ตอนที่ 18 เข้าเรียน
เช้าวันที่สองจางฉุ้ยเหลียนลุกจากเตียงั้แ่ 04.00 น.เพราะเธอรู้ว่าวันนี้ตงลี่หวาจะปั่นจักรยานออกไปตัดหญ้าเพื่อเอามาเป็อาหารให้หมูและเธออยากจะตามไปด้วย
“ไอ้หยา ลูกกลับไปนอนต่อเถอะ ไม่ต้องไปหรอก!” เมื่อตงลี่หวาเห็นว่าจางฉุ้ยเหลียนทำท่าจะออกไปกับหล่อนด้วยหล่อนก็รีบเข้ามาขวางเธอไว้ทันที
“ให้หนูไปกับแม่เถอะนะคะตอนนี้เพื่อนบ้านก็ยังไม่ตื่น เราไปยืมจักรยานของพวกเขาก็ได้ให้หนูไปช่วยแม่ตัดหญ้าเถอะ!” จางฉุ้ยเหลียนยังคงยืนยันคำเดิม ตงลี่หวาเองก็จนปัญญา หล่อนจึงเดินไปหาเสื้อผ้าสำหรับใส่ทำงานของตัวเองมาให้กับจางฉุ้ยเหลียน
“ตอนเช้าแบบนี้น้ำค้างมันเยอะลูกก็ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ หน่อยแล้วกันนะ” เมื่อเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยพวกเธอทั้งสองคนก็พร้อมออกเดินทาง จางฉุ้ยเหลียนนั้นใส่หมวกใบใหญ่และปั่นจักรยานรุ่น 28 ออกจากบ้านไปพร้อมกับตงลี่หวา
พวกเธอทั้งสองคนตั้งใจจะไปหาหญ้าในพื้นที่ที่ไม่มีเ้าของจากนั้นก็ช่วยกันตัดหญ้าและนำมันกลับมาที่บ้านเพื่อเป็อาหารให้หมูพอถึงบ้านก็จะนำหญ้าพวกนั้นมาสับให้ละเอียดผสมกับรำข้าวสาลี และไม่เพียงแต่เป็อาหารให้หมูเท่านั้นหญ้าผสมรำข้าวสาลียังเป็อาหารให้ไก่และเป็ดได้อีกด้วย เมื่อให้อาหาร ไก่ เป็ดและหมูเสร็จเรียบร้อยแล้ว งานทั้งหมดก็เป็อันเสร็จสิ้น
สองแม่ลูกปั่นจักรยานออกมาไกลพอสมควร ในที่สุดตงลี่หวาก็จอดจักรยานตรงป่าแห่งหนึ่งจากนั้นทั้งสองก็หยิบมีดขึ้นมาและเริ่มฟันต้นหญ้า ตอนที่กำลังฟันหญ้าอยู่นั้นจางฉุ้ยเหลียนก็เห็นว่าป่าแห่งนี้มีเห็ดผุดขึ้นมาเป็เยอะมากเลยทีเดียว
“แม่คะ! ที่นี่มีเห็ดอยู่เยอะเลย!” จางฉุ้ยเหลียนพูดพร้อมกับชี้ไปทางเห็ดเ่าั้ด้วยความดีใจ
ตงลี่หวาหันไปมองพร้อมกับส่ายหน้า :“เห็ดพวกนี้มันกินไม่ได้หรอก ถ้ากินได้ก็คงจะถูกคนอื่นเก็บไปกินนานแล้วล่ะ”
“อ้อ!” จางฉุ้ยเหลียนเบะปากอย่างผิดหวังจากนั้นจึงลงมือตัดหญ้าต่อ
เวลาประมาณ 06.00 น.สองแม่ลูกก็ปั่นจักรยานกลับบ้าน พร้อมกับต้นหญ้าเต็มถุงที่ผูกติดกับท้ายจักรยานสองแม่ลูกพูดคุยและหัวเราะกันอย่างสนุกสนานไปตลอดทางกลับบ้าน
ในเวลานี้เซี่ยจวินก็ทำอาหารเช้าเสร็จพอดีทักษะการทำอาหารของเขาไม่ดีเท่าไหร่นัก เขาจึงทำได้แค่ต้มบะหมี่เพียงเท่านั้น
เขานำเส้นหมี่ลงไปต้มในน้ำ ก่อนจะตอกไข่ 3 ถึง 4ฟองตามลงไป ใส่ต้นหอมเพื่อเพิ่มความหอมเล็กน้อยจากนั้นก็เติมเกลืออีกนิดหน่อยก็เป็อันเสร็จ เขาใช้เวลาในการต้มบะหมี่เพียงแค่ 10นาทีเท่านั้น
จางฉุ้ยเหลียนถือโอกาส่ที่สองสามีภรรยาตระกูลเซี่ยจวินกำลังจัดการกับอาหารหมูเธอนำแตงกวาสองลูกมาหั่นเป็เส้น ๆจากนั้นก็นำมันมาคลุกกับเกลือและน้ำส้มสายชูเล็กน้อย เมื่อทุกคนได้กินแตงกวาที่มีรสเปรี้ยวนี้พวกเขาก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันทีทันใด
เมื่อกินบะหมี่หมดแล้วเซี่ยจวินก็พาจางฉุ้ยเหลียนนั่งรถโดยสารเข้าไปในเมืองตอนเวลา 07.10 น.และพวกเขาก็มาถึงสถานีขนส่งในเมืองตอนเวลาประมาณ 08.30 น.การเดินทางมาในเมืองของพวกเขาในวันนี้ราบรื่นมากเซี่ยจวินจึงคิดว่านี่ต้องเป็ลางดีอย่างแน่นอน
เวลานี้ที่พวกเขาเดินทางมาถึงวิทยาลัยครูมันยังไม่ถึงเวลาทำงาน ดังนั้นอธิการบดีจึงยังไม่มาทั้งสองคนจึงรออยู่บริเวณทางเดินของตึก จนกระทั่งเห็นผู้ชายสวมใส่ชุดสูทสีดำสวมแว่นตาดูมีอายุคนหนึ่งเดินเข้ามา
เซี่ยจวินจึงเดินเข้าไปต้อนรับพร้อมกับถามขึ้นว่า“คุณคืออธิการบดีชูใช่ไหมครับ ? ”
อธิการบดีชูพยักหน้า“คุณคือผู้ปกครองของจางฉุ้ยเหลียนใช่ไหมครับ ? ”
เซี่ยจวินพยักหน้า “ใช่ครับ ๆ ต้องรบกวนท่านอธิการบดีด้วยจริงๆ ครับ!”
เมื่อเข้ามาในห้องทำงานของอธิการบดีแล้วเซี่ยจวินก็เริ่มเล่าภูมิหลังของจางฉุ้ยเหลียนให้กับอีกฝ่ายได้ฟังอย่างคร่าว ๆตอนที่รู้ว่าชายที่มากับเด็กคนนี้ในวันนี้ ไม่ใช่พ่อผู้ให้กำเนิดแต่เป็พ่อบุญธรรมของหล่อน อธิการบดีชูก็อดที่จะลุกขึ้นยืนและยื่นมือออกไปจับมือของเซี่ยจวินเพื่อเป็การแสดงความเคารพนับถือไม่ได้“ผมนับถือคุณจริง ๆ ครับ คุณเป็คนดีมาก เป็พ่อที่ดี อีกทั้งยังมีความรับผิดชอบและคุณก็คงจะอบรมสั่งสอนเด็กคนนี้มาเป็อย่างดี!”
เซี่ยจวินรีบส่ายหน้าทันที “ไม่หรอกครับ ผมก็เป็แค่คนหยาบคายคนหนึ่งเท่านั้น”
หลังจากที่อธิการบดีชูได้ติดต่อกับทางผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมของจางฉุ้ยเหลียนแล้วทุกอย่างก็ง่ายขึ้นจนสุดท้ายจางฉุ้ยเหลียนก็ได้รับสิทธิ์ให้มาเรียนที่วิทยาลัยครูแห่งนี้เป็เวลา 3ปี
สองพ่อลูกเดินออกมาจากประตูวิทยาลัยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเบิกบานหลังจากที่ออกมาแล้วเซี่ยจวินตั้งใจว่าจะพาจางฉุ้ยเหลียนไปซื้อเสื้อผ้าใหม่แต่จางฉุ้ยเหลียนก็ปฏิเสธเขาออกไปอย่างสุภาพ
เธอมาอยู่บ้านตระกูลเซี่ยแค่สองวันอีกไม่นานวิทยาลัยก็เปิดเทอมแล้วถึงแม้ว่าจางฉุ้ยเหลียนจะไม่ค่อยเต็มใจที่จะกลับไปที่บ้านตระกูลจางแต่ถึงอย่างไรเธอก็ต้องไปบอกพ่อกับแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอให้พวกเขาทราบอยู่ดี
“ฉุ้ยเหลียน!นี่เป็เงินค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของลูกลูกเก็บไว้ใช้ตอนเปิดเทอมนะ!” เซี่ยจวินยื่นเงินให้กับจางฉุ้ยเหลียน จางฉุ้ยเหลียนรับเงินนั้นมาเธอได้แต่ก้มหน้าเพื่อซ่อนดวงตาที่แดงกร่ำที่พร้อมจะร้องไห้ออกมาได้ตลอดเวลาของเธอ“พ่อคะ! เงินก้อนนี้คิดซะว่าหนูยืมมันก่อนนะคะหลังจากนี้หนูสัญญาว่าจะเอามันมาคืนให้กับพ่อแน่นอนค่ะ!”
ตงลี่หวาส่ายหน้า พร้อมกับยิ้มแล้วพูดว่า“ไม่ต้องหรอก แค่ลูกได้เข้าเรียน พ่อกับแม่ก็สบายใจแล้วล่ะ! ”
หลังจากที่จางฉุ้ยเหลียนเก็บเงินค่าเล่าเรียนนั้นไว้เรียบร้อยแล้วเธอก็นั่งรถโดยสารกลับมาที่บ้านตระกูลจาง หลังจากที่ลงจากรถเธอก็ไม่เห็นสองสามีภรรยาตระกูลจางออกมาขายซาลาเปาที่ริมถนนแต่อย่างใด
ดูท่าเมื่อไม่มีเธอช่วย สองสามีภรรยาก็คงจะี้เีสันหลังยาวมากกว่าเดิมอย่างแน่นอนเธอแบกกระเป๋ากลับบ้านระหว่างทางก็เห็นเหล่าเพื่อนบ้านมากมายต่างก็กรูกันเข้ามาถามไถ่เธอด้วยความเป็ห่วง
จางฉุ้ยเหลียนยิ้มพร้อมกับพยักหน้า แล้วพูดว่า“ไม่เป็ไรแล้วล่ะค่ะ!ถึงหนูเข้ามหาลัยไม่ได้ แต่ตอนนี้อธิการบดีวิทยาลัยครูให้หนูไปเรียนที่นั่นได้! ”
เธอตรงไปบ้านตระกูลเฉินเป็อันดับแรกเพราะก่อนหน้านี้คุณน้าเฉินได้ช่วยเธอเอาไว้เยอะมากอีกทั้งหล่อนยังช่วยหาชายหนุ่มให้กับเธอ ถึงแม้ว่าเธอและเขาคนนั้นจะไม่เหมาะสมกันและไม่ได้เกิดความสัมพันธ์อะไรกันขึ้นมาก็ตามแต่มิตรภาพนี้ก็ยังคงติดตรึงอยู่ในใจของเธอเสมอมา
“คุณน้าเฉิน!” เมื่อเห็นว่าจางฉุ้ยเหลียนเดินเข้ามาคุณน้าเฉินก็รีบเดินออกมาหาเธอในทันที : “ฉุ้ยเหลียน! เธอไปอยู่ที่ไหนมา ? ”
ยังไม่ทันที่จางฉุ้ยเหลียนจะได้พูดอะไรออกไปคุณน้าเฉินก็เบะปากและพูดขึ้นมาว่า “แม่ของเธอบอกว่าเธอหนีไปแล้วแล้วหล่อนยังบอกอีกว่าเธอไม่ได้กลับบ้านมาสองสามวันแล้วด้วย!”
จางฉุ้ยเหลียนขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับความรู้สึกผิดหวังที่ก่อเกิดขึ้นมาในใจ แม่ผู้ให้กำเนิดของเธอตั้งใจจะทำลายชื่อเสียงของเธออย่างนั้นหรือโชคดีที่เธอมาได้ยินข่าวซุบซิบนินทาที่บ้านของน้าเฉินเข้าเสียก่อนเพราะหญิงสาวที่มาทำงานที่นี่ต่างชอบพูดคุยข่าวซุบซิบนินทาเหล่านี้กันทั้งนั้น
“หนูไม่ได้หนีออกจากบ้านนะคะ!สองสามวันที่ผ่านมานี้หนูไปอยู่ที่บ้านของพ่อบุญธรรมมา!” จางฉุ้ยเหลียนหัวเราะคิกคัก
คุณน้าเฉินเองก็อึ้งไปชั่วขณะ “อ่า ? แล้วเธอไปทำอะไรที่นั่นล่ะ? ”
จางฉุ้ยเหลียนพูดออกมาด้วยสีหน้าขมขื่น“จะให้หนูทำยังไงได้ล่ะคะ ? น้องชายของหนูก็เผาหนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยของหนูไปแล้ว และแม่ก็ไม่ยอมให้หนูเอาเครื่องเล่นเกมนั่นไปขายอีกเราสองคนทะเลาะกันรุนแรง หนูไม่มีที่ไป หนูเลยไปหาพ่อแม่บุญธรรมของหนู!”
เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของทุกคนจางฉุ้ยเหลียนก็รู้ได้ในทันทีว่าพวกเขาคิดอะไรกันอยู่ในใจทุกคนต่างก็คิดว่ายังไงบุญคุณของผู้ให้กำเนิดนั้นก็ย่อมมากกว่าบุญคุณของผู้เลี้ยงดูอยู่แล้ว“จริงสิ พ่อบุญธรรมของหนูหาที่เรียนให้หนูได้แล้วนะคะแล้วเขายังพาหนูไปพบกับคนที่มีตำแหน่งใหญ่โตด้วยตอนนี้หนูได้เข้าเรียนวิทยาลัยครูแล้วล่ะค่ะ”
จางฉุ้ยเหลียนที่พูดยกความดีความชอบทั้งหมดให้กับเซี่ยจวินมันจึงทำให้หญิงสาวที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็ประหลาดใจไม่น้อยเลยทีเดียว
“ไอ้หยา!พ่อบุญธรรมของเธอมีความสามารถมากขนาดนั้นเลยหรือเนี่ย ? ” เมื่อได้ยินดังนั้นคุณน้าเฉินก็รู้สึกดีใจกับจางฉุ้ยเหลียนอยู่ไม่น้อย
“พ่อบุญธรรมของหนูก็ไม่ได้มีความสามารถอะไรมากหรอกค่ะเป็แค่คนในชนบทคนหนึ่ง เขาถามว่าคะแนนสอบของหนูก็สูงแต่ทำไมถึงสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้หนูเลยบอกว่าทางมหาลัยแห่งนั้นออกกฎว่าไม่สามารถเข้าไปเรียนได้หากไม่มีหนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยพ่อของหนูก็เลยพาหนูไปหาอธิการบดีวิทยาลัยครู แล้วก็พูดเื่คะแนนสอบของหนูพ่อของหนูถามท่านอธิการบดีว่าสามารถรับหนูเข้าเรียนได้รึเปล่า!เมื่ออธิการบดีวิทยาลัยครูเขาทราบเื่ราวต่าง ๆที่เกิดขึ้นเขาก็ออกปากว่าจะช่วยเมื่อวานพวกเราเลยไปรับหนังสือแจ้งจากทางวิทยาลัยเพื่อนำไปรายงานตัวในวันพรุ่งนี้ค่ะ!”
จางฉุ้ยเหลียนนั้นมองเซี่ยจวินเป็ดั่งวีรบุรุษของเธอเมื่อเหล่าบรรดาหญิงสาวที่ได้ร่วมนั่งฟังสิ่งที่จางฉุ้ยเหลียนเล่ามาพวกหล่อนก็เข้าใจได้ในทันที คะแนนสอบของจางฉุ้ยเหลียนอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากจึงไม่ใช่เื่แปลกที่อธิการบดีวิทยาลัยครูจะรับเธอเข้าเรียน
พูดอีกอย่างก็คือทุกคนต่างก็รู้ว่าวิทยาลัยครูและมหาวิทยาลัยนั้นแตกต่างกันวิทยาลัยครูเมื่อจบออกมาเราสามารถทำได้เพียงอาชีพเดียวเท่านั้น นั่นก็คือครูแต่มหาวิทยาลัยไม่ใช่อย่างนั้นเพราะเราสามารถเลือกได้ว่าเราอยากเรียนคณะอะไร สาขาอะไรเมื่อจบออกมาแล้วก็สามารถไปทำงานเป็หมอ เป็อาจารย์ หรืออาชีพอื่น ๆซึ่งมันก็สามารถเลือกประกอบอาชีพได้หลากหลายกว่ากัน
“พ่อบุญธรรมของเธอเป็คนดีมากจริง ๆ !” นี่สิคือสิ่งที่คนเป็พ่อสมควรทำโชคดีที่จางฉุ้ยเหลียนไปหาพ่อบุญธรรมของเธอถ้ายังให้สองสามีภรรยาตระกูลจางดูแลเธอต่อไปล่ะก็ ถึงจะพากันไปหาอธิการบดีวิทยาลัยครูถึงที่ก็คงจะไม่สามารถทำอะไรได้
หลังจากที่ได้ป่าวประกาศข่าวนี้ออกไปแล้วจางฉุ้ยเหลียนก็สามารถกลับบ้านได้อย่างสบายใจ ตอนนี้เป็เวลาใกล้เที่ยงแล้วที่บ้านของเธอไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว และเธอก็ไม่มีกุญแจบ้าน เมื่อไม่มีทางเลือกเธอจึงทำได้เพียงไปรอพวกเขาที่บ้านของคุณลุงเท่านั้น
เมื่อจางฉุ้ยเหลียนเดินเข้ามาในบ้านของคุณลุงเธอก็เห็นพวกเขากำลังนั่งกินอาหารกลางวันกันอยู่เมื่อทุกคนเห็นจางฉุ้ยเหลียนแบกกระเป๋าเดินเข้ามา ทุกคนต่างก็ใไปตาม ๆ กัน
จางกว่างโหยวรีบกวักมือเรียกให้จางฉุ้ยเหลียนเข้ามาและเขาก็เดินไปหยิบม้านั่งมาให้กับจางฉุ้ยเหลียน และพูดกับเธอว่า“เพิ่งกลับมายังไม่ได้กินอะไรมาเลยใช่ไหม มา ๆ มากินข้าวด้วยกันก่อน!”
จางฉุ้ยหลียนส่ายหน้า : “ไม่เป็ไรค่ะคุณลุง !คุณลุงคะ ที่บ้านหนูไม่มีคนอยู่เลยพ่อกับแม่ก็ไม่ได้ออกไปขายซาลาเปาด้วย พวกเขาออกไปไหนกันหรือคะ ? ”
จางกว่างโหยวส่ายหน้า “ลุงก็ไม่รู้เหมือนกัน! แล้วสองสามวันมานี้หนูไปอยู่ที่ไหนมา ? ”
หลิวกุ้ยเฟินก็พยักหน้าเช่นกัน : “ใช่ ๆ ! แม่เธอบอกกับป้าว่าเธอหนีออกจากบ้านไปได้หลายวันแล้ว แล้วหล่อนยังบอกอีกว่าเธอไม่ได้กลับมาที่บ้านอีกเลย!”
ถึงแม้ว่าจางฉุ้ยเหลียนจะรู้สึกอึดอัดอยู่ในใจแต่เธอก็ยังตีหน้านิ่งต่อไป : “แม่บอกว่าหนูหนีออกจากบ้านอย่างนั้นหรือคะ ? ไม่ใช่นะคะ! วันนั้นหนูกลับมาที่บ้านเพื่อมาเอาเครื่องเล่นเกมไปขายเพราะหนูอยากจะได้เงินนั่นคืน แต่เสี่ยวจวินกลับไม่ยอมให้หนูเอาเครื่องเกมนั่นไปแม่เห็นหนูทะเลาะกับน้องชาย หล่อนก็ไม่พอใจมาไล่หนูออกจากบ้านวันนั้นพ่อบุญธรรมก็มาหาหนูที่บ้านพอดี หนูเลยไปอยู่บ้านของพ่อบุญธรรม 2 วัน!ถ้าแม่จะบอกว่าหนูหนีออกจากบ้านและไม่รู้ว่าหนูไปอยู่ที่ไหนก็คงจะไม่ถูกเพราะวันนั้นแม่ก็ยังยืนคุยกับพ่อบุญธรรมของหนูอยู่ตั้งนานสองนาน! ”
จางกว่างโหยวและทุกคนถึงกับพูดอะไรไม่ออกกันเลยทีเดียวพวกเขาถูกผู้หญิงคนนี้หลอกเข้าให้แล้วคุณย่าของจางฉุ้ยเหลียนกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ “แม่แกน่ะ ปากไม่มีหูรูดพูดอะไรไม่มีความจริงสักอย่าง!”
จางฉุ้ยหลินเดินไปลากจางฉุ้ยเหลียนให้มานั่งที่โต๊ะจากนั้นก็ส่งถ้วยกับตะเกียบมาให้เธอ แล้วถามออกไปว่า “แล้วเื่เรียนเป็ยังไงบ้าง?เธอต้องเรียนซ้ำชั้นอีกปีหนึ่งรึเปล่า ? ”
จางฉุ้ยเหลียนจึงถือโอกาสนี้บอกกล่าวเื่ที่เธอได้เข้าไปเรียนที่วิทยาลัยครูให้กับทุกคนได้ฟังอีกทั้งยังบอกทุกคนอีกด้วยว่าเื่ที่เธอได้เข้าไปเรียนที่วิทยาลัยครูแห่งนี้ล้วนแล้วแต่เป็ฝีมือของเซี่ยจวิน
“เธอดูสิ ขนาดว่าเขาเป็พ่อบุญธรรมของเธอนะ ! แล้วเธอดูพ่อผู้ให้กำเนิดของเธอสิ ! ไม่ได้เื่เลยจริง ๆ!” จางกว่างโหยวพูดออกมาด้วยอารมณ์โมโห
คุณปู่และคุณย่าของจางฉุ้ยเหลียนเองก็หมดคำพูดเช่นเดียวกันถึงแม้ว่าพวกเขาไม่อยากจะยอมรับก็ตามว่าทุกอย่างที่ลูกชายคนโตของตัวเองพูดมานั้นเป็ความจริงแต่ลูกชายคนรองของพวกเขาก็เป็เช่นนั้นจริง ๆ
จางฉุ้ยเหลียนที่ก้มหน้าก้มตากินข้าวไปได้เพียงแค่สองคำเธอก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันดังมาจากข้างบ้านเสียงที่ทะเลาะกันนั้นเป็เสียงของเช่าหวาและจางกว่างฝูนั่นก็แสดงว่าพวกเขาทั้งสองคนกลับมาแล้วแต่เธอก็ไม่รู้ว่าที่พวกเขาทั้งสองคนทะเลาะกัน สาเหตุมันเกิดจากอะไร
“จางกว่างโหยว! แกไปเรียกสองคนนั้นให้มาที่นี่หน่อยสิ! ฉันจะถามดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น !” ปู่ของจางฉุ้ยเหลียนออกคำสั่งจางกว่างโหยวที่กำลังคิดอยากจะสั่งสอนน้องชายของตัวเองอยู่พอดีจึงได้รีบวิ่งออกไปลากตัวของสองสามีภรรยาให้มาที่บ้านของเขา
จางฉุ้ยเหลียนเดินถือถ้วยไปเก็บในห้องครัวอย่างเงียบๆ แต่ขณะที่เธอกำลังเดินไปที่ห้องครัวอยู่นั้น จู่ ๆเธอก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้อาจจะเป็วันที่เสี่ยวจวินไปก่อเื่ทำร้ายร่างกายคนอื่นและต้องจ่ายค่าประกันตัวให้เขาก็ได้
เมื่อจางฉุ้ยเหลียนมาคิด ๆ ดูแล้วความจริงแล้วชาติก่อนแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอต้องเป็คนเผาหนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยของเธอแต่ชาตินี้กลับเป็เสี่ยวจวินที่เป็คนเผาหนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยของเธอถึงแม้เื่ราวเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปแต่เื่ที่เสี่ยวจวินไปทำร้ายร่างกายคนอื่นและต้องได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด
เมื่อคุณย่าและคุณปู่ของจางฉุ้ยเหลียนได้ยินเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกสงสารเสี่ยวจวินแล้วพวกเขายังด่าสาดเสียเทเสียเช่าหวาและจางกว่างฝูอีกต่างหาก
คุณย่าของจางฉุ้ยเหลียนชี้หน้าด่าเช่าหวาเพราะความปากไม่มีหูรูดของหล่อนและยังด่าหล่อนอีกว่าเป็แม่ที่ไม่ได้เื่อีกทั้งยังรังแกลูกจางฉุ้ยเหลียนเป็ลูกของหล่อนแท้ ๆแต่หล่อนกลับบอกว่าลูกของตัวเองเป็ขยะไร้ประโยชน์และหล่อนยังสอนลูกชายไปในทางที่ผิดทำให้เขากลายเป็เด็กที่ไม่ดี
เช่าหวาที่ไม่รู้ว่าจางฉุ้ยเหลียนกลับมาที่บ้านแล้วหล่อนจึงได้โยนความผิดทุกอย่างไปให้กับจางฉุ้ยเหลียน“ถ้าไม่ใช่เพราะพี่สาวของเขาทะเลาะกับเขา และทำให้เขามีนิสัยก้าวร้าวแบบนี้เสี่ยวจวินก็คงไม่ออกไปทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่นหรอกค่ะ!”
จางฉุ้ยเหลียนทนฟังในสิ่งที่แม่ของตัวเองพูดไม่ได้อีกต่อไปเธอจึงเดินเข้าไปในบ้านแล้วพูดออกไปว่า : “พอได้แล้ว แม่อย่ามาแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ เลยเื่ทั้งหมดมันเป็เพราะเสี่ยวจวินไปทะเลาะเบาะแว้งและทำร้ายร่างกายของเด็กคนนั้นจนต้องเข้าโรงพยาบาลแล้ววันนี้เด็กคนนั้นก็เพิ่งจะฟื้นขึ้นมา ตำรวจถึงได้มาหาพ่อกับแม่!”
เช่าหวาและจางกว่างฝูแสดงสีหน้าใขึ้นมาทันทีทันใดเพราะพวกเขาไม่คิดว่าจางฉุ้ยเหลียนจะรู้เื่นี้
เมื่อทุกคนเห็นเห็นสีหน้าของสองสามีภรรยาคู่นี้แล้วทุกคนต่างก็เข้าใจได้ในทันทีว่าเื่ที่จางฉุ้ยเหลียนพูดมานั้นมันต้องเป็ความจริงอย่างแน่นอนคุณปู่ของจางฉุ้ยเหลียนทนไม่ไหวอีกต่อไป สุดท้ายเขาก็ถอดรองเท้าที่เขาสวมอยู่ออกและเขวี้ยงมันออกไปทางลูกสะใภ้ “เธอยังกล้าโกหกหน้าด้าน ๆ อยู่อีกหรือ!”
เช่าหวาเบิกตากว้าง :“คุณพ่อรู้เื่นี้ได้ยังไงคะ ? คุณพ่อรู้มาตั้งนานแล้วหรือคะ ? หรือว่าพ่อเป็คนไปแจ้งความ? คุณพ่อคิดจะทำร้ายหลานชายของคุณพ่ออย่างนั้นหรือคะ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนกลอกตาไปมา จากนั้นจึงะโออกไปว่า: “พอได้แล้วค่ะ !ตอนที่เกิดเื่หนูอยู่บนรถประจำทาง!”
ไหน ๆ เื่ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว เธอคงต้องพูดมั่วๆ ออกไปก่อนละกัน “ตอนที่หนูนั่งอยู่บนรถประจำทางหนูได้ยินผู้หญิงสองคนกำลังคุยกันเื่เด็กที่ถูกทำร้ายร่างกายจนต้องเข้าโรงพยาบาลพวกเขาพูดกันว่าเด็กคนนั้นถูกใครก็ไม่รู้ทำร้ายร่างกายาเ็สาหัสจนต้องเข้าโรงพยาบาลเด็กคนนั้นนอนที่โรงพยาบาลหลายวัน และเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาวันนี้พอหนูได้ยินอย่างนั้นหนูก็รู้ทันทีเลยว่าต้องเป็กลุ่มของน้องชายหนูแน่ ๆ ที่ไปทำร้ายร่างกายของเด็กคนนั้นจนต้องเข้าโรงพยาบาล”
เมื่อจางฉุ้ยเหลียนพูดจบเธอก็กวาดสายตาไปมองปฏิกิริยาของทุกคน จากนั้นจึงแสยะยิ้มออกมา“น้องชายของหนูชอบไปมั่วสุมกับพวกนักเลงถ้าไม่ใช่เขาก็ต้องเป็หลี่หยวนเหอหรือไม่ก็เพื่อนนักเลงในกลุ่มเดียวกันนั่นแหละไม่ต้องเดาก็รู้ว่าต้องเป็กลุ่มน้องชายของหนูอย่างแน่นอน! ”
เช่าหวาไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อยเมื่อเห็นดังนั้นจางกว่างโหยวจึงอดไม่ได้ที่จะถามออกไปว่า“ต้องจ่ายค่าประกันตัวให้เขาเท่าไหร่ ? ”
จางกว่างฝูคุกเข่าลงพร้อมกับทอดถอนหายใจออกมา :“ต้องจ่ายค่าประกันตัวให้เขา 100 กว่าหยวน!”
เงิน 100 กว่าหยวนเธอรู้ว่าเช่าหวาและจางกว่างฝูต้องมีอย่างแน่นอนถึงแม้ว่าสองสามีภรรยาคู่นี้จะี้เี แต่เธอรู้ว่าพวกเขาต้องมีเงินเก็บเพราะชาติก่อนจางฉุ้ยจวินก็เป็คนผลาญเงินเก็บของพวกเขาจนหมด