ณ สถานีตำรวจห้วยเส้นขนาน
เวลา 20:35 น.
ห้องสำนักงานเงียบลงจนได้ยินเสียงนาฬิกาเดินเป็จังหวะ ภัทราวดีนั่งอยู่ตรงโต๊ะมุมห้อง ผมถูกรวบขึ้นอย่างลวก ๆ อินทรเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มสีเทาในมือ
“ยังไม่กลับอีกเหรอครับ” เขาถาม พลางวางแฟ้มลงเบา ๆ ข้างมือเธอ
ภัทราวดีเงยหน้าขึ้นมองเขา คลี่ยิ้มเบา ๆ
“ยังค่ะ ฉันกำลังเช็กข้อมูลที่ได้จากกล้องวงจรปิดอยู่” เธอขีดบางอย่างลงบนกระดาษ
“ผู้หมวดล่ะคะ ทำไมถึงยังไม่กลับ”
“เพิ่งเคลียร์งานเสร็จน่ะ”
“อ๋อ..ค่ะ” ภัทราวดียิ้ม แล้วก้มทำงานต่อ
“เหลืออีกเยอะไหม” อินทรถามขึ้นอีกครั้ง
“อือ..เหลืออีกนิดหน่อยค่ะ”
“อืม” อินทรพยักหน้า
ภัทราวดียิ้มให้อีกครั้ง แล้วก้มทำงานต่อ
อินทรเดินไปนั่งโซฟาที่ติดกับประตู แล้วมองดูภัทราวดีที่กำลังมุ่งมั่นทำงาน เขาเผลอจ้องเธอนานโดยไม่รู้ตัว
ภัทราวดีรับรู้ถึงการถูกมอง เธอเงยหน้าขึ้นมา “ผู้หมวดไม่กลับบ้านเหรอคะ”
“กลับสิ แต่เดี๋ยวรอคุณทำงานเสร็จ ค่อยกลับพร้อมกัน”
หัวใจเธอสะดุดกับคำพูดนั้น “เออ..แล้วนทีล่ะคะ”
“ผมให้เขากลับไปพักก่อนแล้ว แผลจะได้หายไวขึ้น”
“อ๋อ..ค่ะ”
“ผมเห็นกาแฟยังเต็มแก้วอยู่เลย น่าจะเย็นหมดแล้วนะ”
“อ้อ! ลืมดื่มไป” เธอหัวเราะเบา ๆ
อินทรอมยิ้มตาม
“ดื่มกาแฟตอนนี้เดี๋ยวนอนไม่หลับกันพอดี เดี๋ยวผมไปชงชาคาโมมายล์มาให้ จะได้หลับสบายขึ้น”
“ไม่เป็ไรล่ะ” เธอรู้สึกเกรงใจ
“รอแป๊บเดียว”
อินทรลุกขึ้น เดินมาหยิบแก้วกาแฟบนโต๊ะของภัทราวดี แล้วเดินออกไป
“...”
5 นาทีผ่านไป อินทรกลับมาพร้อมชาแก้วใหม่ที่ยังมีไอความร้อนลอยขึ้นมาอยู่เนือง ๆ เขายื่นให้เธอ
“ขอบคุณค่ะ” ภัทราวดีรับไว้เงียบ ๆ ััจากปลายนิ้วที่เฉียดกันวูบหนึ่ง ทำให้เธอรีบหลบสายตา
เธอจิบชาแก้วนั้น
“อื้ม ชาหอมมากเลยค่ะ”
“ดีใจที่คุณชอบ” เขาอมยิ้มเบา ๆ
ภัทราวดีวางแก้วลงช้า ๆ สบตาเขาตรง ๆ เป็ครั้งแรกในคืนนี้
“อือ...บางทีฉันก็สงสัยน่ะค่ะ ว่าการที่ผู้หมวดทำแบบนี้ มันหมายความว่าอะไร”
อินทรยิ้มบาง ๆ “แล้วคุณอยากรู้ไหม?”
แววตาของภัทราวดีแฝงไปด้วยความสับสน และเหมือนกำลังกลัวอะไรบางอย่าง
อินทรรับรู้ได้ และกลัวว่าถ้าเขาพูดไป ภัทราวดีจะถอยห่างออกจากเขา
“งั้นอย่าเพิ่งรู้เลยดีกว่านะครับ แค่ตอนนี้อยู่ตรงนี้ ก็พอแล้ว”
ภัทราวดีเม้มปากแน่น เหมือนอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็เปลี่ยนใจเธอหันไปสนใจเอกสารต่อ
อินทรเดินมานั่งที่โซฟาเอนตัวพิงพนักพิง มองเธอเงียบ ๆ
ณ บ้านพักอินทร
แสงสว่างภายในห้องยังชัดเจน แต่บรรยากาศกลับเงียบสนิท ชวนให้คนที่นอนอยู่บนฟูกรู้สึกโดดเดี่ยวไม่น้อย
‘นายกลับไปพักก่อนเถอะ แผลยังไม่หายสนิทดี’
นั่นคือประโยคที่อินทรบอกผมเมื่อ่เย็นหลังเลิกงาน
ตอนนี้เกือบจะสามทุ่มแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววที่เขาจะกลับ คงอยู่กับภัทราวดีสินะ ผู้หญิงที่ตั้งใจให้เป็รักแรก เขามองเธอตลอด และผมก็เป็คนมองเขาอีกที
เจ็บจัง ไม่ชอบที่ตัวเองต้องเป็แบบนี้เลย ผมไม่รู้ว่าผมเริ่มชอบอินทรั้แ่เมื่อไหร่ มารู้อีกทีก็ยากที่จะตัดใจแล้ว
แอด...
เสียงประตูเปิด ผมสะดุ้งเล็กน้อย แล้วรีบปิดเปลือกตาลง พยายามควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอ แกล้งหลับให้แเีที่สุด ทั้งที่ภายในใจมันกำลังสั่นไหวแทบควบคุมไม่อยู่
เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ หยุดลงข้าง ๆ ฟูกผม ผมรับรู้ถึงััจากปลายนิ้วที่แตะลงบริเวณแผลที่ไหล่ผม
“แผลแห้งแล้ว อีกหน่อยก็คงหาย” เสียงเขาพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงที่ปกติแข็งทื่อ กลับนุ่มราวกับกลัวผมจะตื่น สักพักััถึงการดึงของผ้าห่มที่กองอยู่เอวผม เลื่อนขึ้นมาคลุมถึงหัวไหล่
แล้วเสียงฝีเท้าก็เดินเอากระเป๋าไปเก็บไว้ที่โต๊ะ จากนั้นฝีเท้าก็เดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ไม่นานเสียงน้ำจากฝักบัวก็ดังกระทบพื้น
ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ความรู้สึกที่อยากอยู่ข้าง ๆ เขา แต่ก็รู้อยู่เต็มอก ว่าความใกล้ชิดบางอย่าง มันไม่เคยเพียงพอสำหรับคำว่ารัก
เปลือกตาปิดลงอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพราะแกล้ง แต่เพราะไม่อยากเห็นน้ำตาของตัวเองที่กำลังไหลลงมาที่ข้างแก้ว
วันต่อมา
ณ สถานีตำรวจห้อยเส้นขนาน
วันนี้มีการรวมตัวเพื่อตรวจสอบหลักฐานอีกครั้ง โดยมี อินทร ก้องภพ ภัทราวดี และผม ส่วนเมฆาติดประชุม และธนาธิปก็ติดงานเช่นกัน
กลางห้องมีโต๊ะยาวสีน้ำตาลที่เต็มไปด้วยซองพลาสติกซีลอย่างแ่า มีรอยเืบนเศษผ้าชิ้นเล็ก ๆ กลิ่นแอลกอฮอล์ผสมกลิ่นคลอรีนลอยอ่อน ๆ ในอากาศ
วันนี้มีตำรวจพิสูจน์หลักฐานจากหน่วยกลางมาช่วย คือคุณเก่งศักดิ์ เขามีชื่อเสียงด้านพิสูจน์หลักฐาน และเป็ที่ยอมรับอย่างมากในหน่วยงานนี้
“ลายมือเธอยังเป็ระเบียบเหมือนเดิมเลยนะ” เสียงพูดคุยเหมือนคนที่สนิทกันมานาน
ภัทราวดีหัวเราะเบา ๆ “พี่เก่งก็ยังไม่เปลี่ยนเลยนะคะ ลายมือยังอ่านไม่ออกเหมือนเดิม”
“เดี๋ยวเหอะ!” เก่งศักดิ์ชี้นิ้วคาดโทษ
เธอดูผ่อนคลายและเป็ธรรมชาติ จนรู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นักศึกษาอีกครั้ง
อินทรยืนดูอยู่ไม่ไกล สายตาเขาจับจ้องไปที่ทั้งสองคนโดยไม่พูดอะไรแต่ดวงตาคู่นั้นนิ่งมาก มันไม่ใช่ความเฉยชา แต่คือพยายามข่มอารมณ์ที่พร้อมปะทุเอาไว้อยู่
ก้องภพเดินมาหยุดข้าง ๆ ผม แล้วเริ่มกระซิบ
“ผู้หมวดดูแปลก ๆ ป้ะ ฉันว่าเขากำลังหึงพี่ภัทราวดีอยู่แน่เลย ดูสายตาดิ!”
“...” ใช่ อินทรกำลังหึงภัทราวดีที่อยู่ใกล้ชิดกับคนอื่น เหมือนที่ผมมีต่อเขานั่นแหละ
“นี่คือตัวอย่างจากเหยื่อคนที่ 3 ใช่ไหม?” เก่งศักดิ์เอ่ยขึ้น
เธอพยักหน้า “ใช่ค่ะ พี่เก่งช่วยดูให้หน่อยว่ามันผิดปกติมั้ย”
เก่งศักดิ์โน้มตัวลงมาข้าง ๆ เธอ ดูเหมือนเป็เื่ปกติสำหรับการทำงาน แต่ไม่ใช่สำหรับอินทร
ตุบ!!!
อินทรวางรายงานในมือแรงกว่าปกติ
“...” ทุกคนในห้องสะดุ้ง หันมามองอินทรเป็ตาเดียวว่าเกิดอะไรขึ้น
อินทรไม่สนใจสายตาเ่าั้
“คุณภัทราวดีครับ ช่วยมาตรวจสารตกค้างที่จุด A5 อีกรอบให้ผมหน่อย” น้ำเสียงเขานิ่ง แต่เย็นกว่าเดิม
“แต่ตอนนี้ฉันยัง...”
“เดี๋ยวให้เ้าหน้าที่คนอื่นดูต่อให้ก็ได้” อินทรพูดขึ้น สายตาไม่มองเก่งศักดิ์แม้แต่นิด เหมือนเขาจะพูดกับเธอคนเดียวและอยากให้เธอออกมาจากจุดนั้น
“...” ภัทราวดีนิ่งไปเล็กน้อย หันมามองเก่งศักดิ์
แววตาเก่งศักดิ์เปลี่ยนเล็กน้อย แต่เขาก็ยิ้มเหมือนเข้าใจ “ไปเถอะ เดี๋ยวพี่ดูต่อเอง”
ภัทราวดีพยักหน้า “ค่ะ” แล้วเธอก็เดินไปหาอินทร
ผมเห็นท่าทางของอินทรค่อย ๆ ดูสงบลง เมื่อภัทราวดีมาอยู่ใกล้ ๆ
4 ชั่วโมงผ่านไป
เ้าหน้าที่แต่ละคนกำลังง่วนกับงานของตัวเอง มีรายงานจำนวนมากถูกเปิด ทบทวน และถูกปิด
ภัทราวดีคุยงานกับทีมตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เื่สารตกค้างที่พบบนเสื้อของเหยื่อรายที่ 14 โดยมีอินทรยืนฟังอยู่ข้าง ๆ
เฮ้อ...มองไปก็รู้สึกเจ็บเปล่า ๆ ผมละสายตาจากอินทรแล้วมองซองพลาสติกที่ใส่ DNA บนโต๊ะกลาง ผมควรทำอะไรสักอย่างเพื่อให้รู้ว่าฆาตกรคือใคร และวิธีเดียวที่ทำได้ตอนนี้ คือลองแตะซองเหล่านี้ดู เผื่อจะเห็นภาพสะท้อนเหมือนที่แตะรถพิศาล
ผมแอบตีเนียนไปอยู่ใกล้ซองพลาสติก DNA เ่าั้ แกล้งหาว แล้วแอบยื่นมือไปแตะซองของเหยื่อรายแรก รอให้ภาพบางอย่างปรากฏขึ้น
“...” เงียบ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
ผมถอนหายใจออกมา แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเข้ากับอินทรพอดี
“...”
อินทรไม่ได้พูดอะไร แต่เหมือนเขารู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ แววตาที่มองมาเหมือนถามผมว่า ‘เห็นอะไรไหม?’
ผมส่ายหน้าเบา ๆ
เขาส่งสายตาว่าลองแต่เหยื่อรายอื่น ๆ ดู ผมพยักหน้าแล้วทำตาม
“...” ว่างเปล่าเหมือนเดิม
อินทรไม่ได้พูดอะไร แต่ผมรับรู้ได้ถึงความผิดหวังที่เขาเก็บไว้ใต้แววตานั้น
เวลา 17:43 น.
ณ ลานเก็บรถ
แสงแดดยามเย็นสีส้มทองคลี่คลุมทั่วลาน รถของกลางจอดเรียงราย บางคันถูกคลุมผ้า บางคันยังเปลือยเปล่าและหนึ่งในนั้นคือรถของพิศาล
อินทรพาผมมาที่นี่หลังจากเลิกงาน เขาเดินนำผมไปเงียบ ๆ และหยุดที่รถของพิศาล เขาหันหลังกลับมาหาผม
“ลองอีกทีสิ” อินทรขยับตัวหลบ เพื่อให้ผมเดินเข้า
ผมพยักหน้า แล้วก้าวเข้าไปใกล้ ๆ ด้านข้างประตูรถของพิศาล ผมหันไปมองอินทร พบว่าเขากำลังกรวดสายตามองไปรอบ ๆ ลานเก็บรถ อินทรขยับตำแหน่งยืนเลื่อนตัวเข้ามาใกล้ผมขึ้นนิดหน่อยเหมือนเป็กำบัง ในมือถือปืนเหมือนเตรียมพร้อมตลอดเวลา
“ผู้หมวดกลัวมันจะกลับมาลอบยิงอีกเหรอครับ” ผมเอ่ยถามขึ้น
เขาไม่ได้มองผม แต่ตอบเสียงเรียบ
“วันนี้นายกับฉันอยู่ตรงนี้โดยไม่มีเ้าหน้าที่คนอื่น ถ้ามันคิดจะจัดการพวกเรา นี่คือจังหวะที่มันจะลงมือ”
ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ผมหันหน้ากลับมาที่รถของพิศาล สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเอื้อมมือไปแตะที่ประตูฝั่งคนขับ
รอให้ภาพที่เคยสะท้าน กลับมาสะท้อนอีกครั้ง
“...” เงียบ
ผมยกมือขึ้น แล้วแตะอีกครั้ง
“...”เงียบ
ผมเปลี่ยนไปแตะที่กระจก
“...” เงียบ
เลื่อนแตะไปรอบ ๆ รถ โดยมีอินทรตามประกบข้างตลอด แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมหันไปมองอินทร “ไม่เห็นอะไรเลยครับ”
เขาหันมาสบตากับผม สายตาเขาเริ่มไม่เหมือนเดิม มันมีบางอย่างที่ เปลี่ยนไป เหมือนเขาเริ่มจะไม่เชื่อว่าผมเคยเห็นภาพสะท้อนนั้นจริง ๆ
“บางทีมันอาจจะเป็แค่จินตนาการ” เขาพูดช้า ๆ สายตายังจ้องผมแน่นิ่ง
“ผมเห็นจริง ๆ นะ ผมไม่เคยโกหก” ผมแย้ง
เขาไม่ตอบ เพียงแค่มองผมเหมือนพยายามอ่านความจริงจากสีหน้าผมแทนคำพูด
“มันไม่ใช่ภาพที่ผมคิดขึ้นมาเองแน่ ๆ วันนั้นผมเห็นคนใส่ฮูดสีดำลั่นไกฆ่าพิศาล” เสียงผมเริ่มสั่น
อินทรถอนหายใจออกมาเบา ๆ “แต่วันนี้นายไม่เห็นอะไรเลยหนิ”
“...” แม้จะมีคำพูดเป็ร้อยเป็พันอยู่ในหัว แต่ไม่มีคำไหนเพียงพอจะพิสูจน์ให้เขาเชื่อได้
ความเงียบระหว่างเราหนาแน่นขึ้นเหมือนหมอก แดดยามเย็นเริ่มกลืนเงารถและใบหน้าเขาไปทีละนิด ผมอยากคว้าแสงไว้ แต่กลับคว้าไม่ได้ แม้แต่ความเชื่อมั่นจากสายตาของเขา
“ผมอยากลองใหม่” ผมพูดเบา ๆ
“...” อินทรไม่ตอบอะไร แต่เขายังไม่ลดการระวัง และนั่นทำให้ผมรู้ว่า แม้เขาจะเริ่มไม่เชื่อในตัวผม แต่เขาก็ยังเฝ้าระวังเพื่อผมอยู่เงียบ ๆ
ค...ครืด...
เสียงวอล์ของเราทั้งคู่ดังขึ้น ขาดเป็่ ๆ ด้วยเสียงลมรบกวน ก่อนจะมีเสียงของเ้าหน้าที่คนหนึ่งแทรกขึ้นมา
“แจ้งเหตุครับ พบรถของคุณภัทราวดีจอดทิ้งไว้ข้างทาง แต่ไม่พบคุณภัทราวดี”
“...” อินทรชะงักทันที สีหน้าเขาเปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที แววตาเริ่มสั่นไหว
“...”
“ไป!” อินทรพูดแค่คำเดียว แล้ววิ่งไปที่รถทันที
ผมลุกขึ้น แล้วรีบวิ่งตามเขาไปติด ๆ หัวใจผมเต้นโครมคราม ไม่ใช่เพราะใเพียงอย่างเดียว แต่เพราะชื่อที่เพิ่งได้ยินจากวอล์เมื่อกี้ คือชื่อที่เราทั้งสองไม่อาจปล่อยให้เป็อะไรไปได้
สายตาอินทรในตอนนี้ไม่ใช่ผู้หมวดที่เยือกเย็นอีกต่อไป แต่คือผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังรีบไปตามหาคนรัก