่เวลาที่อันจูมาที่โรงเรียนช่างศิลป์นั้นฮวาหว่านโดยสารรถลาของเหอจินเพื่อนร่วมโรงเรียนซึ่งที่บ้านได้ส่งคนมารับเรียบร้อยแล้ว
เหอจินอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านในอำเภอทงสวูที่อยู่ใกล้เคียงกับอำเภอกวงหยางทั้งสองอำเภอต่างก็ใช้เส้นทางเดียวกันเพื่อเข้าสู่เมืองหลวง
รถลาที่ฮวาหว่านโดยสารกำลังข้ามสะพานโจวเฉียว
ฮวาหว่านมองเรือที่ประดับประดาอย่างหรูหราที่จอดอยู่โดยรอบทั้งสองฝั่งน้ำของแม่น้ำเปียนเหอลมแม่น้ำพัดไหวโอบล้อมกระตุ้นให้ชายคารูปทรงปลายงอนที่กาสลักด้วยสีแดงทรายของเรือประดับสั่นคลอนเสียงดีดผีผาและเสียงขลุ่ยเดี๋ยวหยุดเดี๋ยวบรรเลง บางครั้งก็มีเสียงสดใสราวนกขมิ้นของหญิงสาวดังแว่วมาเป็ท่วงทำนองเพลงที่มีความหมายลึกซึ้งและกำลังเป็ที่นิยม
ใน่กลางวันสำนักนางโลมและร้านเหล้าจำนวนมากกำลังหยุดพักเมื่อถึง่กลางคืนก็ไม่รู้ว่าจะคึกคักมากแค่ไหน
เนื้อร้องในบทเพลงนั้น“ร่ายรำทำนองเพลงให้จิตใจเบิกบาน ทางหนึ่งเก็บกระจับทางหนึ่งร้องเพลงพอตะวันคล้อยค่อยกลับบ้าน ผู้เฒ่าตกปลาหัวเราะเริงร่า มองดูเด็กสาวเก็บดอกบัว”นี้ก็คือบรรยากาศการใช้ชีวิตของชาวบ้านตามริมฝั่งน้ำ
ฮวาหว่านจำได้ว่าบิดาเคยกล่าวไว้ความคึกคักเพริศแพร้วของโคมแดงเหล้ามรกตล้วนทำให้ผู้คนลุ่มหลงติดกับและไม่ยอมเผยความขมขื่น เ็ป เศร้าโศก เกลียดชัง และแค้นเคืองที่ต้องแอบซ่อนอยู่เื้ั อาศัยความมึนเมาปกป้องสภาพของผู้คนบนโลกที่ต้องตื่นอย่างโดดเดี่ยว
ฮวาหว่านบีบนิ้วมือนางเองอาจจะยังไม่เข้าใจทั้งหมดในสิ่งเ่าั้ที่บิดาพูด่เวลาของความรุ่งเรืองมีเพียงตัวเองที่รู้ถึงความโง่เขลาหลอกลวง
ในใจของฮวาหว่านรู้สึกเศร้าอยู่บ้างนางเบือนหน้าเก็บประกายตา หลับตาพักผ่อนบนที่นั่งบางเบา
ใน่เวลาเดียวกันเงาร่างของเ้าอ้วนอันจูก็ผ่านรถลาไป
อันจูเดินวนรอบกำแพงสีเทาของโรงเรียนช่างศิลป์อยู่หลายรอบความจริงแม้ว่าฮวาหว่านจะไม่ได้กลับหมู่บ้านยวินเซียว อันจูก็ไม่รู้ว่าจะสามารถพบกับนางหรือไม่เพราะว่าอันจูเองก็ไม่สามารถเข้าไปในโรงเรียนช่างศิลป์ได้อย่างสิ้นเชิง
สุดท้ายประกายตาของอันจูได้แต่จ้องมองไปยังไม้จันทร์ดำของป้ายประกาศเกียรติคุณของสำนักไท่เสวที่ขวางระหว่างโรงเรียนช่างศิลป์เท่านั้นเขาทำปากจู๋ พ่นลมหายใจก่อนวิ่งกลับศาลาคนธรส
ถึงที่สุดแล้วอันจูก็ยังคงเด็กอยู่มากๆทั้งยังถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจจนเติบใหญ่คำพูดคำจาและความคิดยังไม่ได้หลุดพ้นจากนิสัยแบบเด็กๆในใจของเขายังคงนึกถึงตอนที่ฮวาหว่านะโลงน้ำเพื่อไปหยิบห่อผ้าแต่ก็ไม่ได้รู้สึกผิดเท่าไหร่นัก
แม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกผิดแต่ที่ฮวาหว่านไม่สนใจตัวเองะโลงแม่น้ำเปียนเหอ“บุคลิกอันองอาจ” ประทับอยู่ภายในสมองของเขาเสียแล้ว ความกล้าหาญของฮวาหว่านครั้งนี้นั้นเจ๋งเสียยิ่งกว่าที่พวกเขาก่อเื่วุ่นวายในโรงเรียนเสียอีกยังมีความเป็หัวหน้ากลุ่มที่ยั่วเย้าให้เหล่าบรรดาอาจารย์โกรธเคืองอีก
ในเมื่อเป็คนที่น่าเลื่อมใสศรัทธาเขาก็ควรที่จะไปทักทายสักนิด พิจารณารูปร่างหน้าตาของฮวาหว่านให้ละเอียดถี่ถ้วนเสียหน่อยเขาช่างตาถั่วนัก เมื่อก่อนได้แต่คิดว่าจะรังแกนางอย่างไร ไม่คิดที่จะมองนางอย่างจริงจังมาก่อนเลย
“ท่านพ่อข้าไม่อยากไปเรียนที่หนานซานแล้ว ข้า้าไปเรียนที่สถาบันไท่เสว!”
เถ้าแก่อันถูกเสียงคำรามของอันจูเมิ่งพลันทำกล่องเงินในมือร่วงหล่นพื้น รอจนสติกลับมาแล้วเถ้าแก่อันได้แต่รอให้อันจูก่อกวนครู่หนึ่ง ความจริงอันจูเองก็ยังไม่เคยศึกษามาก่อนว่าสถาบันไท่เสวคืออะไรเข้าล้วนแต่ไม่เข้าใจเขากล่าวอย่างใจลอย “สถาบันไท่เสวต้องอาศัยความสามารถในการสอบเข้าไปเ้าว่านอนสอนง่ายเถอะ ฉวนเซินไปร้านขนมเฉียนถางซื้อเค้กถั่วหยกกับขนมอี๊เย็นมาให้เ้าก็ไปกินเองแล้วกัน”
เมื่อสี่ปีก่อน่ที่เพิ่งส่งอันจูเข้าโรงเรียนนั้นเถ้าแก่อันยังมีความคิดหลงเหลืออยู่บ้างว่ามุ่งหวังให้ทายาทคนเดียวเรียนหนังสือมีความสามารถเพื่อที่วันหนึ่งจะได้สร้างเนื้อสร้างตัวต่อสู้ดิ้นรนจนได้เป็ขุนน้ำขุนนางจะได้สร้างชื่อเสียงเกียรติยศให้วงศ์ตระกูลแทนเขา แต่ปีแล้วปีเล่าที่ผ่านไปจากที่เขาถูกบรรดาอาจารย์ในโรงเรียนต่อว่าดุด่าและตักเตือนให้อันจูเลิกเรียนยิ่งมายิ่งบ่อยครั้งขึ้นในใจเขาเลยหมดหวังไปแล้ว เพียงแค่เฝ้าหวังให้อันจูรู้หนังสือคิดเงินเป็อนาคตจะได้รับ่ต่อทำกิจการร้านค้าของศาลาสุคนธรสได้
อันจูได้ยินว่ามีขนมอี๊เย็นก็เริ่มกลืนน้ำลายแลบลิ้นเลียริมฝีปาก เมื่อครู่ที่เขาเดินมาหลายหัวถนนเหงื่อออกมากมายทำให้คนร้อนอบอ้าว ประจวบเหมาะกับได้ขนมอี๊เย็นช่วยคลายความร้อนจีบหมุนกายวิ่งเข้าไปในห้อง เื่ที่จะเข้าสถาบันไท่เสว เขาคิดง่ายดายเกินไปอนาคตค่อยไปสอบก็พอแล้ว จะสอบติดหรือไม่ติดค่อยว่ากันก็แล้วกัน
หลี่จงเหรินและฮวาหว่านกลับถึงบ้านพร้อมกันพอดิบพอดีนางเก๋อซื่อพอได้เห็นหน้าฮวาหว่านบนใบหน้าก็ปรากฏความยินดี แต่ฝีปากยังพูดจาดุร้าย“จมูกดีนักเชียว กลับมาได้จังหวะพอดีเชียวนะข้าเพิ่งจะเตรียมหมี่ผัดกุ้งสดไว้ให้กับพี่ชายเ้าคงต้องแบ่งให้เ้าครึ่งหนึ่งอีกแล้ว”
ฮวาหว่านเม้มปากหัวเราะนางเข้าไปทำความทักทายกับนางเก๋อซื่อและหลี่จงเหรินก่อน แล้วจึงพูด “ท่านป้าวางใจข้ายังไม่หิว ให้ท่านพี่กินก่อนเถอะ สักครู่รอให้ท่านลุงกลับมาแล้ว ข้าค่อยกินอาหารเย็นพร้อมกับท่านลุงและท่านป้า”
หลี่จงเหรินจิ้มไปที่ศีรษะของฮวาหว่านจนผ้าผูกผมสีครามหลุดจากมวยผม “หลายวันมานี้ต้อง่เวลาโย่วท่านพ่อถึงจะได้กลับบ้านหากรอให้ถึงตอนนั้นเข้าจริงๆ คงหิวตายเป็แน่ท่านแม่จำได้ว่าเ้าจะหยุดวันไหนหรอกนะ หมี่ผัดกุ้งสดก็ทำตั้งชามใหญ่ข้าคนเดียวกินไม่หมดหรอก ไปกินด้วยกันเถอะนะ” (เวลาโย่ว =酉时 คือเวลาั้แ่ 1700 – 1900)
ฮวาหว่านรู้สึกร้อนผ่าวในหัวใจ“ขอบคุณค่ะท่านน้า”
นางเก๋อซื่อเหลือบมองดูฮวาหว่านอย่างละเอียด“ดูเหมือนว่าเ้าจะอยู่ที่โรงเรียนช่างศิลป์สุขสบายกว่าอยู่ที่บ้านท่านลุงของเ้านะดูแล้วเ้าเหมือนมีน้ำมีนวลขึ้น”
ฮวาหว่านที่กำลังจะตามหลี่จงเหรินเข้าไปในครัวนึกขึ้นมาได้ว่านางนำกิ๊บปักผมไม้ติดตัวมาด้วยจึงรีบหยิบออกจากตะกร้าหนังสือส่งให้นางเก๋อซื่อ “ท่านป้าอันนี้คือข้าแกะสลักจากที่โรงเรียน หวังวว่าท่านป้าจะไม่รังเกียจนะคะ”
นางเก๋อซื่อใช้มือหยาบลูบคลำกิ๊บปักผมไม้ใบหน้าไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ แต่ในใจกลับชื่นชอบมาก“ก็ดีกว่าเมื่อก่อนที่เ้าใช้ต้นหญ้ามาถัก คุ้มค่าเงินมากกว่าเมื่อไหร่ที่เ้าทำเป็ทองกลับมา ข้าถึงจะดีใจ”
“ท่านแม่!” หลี่จงหรินรู้สึกไม่พอใจกับการร้องทุกข์ที่ไม่สุภาพนักของมารดาเกรงว่าฮวาหว่านจะถือคำพูดนางเป็เื่จริงจัง แล้วต้องทำเื่โง่ๆที่ฝ่าฝืนกฎของโรงเรียน เขาทั้งวิตกทั้งกังวลใจจนต้องมองไปที่ฮวาหว่าน
“เฮอะข้าล้อเล่นหรอกนะ เ้าสงบจิตใจทุ่มเทกับการเรียนเถอะ อนาคตเมื่อเรียนสำเร็จแล้วคงไม่มีเื่ไม่ดีอันใด รีบไปกินซะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นซะหมด”นางเก๋อซื่อก้มศีรษะซ่อมแซมเสื้อผ้าต่อ ี้เีที่จะสนทนากับเด็กทั้งสองอีก
ฮวาหว่านแลบลิ้นเดินตามเื้ัหลี่จงเหรินไปอย่างเก้อเขิน
หลี่จงเหรินคีบกุ้งในชามของตนเองวางในชามของฮวาหว่าน“กุ้งพวกนี้เพิ่งจะช้อนมาจากโค้งน้ำ สดๆใหม่ๆอร่อยถูกปากอย่างมากอาหว่านเ้าต้องกินให้มากๆ นะ”
กุ้งเมื่อเข้าไปอยู่ในชามเรียบร้อยแล้วจะคีบคืนกลับไปให้ก็ดูไม่เหมาะสมนัก ฮวาหว่านขอบคุณหลี่จงเหรินก่อนก้มลงค่อยๆกินลงไป
“อาหว่านปลายเดือนหน้าข้าจะไปเข้าร่วมสอบซ่อมกับสถาบันไท่เสวแล้วนะ ถ้าหากว่าสอบผ่านภายหลังพวกเราจะได้อยู่ในเมืองหลวงเป็เพื่อนกัน”หลี่จงเหรินกล่าวอย่างอบอุ่นนุ่มนวล
“ไม่กี่วันแล้วสินะท่านพี่เตรียมตัวอย่างไรบ้างแล้ว เรียนรู้ได้ทั้งหมดหรือยัง?”ฮวาหว่านมองไปที่ใบหน้าอันสงบนิ่งมั่นคงของหลี่จงเหรินมีความคิดว่าความจริงแล้วท่านพี่ของนางมีความมั่นอกมั่นใจที่จะสอบเข้าสถาบันไท่เสวได้มาโดยตลอด
“การเรียนรู้ย่อมไม่มีที่สิ้นสุดคงไม่สามารถเรียนได้จนหมดสิ้น ข้าเพียงแต่ทำทุกอย่างเท่าที่จะสามารถทำได้คิดที่รับมือกับการสอบซ่อมเพื่อเข้าสถาบันไท่เสวนั้น คงจะไม่มีปัญหาอะไร”หลี่จงเหรินหยุดพูดชั่วขณะก่อนที่จะเอ่ยปากต่อ“วันหยุดพรุ่งนี้ข้าไม่สามารถอยู่ที่บ้านเป็เพื่อนเ้าได้อาจารย์ที่สำนักปราชญ์นั้นหลังจากที่ทราบว่าข้า้าสอบเข้าสถาบันไท่เสวตั้งใจเตรียมชั้นเรียนให้ข้าฝึกฝนเป็พิเศษเพื่อให้ข้าได้ใช้เวลาอันจำกัดนี้เร่งเพิ่มพูนเตรียมความรู้ให้มากขึ้นอีกหน่อย”
ฮวาหว่านหัวเราะกล่าว“ท่านพี่วางใจอ่านตำราเถอะ ข้าไม่ใช่เด็กน้อยแล้ว ถ้าหากวันพรุ่งนี้ท่านลุงกับท่านป้าไม่มีอะไรให้ข้าช่วยข้าจะไปเล่นกับเซียงลี่ ข้ายังนำของขวัญเล็กๆน้อยๆมาให้นางด้วยนะ
สองคนเพิ่งจะกินหมี่ผัดกุ้งสดหมดด้านนอกก็มีเสียงเปิดรั้วประตูไม้ดังแว่วมา หลี่จงเหรินเอียงตัวมองไปด้านนอกกล่าวด้วยความสงสัย “วันนี้เหตุใดท่านพ่อจึงกลับมาเร็วนักนะ”
ได้ฟังคำฮวาหว่านก็รีบลุกขึ้นไปหาท่านลุงทันทีนางมองมาที่หลี่จงเหรินเอ่ยถาม “พี่ชาย หลายวันมานี้ท่านลุงยุ่งอยู่กับเื่อะไรหรือ”
“ปีนี้ท่านนายอำเภอโจวเร่งรัดให้รีบทำสมุดบัญชีล่วงหน้าในวันที่หนึ่งของเดือนหกท่านบิดาจะต้องตรวจสอบสมุดบัญชีภาษีของฤดูใบไม้ร่วงแล้วหลังจากตรวจสอบและส่งให้ทางอำเภอแล้ว ก็คงจะได้ผ่อนคลายขึ้น”หลี่จงเหรินเองก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน เดินตามฮวาหว่านไปที่สวน
หลี่ชางม่าวเมื่อเห็นฮวาหว่านนั้นคิ้วที่กำลังขมวดแน่นก็ผ่อนคลายลงภายหลังจากที่ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบฮวาหว่านอยู่หลายประโยคจึงให้หลี่จงเหรินพาฮวาหว่านออกไปเที่ยวเล่นที่ด้านนอก ตนเองถอนใจยาวก่อนผลักประตูเข้าบ้านด้วยความเหน็ดเหนื่อย
“ตามข้ามา”หลี่จงเหรินนำฮวาหว่านเดินอ้อมบ้านไปแอบหลบซ่อนตรงมุมกำแพงของหน้าต่างไม้อย่างเงียบเชียบ
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/31460372a950b4e2a8c09017ed8e19b6
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่บันทึกมงกุฎขนนกที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #บันทึกมงกุฎขนนก #เรือนหอมหมื่นลี้#readAwrite ด้วยน้า