บทที่ 20 อยากรู้จักเขาให้มากขึ้น
หัวใจของหลินชุ่ยดิ่งลงสู่ก้นเหวอีกครั้ง
เธอเดินไปหาแม่ด้วยสภาพที่ดูยับเยิน ดวงตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง
"หนูกลับมา แม่ไม่คิดจะถามเลยเหรอว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ห่วงหนูสักคำ แต่กลับพูดเื่นี้เป็อย่างแรกเหรอคะ?"
แม่ของหลินชุ่ยเห็นสภาพของเธอก็ใเล็กน้อย แต่คำพูดที่เอ่ยออกมากลับทำให้หลินชุ่ยผิดหวังที่สุด
"แกไปเที่ยวเพ่นพ่านที่ไหนมาอีกแล้ว เสื้อผ้าก็ยับยู่ยี่ ถ้าคนอื่นเห็นจะพูดถึงบ้านเราว่ายังไง ถ้ามีชื่อเสียงไม่ดีออกไป พี่ชายแกจะหาเมียได้ยังไง!"
พ่อของหลินชุ่ยนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ข้าง ๆ ไม่พูดอะไรสักคำ ทำท่าเหมือนปล่อยไปตามเื่ตามราว
พี่ชายและน้องชายนั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะ กลิ่นเนื้อหอมฟุ้ง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมาถึงหลินชุ่ยเลย
แม้ว่าเธอจะเรียนหนังสือได้ดีที่สุดก็ตาม
แม้ว่าเธอจะเป็คนที่มีหน้าที่การงานดีที่สุดในครอบครัวก็ตาม
หลินชุ่ยหัวเราะเยาะพลางเอ่ยอย่างเย้ยหยัน "เขาจะแต่งงานหรือไม่แต่งงาน มันเกี่ยวอะไรกับหนูด้วย!"
"แกนี่มันยายเด็กปากดี แม่ตรากตรำส่งแกเรียนหนังสือคิดว่ามันง่ายนักหรือไง! จะขอเงินทีก็เหมือนจะเอาชีวิตแม่!"
หลินชุ่ยทำเป็ไม่ได้ยิน หมุนตัวกลับเข้าห้องของตัวเอง ปิดประตูล็อกกุญแจอย่างรวดเร็ว
น้ำตาเอ่อคลอจนตาพร่ามัว
ที่จริงเธอก็ควรจะชินกับการที่ครอบครัวเลือกปฏิบัติมาตลอดไม่ใช่หรือ?
แต่ทำไมวันนี้ถึงอยากหนีออกไปเป็พิเศษกันนะ...
ตอนที่เสิ่นเสี่ยวเยว่กลับถึงบ้าน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว สวี่หนิงอันออกมายืนรออยู่ที่หน้าประตู
มองจากระยะไกลดูเหมือนรูปปั้นสามีรอภรรยา
เมื่อเห็นภาพนั้น เสิ่นเสี่ยวเยว่ก็รีบเร่งปั่นจักรยานเข้าไปหาทันที
"ในที่สุดคุณก็กลับมา วันนี้ทำไมกลับดึกจัง" เขารีบเดินเข้ามาถามอย่างร้อนรน
เสิ่นเสี่ยวเยว่แกล้งถอนหายใจ ก้มหน้าพูดว่า "วันนี้ขายของไม่ดีเท่าเมื่อวาน เลยขายดึกหน่อย"
"ไม่เป็ไร ถึงขายไม่หมดก็เอากลับมากินได้"
สวี่หนิงอันปลอบเธออย่างเก้ ๆ กัง ๆ จู่ ๆ เสิ่นเสี่ยวเยว่ก็เปลี่ยนสีหน้า แล้วยิ้มออกมา
"ล้อเล่นน่ะ วันนี้ขายดีมากเลย แค่ฉันแวะไปซื้อของในเมืองนิดหน่อย เลยกลับมาช้าหน่อย"
สวี่หนิงอันถอนหายใจอย่างโล่งอก "งั้นก็ดีแล้ว"
เขาพบว่าตัวเองทนไม่ได้เลยที่จะเห็นความเศร้าและความผิดหวังบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของเสิ่นเสี่ยวเยว่
"พ่อคะ แม่คะ หนูกลับมาแล้ว" เสิ่นเสี่ยวเยว่พูดทักทายอย่างเป็ธรรมชาติทันทีที่เห็นซุนหลานและคุณพ่อสวี่นั่งอยู่ในห้องโถง
"วันนี้พวกเรากินเนื้อตุ๋นกับหัวไชเท้ากันดีไหมคะ หนูเพิ่งซื้อมาพอดี"
"เสี่ยวเยว่ซื้อมา ลูกก็ตัดสินใจเองสิ" คุณพ่อสวี่พูดอย่างร่าเริง
ซุนหลานพยักหน้า วางงานในมือลงแล้วพาเธอเข้าครัว
"เดี๋ยวฉันจะซาวข้าว คืนนี้พวกเราหุงข้าวสวยกินกัน"
เสิ่นเสี่ยวเยว่เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ เกาะแขนซุนหลานพลางถาม "แม่คะ วันนี้เป็วันพิเศษอะไรเหรอคะ ถึงได้กินข้าวสวยด้วย"
ต้องรู้ว่าชาวนาไม่มีคูปองข้าว โดยทั่วไปพวกเขาต้องพึ่งพาธัญพืชที่ปลูกในไร่เพื่อยังชีพ ในแถบนี้ส่วนใหญ่ปลูกข้าวสาลี มีบางส่วนที่ปลูกข้าว แต่ก็มีน้อยมาก
นี่จึงทำให้ข้าวสารมีค่ามาก
ซุนหลานเอียงหน้ามากระซิบว่า "วันนี้เป็วันเกิดของหนิงอัน"
เพราะแบบนี้ถึงต้องกินของที่ดี ๆ หน่อย
เสิ่นเสี่ยวเยว่ชะงักไป
วันเกิดสวี่หนิงอัน แต่เธอไม่ได้เตรียมของขวัญอะไรให้เลย
รู้สึกว่ามันไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่
คิดดูแล้ว ตอนนี้จะไปซื้ออะไรก็คงไม่ทัน เอาเป็ว่าทำบะหมี่อายุยืนให้เขาดีกว่า
เสิ่นเสี่ยวเยว่สอนให้ซุนหลานตุ๋นเนื้อวัวก่อน จากนั้นก็เริ่มนวดแป้ง รีดแป้งให้บางจนผิวเรียบเหมือนผ้าไหม แล้วหั่นแผ่นแป้งให้เป็เส้นเล็ก ๆ พอสะบัดออก ก็ปรากฏเป็เส้นบะหมี่นับร้อยนับพันเส้นดูน่าพึงพอใจ
ซุนหลานไม่เคยเห็นบะหมี่เส้นเล็กแบบนี้มาก่อน "เสี่ยวเยว่ บะหมี่ที่ลูกทำสวยจัง"
"นิดหน่อยค่ะ"
เสิ่นเสี่ยวเยว่ตอบอย่างถ่อมตัว เธอตั้งใจทำบะหมี่ที่แตกต่างจากบะหมี่ทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มักจะเส้นหนาให้สวี่หนิงอันได้ลองชิม
ก่อนจะลวกเส้น เธอเตรียมชามน้ำซุปไว้ก่อน ใส่ผักชี ต้นหอมซอย และเกลือ แล้วตักน้ำมันร้อนราดลงไป จากนั้นเติมซีอิ๊วขาว น้ำมันงา และพริกไทยป่น
เธอตอกไข่ลงในหม้อแล้วตักใส่ชาม เนื้อวัวตุ๋นก็ตุ๋นเสร็จพอดี พอเปิดฝาหม้อกลิ่นหอมของเนื้อก็อบอวลไปทั่วครัว เสิ่นเสี่ยวเยว่ตักน้ำซุปเนื้อวัวมาผสมน้ำให้เจือจางแล้วเทลงชามเพื่อทำเป็น้ำซุป
ลวกเส้นบะหมี่เพียงชั่วครู่แล้วตักขึ้น ตอนนี้เส้นก็เหนียวนุ่มกำลังดี
อาหารจานอื่น ๆ ถูกยกออกไปหมดแล้ว เหลือเพียงชามบะหมี่อายุยืนนี้เท่านั้น
เมื่อเสิ่นเสี่ยวเยว่ถือชามเดินออกไป ทุกคนก็นั่งเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีใครแตะตะเกียบ
สวี่หนิงอันเงยหน้ามองเธอ ในแววตามีทั้งความตื่นเต้นและความคาดหวัง เหมือนสุนัขตัวใหญ่ที่รอคอยอาหาร
ภายใต้แสงเทียนสีเหลืองนวล หญิงสาวตรงหน้ามีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับที่มุมปาก
หัวใจของเขารู้สึกราวกับตกลงบนปุยนุ่น ทั้งนุ่มนวลและสบายใจ
ดีใจจนอยากจะกลิ้งไปมา!
"สุขสันต์วันเกิด!"
เสิ่นเสี่ยวเยว่วางบะหมี่อายุยืนตรงหน้าสวี่หนิงอัน เขารีบคีบบะหมี่เข้าปากทันที ช่างร้อนใจเสียจริง
"ระวังร้อนนะ"
"อร่อยจัง!"
ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน พอสบตากัน ต่างก็เขินอายและก้มหน้าลงอย่างเงียบ ๆ
ทุกคนรอบข้างต่างยิ้มอย่างเอ็นดูเมื่อเห็นพวกเขาเขินอายกันอยู่ ซุนหลานจึงเรียกให้ทุกคนเริ่มกินข้าวกัน
เนื้อตุ๋นนุ่มละมุนได้รสชาติของเนื้อและมีกลิ่นหอมของเส้นเอ็น เมื่อเร็ว ๆ นี้มีเงินเหลือเก็บอยู่บ้าง ที่บ้านจึงซื้อเครื่องเทศพวกโป๊ยกั๊กและอบเชยมาเพิ่ม ใส่ลงไปในเนื้อตุ๋นนอกจากจะช่วยดับกลิ่นคาวแล้วยังทำให้หอมขึ้นด้วย ซดน้ำซุปกินกับข้าว ไม่มีอะไรสุขไปมากกว่านี้แล้ว
น่าเสียดายที่พวกเขาไม่ได้กินข้าวเป็อาหารหลักบ่อยนัก
สวี่หนิงอันกินเส้นบะหมี่ทีละเส้น ๆ อย่างระมัดระวังและทะนุถนอม กลัวว่าจะทำให้เส้นบะหมี่ขาด
เสี่ยวเยว่ทนดูไม่ไหว จึงเร่งว่า "ถ้าไม่รีบกิน เดี๋ยวเส้นก็จะเละหมดนะ"
พ่อหนุ่มซื่อบื้อคนนี้จึงเริ่มกินเร็วขึ้น แต่ก็ยังช้ากว่าปกติมาก
ไอน้ำจากอาหารลอยขึ้นมา เสี่ยวเยว่มองดูใบหน้าที่ยิ้มแย้มเ่าั้ จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงความสงบสุข
การต่อสู้ใน่บ่ายวันนี้ราวกับเป็ฝันตื่นหนึ่ง เสี่ยวเยว่ผู้เย่อหยิ่งคนนั้นก็แอบหลบกลับเข้าไปในร่างของเธอ ไม่โผล่ออกมาอีก
ทำให้เธอรู้สึกงุนงง เป็ครั้งแรกที่คิดว่าการอยู่ที่นี่ตลอดไปก็ไม่เลวเลย
เสี่ยวเยว่ที่ได้กินข้าวสวยใสเป็เม็ด ๆ รู้สึกคันยุบยิบในใจ ครุ่นคิดว่าจะไปหาคูปองข้าวมาจากที่ไหนดี
ความคิดนี้ดำเนินต่อไปจนถึงเวลาเข้านอน
เสิ่นเสี่ยวเยว่ ห่มผ้าห่มพลางถอนหายใจพูดว่า "ข้าวที่กินวันนี้อร่อยมาก แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถกินได้บ่อย ๆ "
"มีแค่คนงานในเมืองเท่านั้นที่จะได้รับคูปองข้าว หมู่บ้านของเราไม่มี ถ้าอยากได้คูปองข้าวต้องเอาข้าวไปแลกที่โรงสีหน่วยงานของรัฐ"
สวี่หนิงอันอธิบาย เขายังคงนึกถึงรสชาติบะหมี่ที่เสิ่นเสี่ยวเยว่ทำให้เขาในคืนนี้
"มีวิธีอื่นไหม?"
เขามองหน้าเสิ่นเสี่ยวเยว่อย่างสื่อความหมายแล้วตอบว่า "มีก็มีอยู่ แต่่นี้ทางการกำลังปราบปรามการค้าคูปองข้าว ไม่ค่อยปลอดภัย"
เขารู้สึกได้ว่าเสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่ใช่เด็กสาวที่จะอยู่เฉย ๆ ตรงกันข้ามเธอกลับเต็มไปด้วยความกล้าและชอบการผจญภัย เป็คนประเภทที่ถ้ามีโอกาสจะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดมือไปเด็ดขาด แต่ตอนนี้มีหลายอย่างที่ไม่สามารถทำได้
"อ่อ ได้"
เสิ่นเสี่ยวเยว่ตอบรับด้วยน้ำเสียงที่หม่นลงเล็กน้อย ตอนนี้เธอเหมือนคนที่นั่งเฝ้าูเาทองแต่ใช้ไม่ได้ หรือเหมือนได้เห็นหนุ่มหล่อแต่ได้แค่มองตาปริบ ๆ
มันเป็ความรู้สึกอ่อนแรงที่กัดกินหัวใจ
สวี่หนิงอันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกความคิดที่เขาครุ่นคิดมาระยะหนึ่งให้เธอฟัง
"ผมคิดจะแบ่งที่ดินในทีมของเราออกเป็ส่วน ๆ ให้แต่ละครอบครัวได้ทำนาของตัวเอง หลังจากส่งข้าวให้รัฐแล้ว ที่เหลือก็ให้เก็บไว้ใช้เอง แบบนี้ทุกคนจะได้ตั้งใจทำงานมากขึ้น ผลผลิตข้าวก็จะได้มากขึ้นด้วย"
เสิ่นเสี่ยวเยว่ที่กำลังง่วงงุนอยู่นั้น พอได้ยินความคิดของสวี่หนิงอัน ก็สะดุ้งเฮือกราวกับถูกไฟช็อต
"คุณพูดว่าอะไรนะ?"
เธอพูดติดอ่างอย่างที่ไม่ค่อยเป็ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
เพราะสิ่งที่สวี่หนิงอันพูดนั้น เป็ระบบรับผิดชอบการผลิตในครัวเรือนที่อีกสองปีต่อมาถึงมีคนกล้าทำ!
สวี่หนิงอันใกับปฏิกิริยาของเธอ คิดว่าคำพูดของตัวเองทำให้เธอใ
รีบพูดแก้ตัวว่า "นี่แค่ความคิดเพ้อเจ้อของผมเอง คุณอย่าไปคิดมากเลย"
เสิ่นเสี่ยวเยว่มองสามีของเธอด้วยสายตาที่แปลกไป และถามว่า "ความคิดนี้คุณเคยบอกใครไหม?"
"ไม่เคย คุณเป็คนแรกที่รู้นอกจากผม" สวี่หนิงอันเกาหัวแกรก บนใบหน้ายังคงเป็ท่าทางซื่อ ๆ ที่เสิ่นเสี่ยวเยว่คุ้นเคย ดูไม่ค่อยฉลาดนัก
เสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่เคยคุยลึกซึ้งอะไรกับเขา การรู้จักสวี่หนิงอันของเธอยังน้อยกว่าที่เธอรู้จักซุนหลานเสียอีก
เธอรู้ว่าสวี่หนิงอันชอบเธอ แต่แล้วยังไงล่ะ?
แต่ก่อนคนที่ตามจีบเธอมีตั้งมากมาย เธอจะต้องตอบรับทุกคนหรือไง?
ความชอบเป็เื่ของคนคนเดียว แต่การคบหาเป็เื่ของคนสองคน เสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่เคยคิดว่านี่คือการคบหาดูใจ แค่เป็การอยู่ร่วมกันของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น
เมื่อถึงเวลา ทั้งสองฝ่ายก็จะแยกย้ายกันไป
แต่ตอนนี้เธอกลับอยากทำความรู้จักเขาให้มากขึ้นซะแล้ว