มิติรักหงส์เคียงมังกร (นิยายแปล) by ตำหนักไร้ต์รัก

    ตอนที่ 14 ไม้ผุ (2)

    ตอนที่ 14 ไม้ผุ (2)

            ฉู่อวี้เดินไปด้วยจิตใจแข็งแกร่งฮึกเหิม อวี๋เจียวยังคงก้าวขาสั้นๆ ของนางไปมาระหว่างสวนเหมยและเรือนหลัก หากเป็นเพียงความเจ็บปวดทางกายนั้นนางทนได้ ถ้าหากเป็นการทรมานทางจิตใจนางทนไม่ได้ ต่อให้มีมิติเวลาให้คดโกง การฝึกเขียนตัวอักษรนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่ว่าเจ้าจะใช้เวลาเพียงหนึ่งคืนก็สามารถทำสำเร็จได้

            วันที่สอง ในตอนที่ส่งตัวอักษรที่นางเขียนเสร็จแล้วให้กับอาจารย์ อาจารย์หญิงท่านนั้นเหลือบตามองโดยที่ไม่พูดอะไร ดึงตัวอักษรตัวใหญ่ที่อวี๋ฉุนเขียนออกมาไว้ด้านข้าง นำกระดาษทั้งสองแผ่นออกมาเรียงไว้ด้วยกันโดยไม่พูดจา แต่อวี๋เจียวก็เข้าใจและเห็นถึงสายตาที่ดูถูก ดูหมิ่น และเหยียดหยามได้อย่างชัดเจน นางไม่เข้าใจจริงๆ จมูกก็มีหนึ่งอัน ตาก็มีสองข้างเหมือนกัน แล้วทำไมฝ่ายตรงข้ามจะต้องมีท่าทางการแสดงออกที่ซับซ้อนด้วย จะว่าไปข้าก็เป็นแค่ศิษย์คนหนึ่งที่เพิ่งเริ่มเรียนเท่านั้น คุ้มกันตรงไหนที่ท่านจะแสดงท่าทางเช่นนี้ออกมา

            แน่นอน ว่าเป็นแค่นักเรียนคนหนึ่ง จะโกรธเกลียดอาจารย์ก็คงดูเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดที่สุด อย่าพูดว่าให้ความสำคัญกับสุดยอดความกตัญญูของราชวงศ์เลย ก็คือในสมัยนี้ เจ้ากับอาจารย์จะแข่งขันกันไปก็ไม่มีผลดีอะไร ดังนั้นอวี๋เจียวจึงได้แต่หดคอเป็นนกกระทา ในใจกลับฮึกเหิมอย่างเงียบๆ ‘ท่านรอก่อนเถิด สักวันหนึ่ง ข้าจะทำให้ท่านรู้ว่าอะไรที่เรียกว่าคนเก่งจริงๆ เพราะคนที่เก่งจริง เขาไม่โอ้อวดและแสดงตัวหรอก!’

            นางไม่คิดที่จะยุติความขัดแย้งใดๆ กลับไม่รู้ว่าตอนที่มีคนคนหนึ่งอคติกับนาง นงจะทำอะไรก็ดูผิดไปหมดทุกอย่าง ทุกวันนี้เห็นตนก้มหน้าไม่พูดจาเหมือนรู้สึกอดสู ยิ่งมองดูอาจารย์หญิงผู้นั้นแล้วยิ่งไม่มีความละอายเลย

            สตรีผู้นี้อายุก็เข้าใกล้สี่สิบปีแล้ว ยังไม่ทันได้แต่งงาน ทั้งหมดเป็นเพราะนิสัยที่ชัดเจนเกินไปของนาง จะบอกว่านิสัยนางไม่ดีอย่างนั้นหรือ ปฏิบัติต่อศิษย์ของตนเองเป็นคนโง่เขลา และนางก็มีนิสัยขี้รำคาญ ไม่อดทนในการสอนเลยสักนิด ถ้ามีอะไรที่ไม่ตรงกับที่นางคิด ไม่ถูกใจนางแม้แต่นิด นางก็จะเบื่อหน่าย ถ้าอย่างนั้นในใจของนางก็คงไม่มีอะไรดีแล้วล่ะ

            ในตอนนี้มองดูอวี๋เจียวอย่างไรก็ดูเหมือนคนขี้ขลาด กลัวจนหัวหด ไม่กล้าที่จะแบกรับภาระหน้าที่ เอ่ยในใจว่าสมแล้วที่ถูกอี๋เหนียงเลี้ยงดูมาจนโต สอนแล้วไม่จำ ไม่เชื่อฟังจริงๆ

            ขณะที่กำลังคิด อาจารย์หญิงท่านนี้ก็เดินไปถึงข้างหน้าโต๊ะไม้เรียบ ยกพู่กันขึ้นมาเขียนตัวอักษรสองตัววางไว้บนโต๊ะของอวี๋เจียว “ทุกตัวอักษรเขียนสองรอบ ส่งวันพรุ่งนี้”

            ทันทีที่พี่น้องตระกูลอวี๋เห็นตัวอักษรตัวใหญ่สองตัวนั้น แก้มก็พลันแดงก่ำขึ้นมา ไม่รู้ว่าเพราะอับอายหรือว่าอยากหัวเราะก็ไม่รู้

            เมื่อเห็นท่าทางของเหล่าพี่สาวแปลกไป อวี๋ฉุนน้อยจึงชะโงกศีรษะเล็กออกไปดูด้วยความสงสัย “ไม้พุหรือ”

            “พรืด ไม้พุหรือ ฮ่าๆ ไม้พุ” อวี๋เหยาที่ด้านข้างอดกลั้นอยู่ พอได้ยินคำพูดนี้ ก็อดที่จะหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ มือหนึ่งของนางป้องปิดริมฝีปาก อีกมือหนึ่งชี้ไปทางน้องสาวกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง กลับถูกอวี๋เยียนดึงแขนเสื้อเป็นการส่งสัญญาณบอกใบ้ พบว่าอาจารย์กำลังมองจ้องตัวเองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม นางถึงได้กลั้นหัวเราะและกลับมานั่งลงดีๆ อีกครั้ง

            ท่าทางของอาจารย์หญิงที่มีต่ออวี๋เหยายังคงดูโอบอ้อมอารีอยู่ สุดท้ายในใจของนาง ถึงแม้ว่าจะมีคุณหนูไม่กี่คนที่ถูกเลี้ยงไว้ข้างกายฮูหยิน แต่ทายาทสายตรงและสายรองนั้นต่างกัน อิงจากพื้นฐานเดิมก็ไม่เหมือนกันแล้ว ดังนั้นสำหรับการกระทำของนางแค่กล่าวตักเตือนไปปราดเดียว และไม่เอ่ยสิ่งใดมากความ ‘หยิบตำราสอนหญิง’ ออกมา และเริ่มสอนบทสำรวมวาจา สำรวมกิริยาให้อวี๋เยียนสามพี่น้อง

            “เหตุที่ภรรยาควบคุมอริยบุคคลได้นั้น ไม่มีสิ่งใดจริงจังไปกว่าการปลูกฝังคุณธรรมกับการฝึกตนแล้ว ประการแรกคือคุณธรรม ประการสองคือฝึกฝนตนเอง...”

            ฟังเสียงสวดท่องที่ได้ยินในหูอวี๋เจียวที่ก้มหน้ากำลังหัวเราะเบาๆ คุณธรรมของผู้เป็นอาจารย์ยังไม่ฝึกให้ดี ตนจะลดตัวไปทะเลาะกับนางเพื่ออะไร ปล่อยวางความขุ่นเคืองสุดท้ายในใจ นางหยิบแท่นทับกระดาษไม้แดงที่ท่านพี่มอบให้ทับไว้บนมุมกระดาษข้างหนึ่ง จากนั้นก็หยิบพู่กันขนกระต่ายดำของตัวเอง และเริ่มเขียนตัวอักษร ‘ไม้ผุ’ สองตัวนี้ทีละขีด