"อืม! ข้าอยากรู้ว่าพวกมันจะรวมกลุ่มกันทำอะไร ไม่แน่บางทีอาจจะมีอะไรที่น่าสนใจก็ได้!"เทียนฉินหันมาบอกกับตาเฒ่าหม่าในสิ่งที่เขาคิด แววตาที่ฉายออกมาราวกับกำลังคาดหวังบางอย่างอยู่
"ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ลองไปดูแล้วกัน! ส่วนข้าจะเดินชมร้านค้าอยู่แถวนี้แหละ"ตาเฒ่าหม่าบอกปัดไปอย่างง่ายๆ เพราะไม่มีอะไรให้เขาสนใจนอกจากการได้เดินดูสิ่งของและพูดคุยกับผู้คนอีกแล้ว
"ไว้วันหลังเถอะ! ข้าว่าวันนี้พวกเราไปหาที่พักกันก่อนดีกว่า!"
วันนี้พวกเขาสองคนได้เดินดูร้านค้าต่างๆมาพอสมควรแล้ว เทียนฉินจึงรู้สึกหิวขึ้นมาบ้างและอยากจะตรวจสอบแก่นไม้อสุนีบาตท่อนนั้นด้วย จึงเอ่ยปากชวนตาเฒ่าหม่าให้มองหาโรงเตี๊ยมเพื่อพักผ่อนกันก่อน
"อืม! ถ้าอย่างนั้นเอาตามที่เจ้าว่าแล้วกัน!"
ตาเฒ่าหม่าตอบรับออกมาอย่างเห็นด้วย เพราะเขาสังเกตุได้เลยว่าเทียนฉินยังเป็นกังวลเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งก่อนอยู่ จึงไม่อยากปล่อยให้เขาเดินเล่นอยู่คนเดียว แม้ในเมืองจะมีกฎว่าห้ามต่อสู้กันก็ตาม
หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองจึงเลือกพักที่โรงเตี๊ยมสามชั้นแห่งหนึ่ง ซึ่งที่นี่ก็คล้ายๆกับโรงเตี๊ยมของเมืองอื่นๆ ด้านล่างและชั้นสองเป็นที่สำหรับนั่งดื่มกินพบปะพูดคุยกันของคนทั่วไป ส่วนชั้นที่สามเป็นที่สำหรับไว้พักผ่อน ซึ่งพวกเขาโชดดีหน่อยที่ยังมีห้องพักเหลืออยู่ให้พวกเขาได้จับจอง จึงไม่ต้องไปตระเวนหาโรงเตี๊ยมที่อื่นอีก
เทียนฉินวางแผนไว้ว่าจะอยู่พักแรมที่เมืองอ้านโถนี้เพียงสามวัน เพื่อให้ตาเฒ่าหม่าได้หาซื้อแก่นอสูรไว้ใช้งานกับเกราะอ่อนนั้นอย่างพอเพียงก่อน จากนั้นพวกเขาจึงจะออกไปสำรวจตรงจุดที่มีการบันทึกไว้ในแผนที่
ภายในห้องพักเทียนฉินนั่งถือแก่นไม้อสุนีบาตไว้อย่างหลวมๆ พร้อมกับขับเคลื่อนเพลิงอัคนีตามที่หลงยู่หมิงอธิบายอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าหากใช้ไม่ถูกวิธีในการกระตุ้น แก่นไม้อสุนีบาตท่อนนี้ก็ไม่อาจจะเผยส่วนที่สำคัญของมันออกมาได้ แต่จะกลายเป็นแค่เพียงถ่านก้อนหนึ่งเท่านั้นเอง
และต้องบอกว่าเทียนฉินโชคดีเป็นอย่างมากที่มีเพลิงอัคนีอยู่ในตัว เพราะถ้าเป็นเพลิงที่มาจากแก่นแท้ธาตุไฟ จะไม่อาจกระตุ้นพลังแฝงในแก่นไม้อสุนีบาตนี่ได้เลย เพียงไม่นานหลังจากที่เพลิงอัคนีเผาผลาญแก่นไม้อสุนีบาตนั้นมาอย่างต่อเนื่อง ก็เกิดปรากฏการณ์บางอย่างขึ้นมา
แก่นไม้อสุนีบาตในมือที่เคยนิ่งเงียบมาโดยตลอด พลันปรากฏประกายสายฟ้าส่องแสงระยิบระยับอยู่ทั่วแก่นไม้อสุนีบาตนั้น เสียงดังเปรี๊ยะๆลั่นออกมาก่อนผิวเปลือกสีดำที่เกาะกุมอยู่ทั้งอันจะเริ่มหลุดร่อนตกลงสู่พื้นทีละเล็กทีละน้อย
เทียนฉินก้มมองความเปลี่ยนแปลงของแก่นไม้อสุนีบาตในมือด้วยความตื่นเต้น เพราะจากที่หลงยู่หมิงได้บอกเขา แก่นไม้อสุนีบาตท่อนนี้เมื่อทำการกระตุ้นมันขึ้นมาแล้ว จะสามารถหล่อมหลอมทำความเข้าใจแก่นแท้ธาตุสายฟ้าได้ ซึ่งธาตุสายฟ้านี้เป็นธาตุที่พบเจอได้ยากอย่างยิ่ง
เมื่อเปลือกสีดำที่ห่อหุ้มหลุดร่อนออกไปจนหมด แก่นไม้ด้านในก็เผยโฉมออกมาให้เห็นชัดถนัดตา แก่นไม้ท่อนนี้มีสีม่วงสดใสส่องแสงแพรวพราวเงางาม รอบๆล้วนล้อมไปด้วยประกายสายฟ้าเต้นกระพริบไปมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งรัศมีที่แก่นไม้สีม่วงนี้ส่องประกายออกมาดูราวกับมีชีวิตก็ไม่ปาน
"หือ!"
"อย่าบอกนะว่ามันสามารถปลุกจิตวิญญาณขึ้นมาด้วยตัวเองได้!"หลงยู่หมิงอุทานออกมาอย่างตกใจ
"ท่านหมายความว่าอย่างไรหรืออาวุโสหลง?"เสียงของหลงยู่หมิงทำให้เทียนฉินที่กำลังมองดูประกายสายฟ้าบนแก่นไม้สีม่วงนั้นพลันสะดุ้งตื่นจากภวังค์
"เป็นความโชคดีในโชคลาภของเจ้าจริงๆ!"หลงยู่หมิงบ่นพึมพำออกมาก่อนจะอธิบายให้เทียนฉินได้เข้าใจ
ปกติแล้วแก่นไม้อสุนีบาตนี้ก็นับได้ว่าหายากยิ่งนักแล้ว เพียงแต่ไม่ว่าจะเป็นแก่นแท้ธาตุใดก็ตาม ล้วนแล้วไม่อาจจะปลูกจิตวิญญาณขึ้นมาเองได้ หรือถึงแม้จะมีแก่นแท้ธาตุไหนสามารถปลุกจิตวิญญาณของมันขึ้นมาได้ แต่นั่นเป็นเพราะมันอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพียงเท่านั้น ซึ่งในโลกใบนี้ไม่มีสถานที่แบบนั้นอย่างแน่นอน
"นายท่านค่ะ! ระบบสามารถทำการหลอมรวมจิตวิญญาณของแก่นไม้นี้เข้ากับดาบระดับอมตะเล่นนั้นได้ค่ะ!"เสียงเสี่ยวถ่งแจ้งเตือนขึ้นมาทันที
"จริงรึ?"เทียนฉินใช้กระแสจิตสื่อสารกับเสี่ยวถ่งอย่างตื่นเต้น
"ใช่ค่ะ! เพียงแต่ว่าจิตวิญญาณของแก่นไม้นี้ยังไม่โตเต็มที่ จึงไม่อาจปลูกจิตวิญญาณขึ้นมาได้ในตอนนี้"เสี่ยวถ่งแจ้งกลับมาถึงผลได้ผลเสียของการหลอมรวมครั้งนี้
"เจ้ากำลังสื่อสารกับดวงจิตอีกดวงอยู่อย่างนั้นหรือ?"หลงยู่หมิงที่สัมผัสได้ถึงกระแสจิตอีกสายหนึ่งก็ถามออกมาอย่างสนใจ
"ใช่แล้วอาวุโสหลง!"เทียนฉินตอบกลับไปตามตรง
"ดวงจิตดวงนั้นคิดจะทำอะไรกับแก่นไม้อสุนีบาตนี่กัน!"หลงยู่หมิงถามกลับมาอย่างรวดเร็ว
เทียนฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจเล่าเรื่องที่เสี่ยวถ่งได้บอกแก่เขาให้หลงยู่หมิงได้รู้ ทันทีที่หลงยู่หมิงได้ยินเช่นนั้นก็อึ้งเงียบไปพักใหญ่ เพราะตกใจในความสามารถของดวงจิตดวงนั้น
"เจ้าต้องตัดสินใจเอาเองแล้วว่าจะเลือกทำความเข้าใจแก่นแท้ธาตุสายฟ้านี้เพื่อเพิ่มความสามารถของเจ้า!"
"หรือว่าจะเลือกปลุกฝังจิตวิญญาณให้กับดาบเขี้ยวพยัคฆ์ที่เจ้าได้มาเล่มนั้น!"
"แต่ไม่ว่าเจ้าจะเลือกแบบใดก็ล้วนแต่มีประโยชน์กับเจ้าทั้งสิ้น!"หลงยู่หมิงกล่าวออกมาหลังจากที่ไตร่ตรองสิ่งที่เทียนฉินบอกมาให้ได้รู้แล้ว
เทียนฉินค่อยๆครุ่นคิดถึงผลประโยชน์ของแก่นไม้อสุนีบาตนี้อย่างไม่รีบร้อน อันที่จริงเขามีใจโน้มเอียงไปทางทำความเข้าใจแก่นแท้ธาตุสายฟ้ามากกว่า เพราะว่ามันจะเป็นพลังที่จะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต ส่วนการปลุกจิตวิญญาณของดาบนั้นถ้าหากเขามีพลังถึงระดับที่สูงมากขึ้น เขาน่าจะหาดาบที่มีจิตวิญญาณเป็นของตนเองได้อย่างไม่น่าจะลำบากนัก
เมื่อเทียนฉินคิดใคร่ครวญเป็นอย่างดีแล้ว จึงตัดสินใจเลือกที่จะทำความเข้าใจแก่นแท้ธาตุสายฟ้าก่อน ส่วนเรื่องดาบเขี้ยวพยัคฆ์เขาจะพยายามค้นหาจิตวิญญาณมาหลอมรวมให้ได้
ทันทีที่เทียนฉินเริ่มท่องเคล็ดวิชาจิตมังกรอัคคี ทะเลปราณที่อยู่ในจุดตันเถียนก็แปรเปลี่ยนยกใหญ่ ท้องฟ้าแสงตะวันที่เคยส่องสว่างสดใสพลันเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มอึมครึม สายลมที่โชยพัดผ่านเริ่มหมุนวนรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนน้ำทะเลที่อยู่ด้านล่างเกิดเกลียวคลื่นสาดซัดเข้ากระทบชายฝั่งจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ชั่วพริบตาเม็ดฝนเริ่มร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ก่อนจะโหมกระหน่ำตกมาอย่างไม่ขาดสาย เสียงฟ้าร้องดังครืนๆสลับกับแสงกระพริบทำให้รู้สึกได้ถึงความน่ากลัวบางอย่าง
เปรี้ยง!
สายฟ้าเส้นแรกฟาดผ่าลงสู่ทะเลอย่างรุนแรง ก่อนที่เส้นอื่นๆจะทะยอยผ่าลงมาอย่างต่อเนื่อง กระแสจิตวิญญาณธรรมชาติอันบริสุทธิ์หมุนวนอยู่ในทะเลปราณอย่างเกรี้ยวกราดราวกับจะระเบิดออกมาเสียให้ได้
แต่ในขณะที่ฟ้าฝนโหมกระหน่ำอยู่ท่ามกลางทะเลปราณนั้น จิตวิญญาณสีม่วงดวงหนึ่งกำลังแทรกซึมลงในจิตวิญญาณของเขาอย่างเร่งรีบราวกลับกลัวว่าถ้าช้าเพียงเล็กน้อย จะทำให้มันสูญสลายหายไปทันที
เทียนฉินที่รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่ได้ปิดกั้นอะไรมัน เพียงเฝ้ามองดูมันอย่างเงียบๆคล้ายกับอยากรู้ว่ามันจะทำอะไรได้บ้าง
ผ่านไปครึ่งชั่วยามหลังจากที่เขาเริ่มทำความเข้าใจแก่นแท้ธาตุสายฟ้า แก่นไม้สีม่วงท่อนนั้นก็แหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผงลอยปลิวไปกับสายลม และในยามเมื่อเขาลืมตาขึ้นมาก็ปรากฏสายฟ้าเส้นเล็กๆกระพริบอยู่ในดวงตาคู่นั้น
"เฮ่อ! ยังไม่พอให้ข้าบรรลุระดับผันแปรขั้นสูงสุดสินะ!"
หากใครได้มาพบกับเขาตอนนี้จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันทรงพลังที่แผ่ขยายออกมาจากตัวเขาอย่างแน่นอน เทียนฉินหลับตาลงอีกครั้งเพื่อปรับพลังลมปราณในร่างกายให้สมดุล จนกระทั่งทะเลปราณได้สงบลงตามเดิมเทียนฉินจึงลุกขึ้นไปแช่น้ำอุ่นเพื่อชำระคราบสกปรกที่ถูกขับออกมาทันที
รุ่งเช้าของวันใหม่ เทียนฉินแต่งกายด้วยชุดสีแดงเพลิงมีชุดคลุมสีดำสวมทับอีกทีหนึ่ง เดินออกมาจากโรงเตี๊ยมโดยไม่ได้เรียกตาเฒ่าหม่าให้ติดตามมาแต่อย่างใด เนื่องจากทั้งสองได้พูดคุยกันไว้แล้วว่าเขาจะออกไปพบกับกลุ่มคนที่ติดประกาศไว้เหล่านั้น เพื่อดูว่าพวกมันกำลังวางแผนทำอะไรกัน
เมื่อเทียนฉินเดินมาใกล้จุดที่ในประกาศนั้นบอกไว้ เขาจึงหยิบหน้ากากสีขาวอันหนึ่งซึ่งได้แวะซื้อมาตอนที่เขาเดินทางมาที่แห่งนี้ เมื่อเข้าไปภายในร้านค้าที่เป็นเป้าหมายแล้ว เขาก็ได้พบกับชายคนหนึ่งซึ่งค่อนข้างมีอายุ และพลังไม่สูงมากนักเพียงระดับหลอมรวมขั้นสูงเท่านั้น นั่งอยู่ด้า
นในมองมาที่เขาอย่างเงียบๆโดยสวมใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าไว้เหมือนกัน
จบตอนที่ 102