คล้อยหลังไม่ถึงสี่สิบนาที ภารกิจชาร์จแบตเตอรี่ก็สิ้นสุดลง พร้อมด้วยเลขหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ที่เด่นหราอยู่ในหน้าจอมอนิเตอร์ สิ่งนี้สร้างความอุ่นใจแก่อเล็กซ์เป็อย่างมาก
เรียกได้ว่าการทะลุมิติมาในโลกยุทธภพเซี่ยงชานของอเล็กซ์ ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีหลงเหลืออยู่บ้าง ทว่าในความโชคดีก็มีเื่ที่น่าเสียดายอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
แน่นอนว่าความโชคร้ายคือการต้องจากลาโลกที่คุ้นเคยเข้าสู่โลกใบใหม่สุดพิศวง ส่วนความโชคดีคืออย่างน้อยเขาไม่ได้ข้ามมิติมาตัวเปล่า อย่างน้อยก็มีหุ่นจักรกลหน่วยบุกทะลวง ซึ่งถือเป็อาวุธคู่ใจอันดับหนึ่งร่วมเดินทางมากับเขาด้วย
ในยุทธภพเซี่ยงชานที่ผู้คนแข็งแกร่งกว่าโลกมนุษย์ใบเดิมอย่างเทียบไม่ติดด้วยอานุภาพแห่งพลังปราณที่ไหลเวียนในกาย หากปราศจากหุ่นรบหน่วยบุกทะลวง การได้กลับบ้านคงเป็เพียงฝันกลางวัน เพราะเขาน่าจะโดนพลังปราณสังหารง่ายดายเสียยิ่งกว่าตบแมลง
แม้หุ่นรบหน่วยบุกทะลวงจะไม่ใช่หุ่นรุ่นที่แข็งแกร่งที่สุด ขนาดใหญ่ที่สุด หรือพลังโจมตีร้ายแรงที่สุด ทว่านี่คือหุ่นที่อเล็กซ์ควบคุมถนัดมือที่สุด เรียกได้ว่าเพียงตัวเดียวก็สามารถถล่มฐานทัพทหารของประเทศหนึ่งในโลกมนุษย์ได้ไม่ยากเย็น
อาวุธหลักที่หุ่นจักรกลหน่วยบุกทะลวงใช้คือดาบขนาดั์ สรรค์สร้างจากแร่ธาตุบนดาวอังคารที่อเล็กซ์ค้นพบขณะทำงานอยู่กับองค์กรนาซ่า และแอบยักยอกออกมาบางส่วนภายหลังตัดสินใจลาออกเพื่อมาเป็นักล่าเผด็จการ แร่ธาตุชนิดนี้แข็งแรงทนทานกว่าเพชรนับร้อยเท่า ดังนั้นมันจึงกลายเป็วัสดุหลักที่อเล็กซ์นำมาใช้สร้างยุทโธปกรณ์ของกองทัพ Dictator Slayer รวมถึงตัวหุ่นรบทุกรุ่น ด้วยความทนทานชนิดขีปนาวุธยังไม่ระคายผิว จึงเป็เหตุผลว่าทำไมกองทัพ Dictator Slayer จึงสามารถเด็ดหัวจอมทรราชได้คนแล้วคนเล่า
นอกเหนือจากดาบั์ที่สามารถฟาดฟันกำแพงอิฐให้พังทลายง่ายดายประหนึ่งใช้มีดหั่นเต้าหู้ หุ่นรบหน่วยบุกทะลวงยังมีอาวุธปืนอีกห้ารูปแบบที่หลบซ่อนมิดชิดอยู่ในนิ้วมือทั้งสิบ แม้อานุภาพทำลายล้างไม่รุนแรงเทียบเท่าปืนของหุ่นรบหน่วยกวาดล้าง แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้หนึ่งค่ายทหารราพณาสูร
อีกทั้งการเคลื่อนไหวของหุ่นจักรกลบุกทะลวงก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมองข้ามได้เช่นกัน แม้ไร้ซึ่งปีกบินเหินหาวได้อิสระดั่งเช่นหุ่นหน่วยรบทางอากาศ ทว่าเ้าหุ่นเหล็กตัวนี้ก็สามารถร่อนลงจากความสูงหลายหมื่นฟุตได้อย่างไม่มีปัญหา และในภาคพื้นดิน ความเร็วสูงสุดที่สามารถพิชิตได้คือหนึ่งร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง
ด้วยเหตุประการนี้ แม้ยุทธภพเซี่ยงชาน และจักรวรรดิเหลียนหยางยังราวกับภาพวาดพร่าเลือน ไม่อาจทราบได้ว่ามีภยันตรายรูปแบบใดรอเขาอยู่ในภายภาคหน้า นอกจากนั้นสิ่งที่เรียกว่าพลังปราณมีขีดจำกัดเพียงใด หรือความสามารถเช่นไร ก็ยังเป็คำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบ แต่อเล็กซ์ก็มีความมั่นใจอยู่ลึก ๆ ว่าหุ่นรบหน่วยบุกทะลวงที่เขาพาไปบุกตะลุย ทำลายกองทัพ โค่นล้มเผด็จการมานัดต่อนัดโดยไม่เคยประสบความยากลำบากแม้เพียงนิดย่อมแข็งแกร่งไม่แพ้ใคร
‘พลังปราณจะเจ๋งสักแค่ไหนกัน ลองให้รู้สักตั้งว่าใครแข็งแกร่งกว่า’
ส่วนความเสียดายที่ตบท้ายให้อเล็กซ์ยังวางใจไม่ได้เต็มที่คือการที่เขามีแคปซูลจักรกลติดตัวมาเพียงหนึ่งเดียว ทั้ง ๆ ที่กองทัพ Dictator Slayer มีหุ่นรบหลากรุ่นหลายรูปแบบ แตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งาน ชัยภูมิสนามรบ และศัตรูที่ต้องเผชิญหน้า
หากมีทุกอย่างครบครัน ไม่เพียงหาทางกลับบ้านได้สำเร็จ แต่ไม่ว่าหน้าไหนก็ตาม หากพกพาประสงค์ร้ายเข้าหา อเล็กซ์พร้อมจัดการให้ราบเป็หน้ากลองโดยไม่สนแม้เพียงนิดว่าคนผู้นั้นมีพลังปราณสูงส่ง หรือทรงอำนาจบาตรใหญ่เพียงใดในโลกคู่ขนานใบนี้
‘ยิ่งคิดยิ่งน่าเสียดาย’ อเล็กซ์รำพึงพลางกำหมัดเดี๋ยวแน่นเดี๋ยวคลาย ก่อนจะออกจากห้วงความคิด หันไปเอ่ยชวนจางเหว่ยว่า “คราวนี้ออกเดินทางต่อกันได้เสียที เ้าะโขึ้นมานั่งบนไหล่ได้เลย”
แน่นอนว่าอเล็กซ์ไม่ได้หมายถึงไหล่ของเขา แต่เป็ไหล่ของหุ่นจักรกล จางเหว่ยที่กำลังปาดเม็ดเหงื่อออกจากหน้าผากหลังการแผ่พุ่งอสนีบาตอยู่ครู่ใหญ่ได้ยินดังนั้นก็ตอบรับคำสั่งแต่โดยดี ปลายเท้าสะกิดพื้น ร่างพุ่งดุจดอกไม้ไฟ ร่อนลงนั่งบนไหล่ขวาเหนือระดับความสูงเกือบห้าเมตรอย่างนุ่มนวล และเมื่อหุ่นรบเริ่มก้าวเท้า การเดินทางสู่เมืองไคชุนก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
จากที่สองบุรุษเดินเท้าใช้เวลานับชั่วโมงกว่าจะผ่านพ้นระยะทางสามกิโลเมตร แต่เมื่อมีหุ่นรบหน่วยบุกทะลวงเป็ตัวช่วย ด้วยฝีเท้าของเ้าั์จักรกล แม้อเล็กซ์ไม่ได้เร่งความเร็วเต็มอัตราเนื่องด้วยต้องระวังไม่ให้ส่งเสียงดังเกินไป ทว่าในเวลาเท่ากัน ระยะทางที่ได้ก็ไกลขึ้นอักโข
อเล็กซ์ควบคุมหุ่นให้เคลื่อนที่ไปตามเส้นทางคดเคี้ยวเลี้ยวลด ลัดเลาะช่องเขาอย่างมุ่งมั่น ขณะที่จางเหว่ยซึ่งนั่งอยู่บนไหล่ขวาของหุ่นด้วยอิริยาบถผ่อนคลายเต็มที่ก็ใช้สายตาแหลมคมประหนึ่งเหยี่ยวสอดส่องระวังภัยจากมุมสูง ช่างเป็การจับคู่ที่กลมกล่อมไม่น้อย
นอกจากช่วยเร่งความเร็วในการเดินทางแล้ว หุ่นจักรกลยังทำให้เหงื่อกาฬของทั้งสองไม่ผุดขึ้นบนิัแม้สักหยด ทว่า่เวลาแห่งความสุขก็แสนสั้น เมื่อเหลือระยะทางห่างจากเมืองไคชุนราวหกลี้ ถือได้ว่าเข้าเขตอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางด้วยยานพาหนะรูปร่างพิสดารเกินความเข้าใจของชาวยุทธภพเซี่ยงชาน ที่เรียกได้ว่าเป็การยากที่จะหลบเลี่ยงสายตาของหน่วยลาดตระเวนที่ชุกชุมขึ้นกว่าเดิม รวมถึงชาวบ้านที่สัญจรไปมา ทั้งสองจึงลงความเห็นว่าเก็บหุ่นเหล็กเข้าแคปซูลดังเดิม และใช้สองเท้าเดินทางต่อจนถึงเมืองไคชุนน่าจะเป็วิธีที่ปลอดภัยกว่า
สองเท้าก้าวเดินได้เพียงไม่เท่าไร ลมหายใจของอเล็กซ์ก็เริ่มถี่ขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่ทิวทัศน์สองข้างทางก็เริ่มแปรเปลี่ยน จากทางลัดเลาะหน้าผาริมทะเล กลับกลายเป็ว่ายิ่งเข้าใกล้เมืองไคชุนเท่าไร ท้องน้ำสีครามก็ยิ่งห่างไกลจากครรลองสายตาไปเท่านั้น ตรงข้ามกับเส้นทางสัญจรคับแคบที่เริ่มขยายใหญ่ขึ้น มีชาวบ้านเทียมเกวียน บ้างก็ควบอาชาสวนทางพวกเขาไปเป็ครั้งคราว และก็มีจำนวนไม่น้อยที่ปรายตามองมาด้วยความฉงนสนเท่ห์ แน่นอนว่าเป้าหมายคืออเล็กซ์ ด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมราคาแพงที่ผู้คนในโลกมนุษย์ต่างยอมกระเป๋าฉีกเพื่อ กลับกลายเป็อาภรณ์แปลกประหลาดดึงดูดสายตาเมื่ออยู่ในจักรวรรดิเหลียนหยาง
ยิ่งสืบเท้ามุ่งตรงไปข้างหน้า บรรยากาศแห่งเมืองใหญ่ก็เริ่มปรากฏให้เห็น สองข้างทางที่เคยถูกจับจองด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ มีบ้านเรือนหลังน้อยใหญ่มาแทนที่ประปราย และหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ตามระยะทางที่ลดลง
ในที่สุด การเดินทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามก็มาถึงจุดหมายปลายทาง เมื่อปรากฏซุ้มประตูไม้แกะสลักขนาดความสูงเกือบสิบเมตร ตั้งเด่นตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายแก่ ๆ ้ามีป้ายฉลุตัวอักษรประหลาดตาด้วยสีทอง
แน่นอนอเล็กซ์ไม่เข้าใจความหมายของมัน ทว่าราวกับรู้ใจ หรือไม่ก็ซ่อนคิ้วขมวดสงสัยไว้ไม่มิด จางเหว่ยจึงหันมาบอกโดยไม่ต้องเอ่ยถามว่า ความหมายของอักษรดังกล่าวคือ ‘ยินดีต้อนรับนักเดินทางทุกท่านสู่เมืองไคชุน’
จริงอยู่ที่ความอลังการงานสร้างของซุ้มประตูสร้างความประหลาดใจแก่อเล็กซ์อยู่บ้าง แต่หากเทียบกับฝูงชนเรือนพันแรมหมื่นที่สัญจรเข้าออกผ่านธรณีประตูกันคับคั่ง สิ่งหลังกลับทำให้เขาตื่นตาตื่นใจกว่าหลายส่วน และด้วยจำนวนมหาศาลนี้ ซุ้มประตูใหญ่โตกลับดูเล็กลงถนัดตา ทุกพื้นที่ถูกจับจองแน่นขนัด
ไม่มีอีกแล้วความเงียบสงบแห่งธรรมชาติ เรียกได้ว่าบรรยากาศที่ปรากฏในครรลองสายตาอเล็กซ์ยามนี้สุดแสนวุ่นวาย ไม่ว่าจะเสียงฝีเท้า เสียงะโโวยวาย บ้างเป็การด่าทอที่เกิดจากความเบียดเสียด บ้างเป็การประกาศขายสินค้า โคจรผ่านหูซ้ายทะลุหูขวาอย่างไม่มีหยุดพักแม้เสี้ยววินาที
อเล็กซ์ยืนสังเกตการณ์การเคลื่อนไหวของคลื่นมหาชน ห่างจากซุ้มประตูราวสามร้อยเมตร จากที่สายตามนุษย์ธรรมดาของเขารวบรวมข้อมูลมาได้ แม้ฝูงชนจะแต่งกายหลากหลายปะปนกันไป ราวกับเมืองแห่งนี้เป็จุดศูนย์รวมของคนจากหลายภูมิภาค ทว่าลักษณะหน้าตา เกือบทั้งหมดมีผิวขาวเหลือง คล้ายคลึงกับชาวเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของโลกมนุษย์ ทว่าก็มีส่วนเล็ก ๆ ที่รูปร่างสีผิวแตกต่างออกไป มีทั้งคนผิวดำ คนผิวขาว กระทั่งหน้าตาละม้ายคล้ายชาวเชื้อสายลาตินก็มีให้เห็นบ้างประปราย
“อย่างที่ข้ากล่าวไป เมืองไคชุนคือเมืองแห่งการท่องเที่ยว ชาวจักรวรรดิเหลียนหยางทั่วทุกสารทิศรวมถึงนักเดินทางจากต่างจักรวรรดิ ต่างหมายมุ่งมาแสวงหาความสำราญในเมืองแห่งนี้ ความวุ่นวายจึงเป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” จางเหว่ยอธิบายโพล่งอธิบายขึ้น ส่วนอเล็กซ์ พยักหน้ารับรู้ สายตายังคงกวาดมองเบื้องหน้าอย่างไม่รู้เบื่อ
“ยิ่งวันนี้ความวุ่นวายยิ่งทวีขึ้นจากวันอื่น ๆ สาเหตุคือสองงานสำคัญประจำปีของเมืองไคชุนที่จะจัดขึ้นในพรุ่งนี้ ต่อเนื่องยาวถึงมะรืน ทั้งสองงานต่างได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก” จางเหว่ยสาธยายต่อ คราวนี้สามารถทำให้อเล็กซ์ละสายตาจากซุ้มประตูเมืองได้สำเร็จ ชายหนุ่มหันกลับมาถามเสียงฉงนว่า “งานสำคัญอะไร?”
“เดี๋ยวข้ากลับมาไขข้อสงสัยให้กระจ่าง แต่ก่อนอื่นเ้ารออยู่ตรงนี้ อย่าไปไหนเด็ดขาด ข้าจะเข้าไปในเมืองก่อนครู่หนึ่ง หาเสื้อผ้าอาภรณ์มาให้เ้าสวมใส่ ไม่เช่นนั้นสายตาเคลือบแคลงสงสัยของผู้คนคงมีมาไม่หยุดแน่ หรือเลวร้ายกว่านั้นคือตกเป็เป้าสายตาเหล่าทหาร นั่นคงเป็สิ่งที่เ้าไม่้า”
“อืม” รับคำพลางพยักหน้า อเล็กซ์เห็นด้วยกับจางเหว่ยทุกพยางค์
“อย่าโดนฝูงชนกลืนหายไปล่ะ เกิดเ้าพลัดหลง สุ่มสี่สุ่มห้าเพียงลำพังในเมืองไคชุนคงไม่ใช่การดีแน่”
จบคำ จางเหว่ยก็สืบเท้าก้าวไปข้างหน้า และเพียงไม่กี่พริบตาร่างสูงโปร่งของเขาก็กลืนหายเข้ากับคลื่นฝูงชนเบื้องหน้า เหลือเพียงอเล็กซ์ที่ยังคงพรึงเพริดกับบรรยากาศของโลกใบใหม่ไม่หาย ยืนนิ่งที่เดิม สายตากวาดสำรวจตรงโน้นทีตรงนี้ที บรรยากาศวุ่นวายที่ปรากฏในสายตา แม้จะองค์ประกอบหลายอย่างจะต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ก็ทำให้เขาหวนนึกถึงความทรงจำที่เคยเดินดื่มด่ำบรรยากาศที่แยกชิบูย่า กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น อยู่ไม่น้อย
ครึ่งชั่วโมงล่วงผ่าน ในที่สุดจางเหว่ยก็แหวกผ่านฝูงชนกลับถึงจุดที่อเล็กซ์ยืนอยู่พร้อมถุงใบหนึ่งในมือ อเล็กซ์รับถุงมา จากนั้นเดินหาที่ลับตาคน ก่อนที่อีกมีกี่นาทีต่อมาจะปรากฏตัวขึ้นภายใต้ชุดคลุมสีน้ำตาลเรียบง่ายไม่สะดุดตา เท้าสวมด้วยรองเท้าที่ถักจากหนังสัตว์ เรียกได้ว่าด้วยภาพลักษณ์เช่นนี้ อเล็กซ์แทบจะกลมกลืนเข้ากับคลื่นมหาชนเบื้องหน้าได้อย่างไร้ที่ติ
อำพรางเสร็จสิ้น สองเท้าก็ก้าวเดิน และทันทีที่อเล็กซ์กับจางเหว่ยเบียดกายผ่านซุ้มประตูไม้โอ่โถง เข้าสู่เขตตัวเมืองไคชุนได้สำเร็จ กระเพาะก็เริ่มส่งสัญญาณประท้วงว่า้าอาหาร สองบุรุษจึงเดินลัดเลาะผ่านฝูงชนแออัดเต็มท้องถนน พลางใช้สายตาสำรวจมองหาร้านอาหารเป็เป้าหมายหลัก
เดินลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยคับแคบสลับถนนใหญ่หลายสาย ในที่สุดโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งก็ปรากฏให้เห็นเบื้องหน้า แม้สภาพจะคร่ำครึไม่น้อย แต่จางเหว่ยการันตีว่ารสชาติไม่เลว อย่างน้อยก็พอจะฝากท้องได้
ประตูไม้บานเล็กถูกเปิดออก ตามด้วยเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่บ่งบอกถึงการใช้งานที่ผ่านกาลเวลายาวนาน สองบุรุษเข้าสู่ชายคาโรงเตี๊ยม สายตาพลันมองเห็นโต๊ะเก้าอี้หลายสิบตัวที่ถูกจัดวางอย่างไม่เป็แบบแผนนัก ทว่าแทบทุกพื้นที่กลับถูกจับจองด้วยผู้คนแน่นขนัด
ลูกค้าส่วนใหญ่กำลังสังสรรค์กันสนุกสนาน หลักฐานประจักษ์ชัดคือใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา เสียงดังโหวกเหวกโวยวายอย่างไม่มีใครเกรงใจใคร แต่ก็มีอีกหลายโต๊ะที่นั่งอย่างสงบนิ่ง รับประทานอาหารเบื้องหน้าโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง มุมด้านขวาสุดเป็เคาน์เตอร์ไม้ ขวดไหสุราจำนวนมากวางเรียงราย ด้านหลังปรากฏชายชรา ใบหน้าเหี่ยวย่นโดนแย่งความโดดเด่นด้วยเคราขาวยาวหลายนิ้ว กำลังนั่งเหม่อลอย กวาดสายตามองลูกค้าโต๊ะนู้นทีนี้ที
โคมตะเกียงหลายดวงตามจุดต่าง ๆ ทั้งที่ห้อยจากเพดาน และติดกับฝาผนังมี ‘เปลวเพลิงนิจนิรันดร์’ ลุกโชนอยู่ภายใน ทำหน้าที่ส่องสว่างให้โรงเตี๊ยมขนาดกะทัดรัดแห่งนี้ยังคงสว่างไสวแม้ตะวันจวนเจียนจะลับขอบฟ้าแล้วก็ตาม
เปลวเพลิงนิจนิรันดร์คือแหล่งกำเนิดแสงสว่างที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในจักรวรรดิเหลียนหยาง สรรค์สร้างมาจากพลังปราณ และแน่นอนว่าต้องเป็สังกัดธาตุไฟ เป็สินค้าที่วางขายกันทั่วไปตามท้องตลาด ไม่ต่างจากหลอดไฟในโลกมนุษย์ ซึ่งด้วยความ้าใช้งานที่สูง จึงมีผู้ใช้พลังปราณธาตุไฟจำนวนไม่น้อยจึงยึดถืออาชีพเป็นักสร้างเปลวเพลิงนิจนิรันดร์
ทันทีที่เสียงประตูดัง ลูกค้าแทบทุกรายในร้านต่างละความสนใจจากสิ่งที่ทำอยู่ชั่วคราว เบนสายตามามองอเล็กซ์และจางเหว่ยโดยพร้อมเพรียง เป็เื่ธรรมดาที่ผู้มาเยือนรายใหม่จะโดนเพ่งเล็ง ทว่าเพียงปราดเดียว ทุกคนก็กลับไปทำกิจกรรมของตัวเองต่อ เนื่องด้วยอาภรณ์ใหม่ที่จางเหว่ยเป็ธุระจัดหาให้ อเล็กซ์ในชุดคลุมสีน้ำตาลหม่นกลมกลืนเข้ากับผู้คนที่ไหลเวียนในเมืองไคชุนได้อย่างแเี ดังนั้นในสายตาของลูกค้าคนอื่นในร้าน อเล็กซ์และจางเหว่ยจึงดูเหมือนชาวเมืองธรรมดา ไม่มีค่าให้เสียเวลาสนใจอีกต่อไป ซึ่งนี่คือสิ่งที่อเล็กซ์้า
หลังกวาดสายตาซ้ายทีขวาทีหลายระลอก สองชายหนุ่มก็เดินไปนั่งลงที่โต๊ะเล็ก ๆ ติดผนังฝั่งซ้ายของโรงเตี๊ยม จางเหว่ยบอกกล่าวบางสิ่งกับเสี่ยวเอ้อใบหน้าละอ่อน หลังจากนั้นเพียงครู่หนึ่ง อาหารที่ส่งกลิ่นชวนท้องร้องพร้อมสุราหนึ่งป้านก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะ และจากนั้นบทสนทนาเกี่ยวกับ ‘งานสำคัญ’ ของเมืองไคชุนที่อเล็กซ์กระหายใคร่รู้ก็เริ่มต้นขึ้น