยะเวลาที่ผ่านมา ชายแดนของอวิ๋นอู่ไม่สงบ าเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ตอนนี้เมื่อได้เห็นคนเหล่านี้ เยี่ยเฟิงย่อมไม่อาจนิ่งนอนใจ
ทว่าเยี่ยเฟิงก็ยังสงสัยอยู่ในใจ แม้รอบด้านของเมืองอวิ๋นอู่จะมีกำลังทหารที่เหนือกว่า แต่ก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก ส่วนคนพวกนี้ดูไม่เหมือนคนที่มาจากเมืองพวกนั้น บางทีเขาอาจจะมาจากเมืองที่มีอำนาจมากกว่านั้นก็เป็ได้
นอกจากหญิงสาวผู้นั้นที่หันมอง ทั้งสี่คนก็ดื่มชาอยู่เงียบๆ พวกเขาไม่ได้เหล่มองหรือสอดส่องสายตาไปทั่ว ทว่าการกระทำเหล่านี้ไม่ได้จงใจฝืนทำ แต่เกิดจากความเคยชินจนกลายเป็นิสัย
เยี่ยเฟิงแอบสังเกตเงียบๆ ทำให้ยิ่งมั่นใจว่าฐานะของคนพวกนี้ไม่ใช่ธรรมดาทั่วไป เขาอยู่ไม่นาน หลังจากดื่มชาเสร็จก็ออกจากโรงน้ำชา
ขณะนี้ที่จวนตระกูลเยี่ย เยี่ยอู๋เซิงกับพ่อบ้านโจวเต็มไปด้วยความสงสัย สมุนไพรจำนวนมากถูกส่งมาที่จวนตระกูลเยี่ย นอกจากนั้นยังมีก้อนหินสีดำอีกหนึ่งก้อน มูลค่าทั้งหมดอยู่ที่เงินเกือบสองพันตำลึง แม้เงินจำนวนนี้จะเป็เงินเล็กน้อยสำหรับตระกูลเยี่ย แต่สิ่งที่ทำให้เยี่ยอู๋เซิงสงสัยคือเยี่ยเฟิงจะเอาสิ่งของพวกนี้มาทำอะไร?
การประลองของเยี่ยเฟิงกับตระกูลหวังและตระกูลซือถูใกล้เข้ามาทุกวัน แต่เยี่ยเฟิงกลับไม่ได้ฝึกฝนเลย จู่ๆ กลับหลงใหลในสมุนไพรพวกนี้ ตกลงเขาอยากทำสิ่งใดกันแน่?
่ที่ผ่านมาเยี่ยอู๋เซิงแอบสังเกตอยู่หลายครั้ง ตอนกลางวันส่วนมากเยี่ยเฟิงจะนอน ไม่ได้นั่งเข้าฌานฝึกฝนเลย ตอนนี้ยิ่งได้เห็นสมุนไพรพวกนี้ ยิ่งทำให้เขามึนงงหนักกว่าเดิม
ทว่าเยี่ยอู๋เซิงกลับไม่ได้ห้ามปราม และไม่ได้สอบถาม เพียงสั่งให้คนนำสิ่งของพวกนี้ส่งไปยังเรือนหลังเล็กของเยี่ยเฟิง
ตอนที่เยี่ยเฟิงกลับไปที่เรือนหลังเล็ก สมุนไพรที่มาส่งก็ถูกชุนฮวากับชิวเยว่ขนเข้าไปในห้องแล้ว เหลือไว้เพียงเหล็กเทพฉื้อหยางที่หนักหลายร้อยชั่งวางอยู่ด้านนอก
เยี่ยเฟิงครุ่นคิดอยู่นาน จึงเรียกให้องครักษ์ภายในจวนทั้งสี่คนมาช่วย ตัวเขาอยากจะรีบสร้างเตาหลอมโอสถแล้ว
ภายใต้การสั่งงานของเยี่ยเฟิง องครักษ์ทั้งสี่ช่วยกันกะเทาะชั้นหินด้านนอกของเหล็กเทพฉื้อหยางออก ทันใดนั้นเรือนหลังเล็กก็สว่างเจิดจ้าไปด้วยแสงของเหล็กเทพฉื้อหยาง อีกทั้งเหล็กเทพยังส่งพลังความร้อนที่ค่อนข้างแข็งแกร่งออกมา
เยี่ยเฟิงดีใจมาก วัสดุของเหล็กเทพชิ้นนี้ค่อนข้างบริสุทธิ์ เหล็กเทพทั้งชิ้นเป็ประกายแวววาวราวกับผลึกสีเืชั้นเลิศก้อนหนึ่ง
องครักษ์เ่าั้ก็ตกตะลึงเช่นกัน ตกลงคุณชายไม่เอาไหนของพวกเขาจะทำสิ่งใดกันแน่? อีกอย่างสิ่งของตรงหน้าคือวัสดุชนิดใด? ถึงได้ส่องแสงสว่างจ้าถึงเพียงนี้
องครักษ์พวกนี้ไม่เต็มใจกับการสั่งงานของเยี่ยเฟิง แต่ก็ขัดขืนไม่ได้ ต่อให้จะไม่เอาไหนขนาดไหน คุณชายก็คือคุณชาย ไม่ว่าเขาจะว่าอะไร พวกเขาได้แต่ทำตาม
หลังจากใช้เวลาไปหนึ่งชั่วยาม องครักษ์ทั้งสี่ได้ตัดเหล็กเทพฉื้อหยางเป็ชิ้นเล็กหลายชิ้นด้วยความระวัง หลังจากเก็บไว้หนึ่งชิ้น ชิ้นอื่นๆ ก็ถูกส่งไปยังห้องรับรองด้านข้าง
ตลอดสองวันนับจากนั้น ภายในเรือนหลังเล็กของเยี่ยเฟิงมีเสียงตีเหล็กดังขึ้นเป็ระยะ เดิมทีพลังยุทธ์ขององครักษ์ทั้งสี่ไม่ธรรมดา แต่จากสองวันที่ผ่านมาทั้งสี่เหนื่อยจนแทบอยากจะนอนแผ่หลาบนพื้น ทุกคนอยู่ในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง ดูเหมือนขอทานตามท้องถนนที่ไม่ได้ดูแลตัวเองมานานหลายเดือน
องครักษ์เ่าั้กลุ้มใจจนแทบกระอักเื พวกเขาเป็ถึงองครักษ์ตระกูลเยี่ย แต่ละคนพลังยุทธ์ไม่ธรรมดา แต่ครั้งนี้กลับต้องมาใช้แรงงาน หนำซ้ำสองวันผ่านไป สิ่งที่ทำออกมากลับมีรูปร่างประหลาด จะว่าอาวุธก็ไม่ใช่ ภาชนะก็ไม่เชิง
เสียงตีเหล็กหยุดลงแล้ว เยี่ยเฟิงตาลุกวาว ภายในห้องรับรอง เขาลูบไล้เตาหลอมโอสถสีแดงสดที่สูงประมาณเอวไปมา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เหมือนคนที่ได้ของวิเศษ
“ฮ่าๆ ไม่เลว ไม่เลว”
หลังจากตรวจสอบแล้ว เขานึกพอใจกับผลงานของตัวเองมาก เมื่อหันมองเหล่าองครักษ์ที่อยู่ด้านหลัง สีหน้าของเขาขึงขังจริงจังขึ้นมา ในแววตาเผยให้เห็นความเยือกเย็น
“เื่นี้ห้ามแพร่งพรายออกไป หากเล็ดลอดสู่ภายนอก พวกเ้าคงรู้ผลที่จะตามมา ทุกคนไปรับเงินที่ห้องของข้าคนละหนึ่งร้อยตำลึง แล้วจงกลับไปเสีย”
เหล่าองครักษ์ชะงักไป พวกเขาไม่เคยเห็นเยี่ยเฟิงเป็เช่นนี้มาก่อน ในความทรงจำของพวกเขา เยี่ยเฟิงคือคนที่กินเที่ยวเล่นรอตายไปวันๆ ทว่าขณะนี้พวกเขากลับรับรู้ถึงจิตสังหารจากตัวเยี่ยเฟิง ทำให้พวกเขาหวาดกลัวไม่น้อย จึงไม่มีใครกล้าเอ่ยขัดอะไร รีบพยักหน้า แล้วออกจากห้องรับรองทันที
เยี่ยเฟิงรู้ว่าเื่นี้ปิดเยี่ยอู๋เซิงไม่ได้ แต่สองวันมานี้เยี่ยอู๋เซิงกลับไม่สอบถามสิ่งใดเลย คล้ายว่าจะปล่อยให้เยี่ยเฟิงทำตามใจ เยี่ยเฟิงจึงไม่ได้เป็กังวล
“ลองหลอมดูก่อน ดูว่าผลจะเป็อย่างไร”
เยี่ยเฟิงรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เขาไม่ได้หยุดพักแม้แต่วินาทีเดียว เขารีบปรุงโอสถทันที ยาสมุนไพรนานาชนิดถูกโยนเข้าไปในเตาหลอม ท่าทางคล่องแคล่ว ทักษะการปรุงโอสถพวกนี้เหมือนฝังลึกอยู่ในหัวใจ
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาจากเตาหลอมสีแดงสด เยี่ยเฟิงขยับสองมือ แล้วตบลงอย่างแรง ทำให้เตาหลอมะเืเบาๆ กลิ่นยาหอมกรุ่นก็ลอยออกมาทันที
“ให้ผลลัพธ์ที่เหนือชั้นกว่ามาก หนำซ้ำคุณภาพก็ค่อนข้างดี!” เยี่ยเฟิงหยิบโอสถไขกระดูกขึ้นวางบนฝ่ามือแล้วมองสำรวจ จากนั้นพยักหน้าอย่างพอใจ
เยี่ยเฟิงกลืนโอสถไขกระดูกเข้าไปทีเดียวห้าเม็ด จากนั้นจึงนั่งขัดสมาธิแล้วเริ่มเดินพลัง
เกรงว่าคงมีแต่เยี่ยเฟิงที่กล้าทำเช่นนี้ แม้ตอนนี้พลังของเขาจะมาถึงภพรวมลมปราณขั้นสามแล้ว แต่การใช้โอสถไขกระดูกเกินขนาดยังคงทำให้รู้สึกทรมาน
โชคดีที่จักรพรรดิสูตรแข็งแกร่งมากพอ ทำให้พลังลมปราณที่กำลังไหลเวียนอยู่ในเส้นชีพจร ช่วยลดแรงปะทะจากฤทธิ์ยาให้เบาบางลงบ้าง
หลังจากสองชั่วยาม เยี่ยเฟิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น หลังผ่านการใช้โอสถไขกระดูกมาหลายครั้ง จุดชีพจรภายในร่างกายเขาถูกเปิดไปแล้วกว่าสี่ร้อยกว่าจุด นอกจากเส้นชีพจรหลักทั้งสามร้อยหกสิบเอ็ดเส้นแล้ว จุดชีพจรอื่นๆ ได้ถูกเปิดเช่นกัน
แม้หลายครั้งผลจะไม่ได้รุดหน้าอย่างชัดเจน แต่หลังจากค่อยๆ ััและสังเกต เขากลับตกตะลึง เพราะประสาทััทั้งหกของเขาอ่อนไหวมากกว่าเดิม การได้ยิน การมองเห็น การได้กลิ่นก็อ่อนไหวเป็พิเศษ
เื่นี้น่ากลัวมากสำหรับผู้ฝึกฝนคนหนึ่ง ััทั้งหกที่อ่อนไหวไม่เพียงแต่มีส่วนช่วยในการฝึกฝนเป็อย่างมาก แต่ยังมีส่วนช่วยในการปรุงโอสถของเยี่ยเฟิงมากด้วย หากเป็เช่นนี้ต่อไป จุดชีพจรทั้งหมดภายในร่างกายถูกเปิดจนหมด ถึงเวลานั้นจะเป็อย่างไร?
นึกถึงตรงนี้เยี่ยเฟิงก็ยิ่งคาดหวังมากขึ้น ว่ากันว่าร่างกายคนเราก็คือขุมทรัพย์ มีปริศนามากมายซ่อนอยู่ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้พูดส่งเดช
การฝึกฝนเริ่มจากเปิดชีพจร รวมลมปราณ เปิดตันเถียน ร่างกายเข้าสู่พิศวง ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นจากจิตใต้สำนึกในร่างกาย มันกำลังค่อยๆ เปิดขุมทรัพย์ภายในร่าง
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ตอนนี้พลังยุทธ์ของเขาอยู่ในภพรวมลมปราณขั้นสาม พลังลมปราณในเส้นชีพจรแข็งแกร่งพอที่จะปรุงโอสถอย่างง่ายชนิดอื่นแล้ว
ขอเพียงมีสมุนไพรที่มากพอ อาศัยตำรับโอสถในหัวของเยี่ยเฟิง เขาอาจจะสามารถเปิดชีพจรในร่างกายให้ครบทุกจุดได้