หลังจากจบมื้ออาหารที่แสนอบอุ่นลง เด็กๆต่างก็ไม่มีกิจกรรมใดให้ทำในยามค่ำคืนจึงต้องเข้านอนั้แ่หัวค่ำ บ้านหลังเล็กนี้มีเพียงหนึ่งห้องนอนและหนึ่งห้องโถงเพียงเท่านั้น
เมื่อถึงเวลานอนทุกคนก็จะมานอนเรียงแถวหน้ากระดานกันในห้องนอนที่แสนคับแคบห้องนี้ แต่ถึงจะคับแคบกลับเต็มไปด้วยบรรยากาศที่แสนอบอุ่นที่หาจากที่ไหนไม่ได้
นางหลี่ยังคงนั่งปักผ้าอยู่ในส่วนของห้องโถง ซึ่งจะเรียกว่าห้องโถงก็เรียกได้ไม่เต็มปากนัก เพราะห้องนั้นมันเปรียบเสมือนห้องเก็บของของบ้าน ไม่ว่าจะเป็สิ่งใดก็ล้วนแต่ถูกจัดเก็บเอาไว้ในห้องนั้น หลี่ลู่เสียนกับหลี่ลู่ชิงต่างก็หลับไปแล้วเพราะความเหนื่อยล้าจากการที่ต้องขึ้นเขาเกือบจะทั้งวัน ถึงอย่างไรทั้งสองคนก็เป็เพียงแค่เด็กน้อยที่กำลังโต
นางดึงผ้าห่มสีหม่นที่บ่งบอกถึงอายุการใช้งานได้เป็อย่างดีให้ห่มคลุมไปทั่วร่างของเด็กทั้งสอง ผ้าห่มภายในบ้านมีเพียงสามผืน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความ้าของคนในบ้าน และสภาพอากาศใน่นี้ค่อนข้างจะหนาวเย็นผิดกว่าอากาศในยามอื่นมากนัก
หลี่ลู่เอินยังคงนอนลืมตาโพลงท่ามกลางความมืดมิด ภายในหัวต่างเร่งคิดวิธีการหาเงินให้ได้เยอะๆ เพื่อที่คนในบ้านจะได้มีความเป็อยู่ที่ดีขึ้น อย่างน้อยที่สุดในเวลานี้ทุกคนควรจะต้องมีข้าวกินให้อิ่มและมีผ้าห่มนอนที่อบอุ่น
คิดจนหัวแทบะเิก็วกกลับมาที่จุดเดิม ไม่ว่าจะเป็ยุคสมัยใดทุกอย่างก็เริ่มต้นที่เงินทั้งสิ้น ก่อนอื่นคงจะต้องหาทุนซักก้อน พอคิดมาถึงตรงนี้นางก็นึกขึ้นได้ว่าลืมบอกให้นางหลี่สานตาข่ายเอาไว้ดักปลาในวันพรุ่งนี้ นางจึงรีบลุกขึ้นจากที่นอนแล้วเดินออกไปบอกนางหลี่ผู้มีศักดิ์เป็มารดาในทันที
แต่เมื่อออกมาแล้ว ได้เห็นถึงสภาพของนางหลี่ที่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งเย็บปักผ้าอย่างอดทนท่ามกลางแสงจากคบไฟที่ให้ความสว่างไม่เพียงพอ ในบางครั้งก็โดนเข็มตำมือเอา จากสภาพที่น่าเวทนานั้นนางเห็นแล้วก็ไม่กล้าเอ่ยปากแม้เพียงครึ่งคำ
ทำได้แค่เดินออกไปนั่งข้างๆนางหลี่และถามหาของเพียงเท่านั้น
"ท่านแม่! ท่านพอจะมีด้ายดิบให้ข้าบ้างหรือไม่"
นางหลี่เงยหน้าขึ้นจากงานเย็บปักตรงหน้า ถามกลับมาด้วยความสงสัย
"เ้าจะเอาด้ายดิบไปทำสิ่งใดกัน"
"ข้าว่าจะถักตาข่ายซักหน่อย เอาไว้ดักปลาพรุ่งนี้เช้า"
"หากจำไม่ผิดท่านพ่อของพวกเ้าก็มีตาข่ายอยู่อันนึงกระมัง ลูกเข้าไปนอนก่อนเถิดประเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าแม่จะลองหาดูว่ายังอยู่หรือไม่"
"เ้าค่ะ"
รับคำแล้วก็หันหลังเตรียมจะเดินกลับเข้าไปในห้อง อดไม่ได้ที่จะหันกลับมาแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความเป็ห่วงน้ำเสียงแ่เบา
" ท่านแม่เองก็อย่าหักโหมมากเกินไป"
นางหลี่คลี่ยิ้มอ่อนโยนแววตาเปี่ยมไปด้วยความรักมองไปที่ใบหน้าบุตรสาวคนรอง จึงพยักหน้ารับรู้คราหนึ่งมองตามหลังร่างเล็ก ภายในใจคิดว่า ลูกสาวของนางรู้จักคิดเป็แล้วซินะ
หลี่ลู่เอินเดินกลับเข้ามาในห้องเบียดตัวเองลงไปในผ้าห่มผืนเดียวกับน้องสาวที่นอนหลับสนิทจนน้ำลายยืดออกมาแล้ว นางอดที่จะหัวเราะออกมาเสียงค่อยไม่ได้ เด็กหนอเด็ก พอหัวเราะเสร็จก็หลับตาลงหลับไปทั้งอย่างนั้น เวลานี้ตัวนางเองก็ยังคงเป็เด็กเช่นเดียวกัน
เช้าวันรุ่งขึ้นมาเยือน นางได้ยินเสียงมารดาพูดคุยกับใครคนหนึ่งอยู่ทางด้านนอกบ้าน จึงลุกออกไปดู พบว่าเป็ท่านป้าหลิวที่เป็เพื่อนบ้านเพียงหลังเดียวของพวกนางนั่นเอง บ้านของป้าหลิวอยู่ห่างจากบ้านของพวกนางอยู่ราวๆ 100 เมตรได้ ในหมู่บ้านก็มีเพียงบ้านของป้าหลิวนี่ล่ะที่ยังคงไปมาหาสู่กันเรื่อยมา เพราะว่าเป็บ้านที่อยู่ห่างไกลจากบ้านหลังอื่นๆในหมู่บ้านเดียวกัน
สามีของป้าหลิวเป็นายพราน มักจะจับกลุ่มกับคนในหมู่บ้านที่มีอาชีพเดียวกันขึ้นเขาไปล่าสัตว์ป่าทีละหลายๆวัน กลับมาแต่ละทีก็ได้สัตว์ป่ามาเยอะแยะ พอขายออกก็นำเงินที่ได้มาแบ่งสรรปันส่วนให้เท่าเทียมกัน เงินส่วนเเบ่งที่ได้รับนั้นก็จำนวนมากโขพออยู่ได้ไม่ลำบาก ป้าหลิวเป็คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มักนำสิ่งของมามอบให้บ้านของตนอยู่บ่อยครั้ง ไม่รู้ว่าครั้งนี้ได้อะไรมามอบให้กันอีก
"อรุณสวัสดิ์ท่านป้าหลิว"
หลี่ลู่เอินกล่าวทักทายเสียงสดใส พร้อมกับรอยยิ้มอ่อนหวานไปให้ ป้าหลิวอดที่จะเอ็นดูในความน่ารักของนางไม่ได้ นางเองก็มีบุตรสาวอายุไล่เลี่ยกับหลี่ลูู่เอินเช่นเดียวกัน
"อ้าวหนูลู่เอินนี่เอง หายดีแล้วซินะ หน้าตาสดใสเชียว"
"ข้าหายดีแล้วเ้าค่ะ"
"ฮ่าๆหายดีแล้วก็ดีว่างๆก็ไปเล่นกับเสี่ยวชุ่ยบ้างล่ะ"
หลี่ลู่เอินพยักหน้ารับคราหนึ่งพลางหยอดคำหวาน
"ข้าต้องไปรบกวนป้าหลิวอย่างแน่นอน"
"ฮ่าๆๆๆ ไม่รบกวนๆ"
ป้าหลิวหัวเราะอย่างถูกใจ นางหนูนี่ช่างเข้าใจพูดยิ่งนัก ผิดกับลูกสาวของนางที่ชอบพูดจาโผงผางขวานผ่าซาก
พูดคุยสรรพเพเหระกันอีกชั่วครู่ป้าหลิวก็ได้ขอตัวกลับบ้านเพื่อไปเตรียมทำกับข้าวให้กับสามีและลูกของนาง
"ป้าหลิวช่างมีน้ำใจกับบ้านเรายิ่งนัก"
หลี่ลู่เอินกล่าวขึ้นมาหลังจากที่เห็นไข่ไก่สามฟองกับเนื้อที่มีขนาดเท่าหนึ่งฝ่ามือของตนเอง คิดในใจว่า หากวันใดที่ตนเองมีเงินแล้วจะต้องตอบแทนความมีน้ำใจของป้าหลิวซักครั้ง
"เป็เช่นนี้แล้วลูกก็ต้องรู้จักกตัญญูต่อป้าหลิวรู้หรือไม่"
นางหลี่เอ่ยสั่งสอนอย่างอ่อนโยน ลู่เอินยิ้มรับพร้อมกล่าว
"เ้าค่ะๆ ลูกคนนี้จะต้องกตัญญูต่อท่านแม่และป้าหลิวอย่างแน่นอน"
พูดเสร็จก็นำไข่กับเนื้อเดินเข้าครัวไป คนเป็แม่เอ่ยไล่หลังด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"เ้าลูกคนนี้นี่ "
นางแบ่งเนื้อออกเป็สองส่วน ส่วนแรกแบ่งเอาไว้สำหรับทำมื้อเช้าให้กับทุกคน นางสับเนื้อจนละเอียดและนำไปคลุกกับเกลือและใบหอมซอยละเอียด จากนั้นจึงก่อไฟตอกไข่ไก่ทั้งสามฟองลงบนถ้วยใบเล็กเทเกลือลงไปเล็กน้อยแล้วจึงตีไข่ให้ละเอียดเป็เนื้อเดียวกัน จากนั้นจึงตั้งกระทะทำไข่ม้วนให้เด็กๆ ไข่ม้วนที่ไม่มีน้ำมันหน้าตาค่อนข้างเละอยู่หน่อยๆ
นางนำเนื้ออีกส่วนที่แบ่งเอาไว้มาหั่นเป็ชิ้นๆและนำกระเทียมทุบพอหยาบกับเกลืออีกเล็กน้อยมาคลุกเคล้าให้เข้ากันจากนั้นจึงนำไปร้อยใส่ตอกไม้ไผ่ เสร็จแล้วจึงนำไปแขวนบนราวไม้ไผ่ตากแดดเพื่อเก็บเอาไว้กินในมื้อต่อไป
เมื่ออาหารเสร็จแล้วเด็กๆที่ถูกกลิ่นหอมน่ากินของไข่ ปลุกให้ตื่นจากการหลับไหลต่างพากันทำจมูกฟดฟิดวิ่งออกมาจากตัวบ้าน เมื่อออกมาก็พบเข้ากับไข่ม้วนหน้าตาเละเทะแต่ก็หอมน่ากินอยู่ไม่น้อยทำเอาท้องของเด็กทั้งสองส่งเสียงร้องโครกครากออกมาปะท้วงความหิวโหย
#มากินไข่ม้วนไร้น้ำมันกับเด็กๆกันมั้ยเ้าคะ ^_^