“ท่านหมอหมิง”
หลังจากเหตุการณ์ครั้งก่อน เสี่ยวเตี๋ยก็ปฏิบัติต่อหมิงเป่าจูอย่างนอบน้อมมาโดยตลอดทันทีที่พบนางก็รีบยอบกายคำนับทันที
“แม่นางเสี่ยวเตี๋ย เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับอาการป่วยของซางฮูหยินหรือ”
หมิงเป่าจูเห็นสีหน้าของเสี่ยวเตี๋ยไม่สู้ดีนัก ก็พอคาดคะเนได้รางๆ
“ขึ้นไปคุยบนรถเถอะเจ้าค่ะ” เสี่ยวเตี๋ยผายมือเชิญ
รถม้ายังคงเป็นคันเดิมที่เคยมารับส่งนาง ไข่มุกที่ประดับอยู่มุมด้านบนทั้งสี่มุมดึงดูดความสนใจของผู้คนที่สัญจรไปมา
ครั้งแรกอาจจะเคอะเขิน แต่ครั้งที่สองก็เริ่มคุ้นเคย
เมื่อเห็นดังนั้น หมิงเป่าจูจึงหันกลับไปกำชับหมิงเป่าอวี้สองสามประโยค ก่อนขึ้นรถม้าตามเสี่ยวเตี๋ยไป
รถม้าตะบึงผ่านป่าไผ่ผืนใหญ่ จนมองเห็นอาคารอันหรูหราสง่างามที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเลสาบ
ถ้าหากไม่มีบุรุษผู้นั้นยืนรออยู่ที่หน้าประตูหมิงเป่าจูคิดว่าอารมณ์ของนางคงจะดีกว่านี้
“เจ้าจัดยาอะไรให้มารดาข้ากินกันแน่!”
เหยียนเฟิงยืนเหม่อมองพื้นหินสีเขียวที่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบอยู่หน้าประตูเมื่อเห็นร่างของหมิงเป่าจูปรากฏขึ้นจากด้านหลังป่าไผ่เขาก็พุ่งเข้าไปจับข้อมือนางแน่นพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงก้าวร้าว
“แทนที่คุณชายเหยียนจะเสียเวลามาขัดขวางมิสู้ปล่อยให้ข้าเข้าไปตรวจก็จะได้รู้กัน” หมิงเป่าจูจ้องกลับโดยไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย
“หากมารดาข้าเป็นอะไรไป ข้าจะไม่ให้เจ้าได้เห็นตะวันในวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน!”
มือใหญ่หนากำข้อมือนางแน่นจนสั่นระริกเพียงครู่เดียวที่มารดาล้มลงในอ้อมแขน เขาก็กลัวจนทำอะไรไม่ถูก
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะกินยาตามเทียบที่หมิงเป่าจูเป็นคนออกให้หากมารดาของเขาเป็นอะไรไปจริงๆ เขาจะไม่มีวันปล่อยนางไปแน่!
หมิงเป่าจูมองออก เขาแค่แสดงความโอหังแต่เพียงภายนอก แต่กลับไม่อาจซ่อนเร้นความตื่นตระหนกลนลานจากดวงตาก็รู้ได้ว่าอาจเกิดเรื่องบางอย่างกับซางฮูหยิน ในใจก็ร้อนรนอยากเข้าไปดูอาการให้รู้แน่ชัด
แต่มือของบุรุษผู้นี้ช่างแข็งแรงยิ่ง บีบจนกระดูกข้อมือนางแทบแหลกคามือผิวเนื้อตรงข้อมือกลายเป็นสีเขียวช้ำเป็นวงกว้าง
หมิงเป่าจูขมวดคิ้ว“ท่านแยกแยะเรื่องสำคัญกับเรื่องไม่สำคัญออกบ้างหรือไม่ในเมื่อเป็นห่วงฮูหยินถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่รีบปล่อยข้าเข้าไป!”
ตั้งแต่เกิดมาเขามีแต่คนเอาอกเอาใจ คอยสรรเสริญเยินยอไม่เคยมีผู้ใดกล้าพูดว่าเขาแยกแยะลำดับความสำคัญไม่เป็นแต่เขาก็ไม่อยากยอมรับว่าหมิงเป่าจูพูดถูก
ทั้งสองต่างนิ่งคุมเชิงกันอยู่ เสี่ยวเตี๋ยทนดูต่อไปไม่ไหวจึงเอ่ยขึ้นว่า“นายน้อย ฮูหยินรออยู่นะเจ้าคะ”
เหยียนเฟิงจึงยอมปล่อยมือจากข้อมือของหมิงเป่าจูอย่างไม่เต็มใจทั้งสองไม่รอช้า ผลักประตูเข้าไปทันที
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปก็ได้ยินเสียงครวญครางทรมานเล็ดลอดออกมาจากห้องด้านใน เสียงนั้นแม้จะแผ่วเบาแต่กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“เสี่ยวเตี๋ย! ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที!”
ชุนเถาเห็นทั้งสองก็รีบตรงเข้ามาเกาะแขนเสี่ยวเตี๋ยเอาไว้ สีหน้าร้อนรนแต่กลับเมินเฉยต่อหมิงเป่าจูที่ยืนอยู่ข้างๆ โดยสิ้นเชิง
เสี่ยวเตี๋ยขมวดคิ้ว นางรู้ดีว่าชุนเถามีเจตนาเช่นไรแต่คิดชิงดีชิงเด่นกับท่านหมอหมิงเช่นนี้ ก็ไม่พ้นถูกมองว่าเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ
หากเหิมเกริมเสียมารยาทต่อท่านหมอหมิง ฮูหยินหายดีเมื่อไร นางคงไม่พ้นประสบเคราะห์กรรมเป็นแน่
แต่หมิงเป่าจูกลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย เพราะชุนเถามิได้อยู่ในสายตาของนางอยู่แล้วจึงเดินตรงไปที่เตียงโดยไม่แยแส
ผ้าห่มบนเตียงถูกห่มซ้อนกันเป็นชั้นหนา มองเห็นเพียงแค่เรือนผมเท่านั้นแม้แต่ใบหน้าของผู้ป่วยก็ไม่เห็น
เมื่อเปิดผ้าห่มชั้นแรกออก ก็พบว่ายังมีอีกชั้นหนึ่งหมิงเป่าจูจึงเอื้อมมือเข้าไปสัมผัส พบว่ามีผ้าห่มซ้อนกันถึงห้าชั้นผ้าห่มเหล่านี้ล้วนเป็นผ้าห่มหนาที่ใช้ในฤดูหนาวทั้งสิ้น!
แต่สิ่งที่ทำให้นางตกใจยิ่งกว่านั้นคือความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของคนป่วย เพียงแค่สัมผัสผ่านผ้าห่มนางถึงกับต้องรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว
ใช่แล้ว สิ่งที่นางสัมผัสก็คือแขนของซางฮูหยิน
“เหตุใดถึงเย็นเพียงนี้ ก่อนที่ข้ามาเกิดอะไรขึ้นบ้าง เล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียดอย่าตกหล่นแม้แต่เรื่องเดียว!”
หมิงเป่าจูเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขณะเดียวกันก็วางนิ้วลงบนข้อมือของซางฮูหยินเพื่อตรวจชีพจร
ชีพจรแผ่วเบา นางจึงออกแรงกดลงไปเล็กน้อยเพื่อสัมผัสให้ละเอียดมากขึ้น ก็พบว่าชีพจรเต้นช้าบ้างเร็วบ้างสับสนไม่เป็นจังหวะ
ชุนเถาได้ยินแล้วกลับปิดปากเงียบ เสี่ยวเตี๋ยเหลือบมองนางแวบหนึ่งถึงแม้จะไม่พอใจ แต่ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาตำหนินาง
“โดยปกติสุขภาพฮูหยินไม่ค่อยแข็งแรง มักไม่ออกไปไหน วันนี้อากาศดีจึงไปเดินเล่นริมทะเลสาบ ไม่นานก็รู้สึกเหนื่อยอ่อน จึงกลับมาพักผ่อน ประจวบเหมาะนายน้อยแวะมาเยี่ยมพอดีฮูหยินจึงนั่งคุยกับคุณชายอยู่สักพัก แต่จู่ๆ ก็เป็นลมหมดสติไป ซ้ำยังตัวสั่นไม่หยุด”
เสี่ยวเตี๋ยเล่าถึงสิ่งที่ซางฮูหยินทำในวันนี้อย่างละเอียด
ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ ฮูหยินจึงทำกิจกรรมซ้ำๆ อยู่เพียงไม่กี่อย่างส่วนใหญ่ก็จะนั่งคุยกับคุณชาย
เมื่อก่อนถึงแม้จะป่วยหนักกว่านี้ ก็ไม่เคยมีอาการเช่นนี้มาก่อน
ตอนนั้นทุกคนต่างตกใจกลัว คุณชายจึงรีบอุ้มฮูหยินไปวางบนเตียง สั่งให้บ่าวไพร่ไปเอาผ้าห่มมาห่มให้
แต่ถึงอย่างนั้น ฮูหยินก็ยังคงตัวสั่นไม่หยุด หน้าผากยังมีเหงื่อเย็นผุดพรายออกมาอีกด้วย
“วันนี้ฮูหยินกินอะไรไปบ้าง”
หมิงเป่าจูฟังแล้วก็ปฏิเสธในใจ ถึงแม้ซางฮูหยินจะมีร่างกายอ่อนแอแต่ไม่น่าถึงขั้นออกไปรับลมข้างนอกเพียงเล็กน้อยก็ล้มป่วย สาเหตุน่าจะมาจากอาหารที่กินเข้าไปมากกว่า
“เช้านี้รับประทานโจ๊กดอกกุ้ยฮวากับเนื้อปลานึ่ง และน้ำแกงไก่ตุ๋นเห็ดหูหนูตอนเที่ยงเพราะคุยกับคุณชายเพลิน จึงยังไม่ทันได้รับประทานอะไรเลยเจ้าค่ะ”
เสี่ยวเตี๋ยจำได้แม่น ถึงแม้ฮูหยินจะมีรูปร่างบอบบางอ่อนแอ แต่แท้จริงแล้วกลับชอบกินเนื้อสัตว์มากแทบทุกมื้อจะต้องมีเนื้อสัตว์ ท่านหมอถามเช่นนี้ หรือจะเป็นเพราะกินเนื้อสัตว์เข้าไป
หมิงเป่าจูส่ายหน้า การกินเนื้อสัตว์ไม่น่าจะเป็นปัญหา ด้วยร่างกายของซางฮูหยินถึงจะชื่นชอบแต่ก็คงจะกินได้เพียงเล็กน้อย
แต่ถ้าหากมิได้ต้องไอเย็น หรือกินของแสลงเข้าไป แล้วเหตุใดร่างกายจึงอ่อนแอถึงเพียงนี้
“อ้อ! จริงสิ!” ขณะที่หมิงเป่าจูกำลังจนปัญญา เสี่ยวเตี๋ยก็นึกอะไรบางอย่างออก“วันนี้คุณชายนำสาลี่พันธุ์ใหม่ที่เพิ่งส่งตรงจากสวนมาฝาก ฮูหยินรับประทานเข้าไปหนึ่งผลเจ้าค่ะ!”
ตอนนั้นทุกคนต่างรู้สึกดีใจ คิดว่าฮูหยินอาการดีขึ้น หาไม่แล้ว ก็คงไม่ยอมแตะต้องสาลี่ที่ไม่โปรดปรานแม้แต่ผลเดียวอย่างแน่นอน
สาเหตุที่แท้จริงก็คือสาลี่นี่เอง!
“ต่อไปอย่าให้ฮูหยินกินสาลี่อีกเป็นอันขาดเดี๋ยวข้าจะเขียนรายชื่ออาหารต้องห้ามทั้งหมดเอาไว้ให้ ของเหล่านี้ห้ามให้ฮูหยินรับประทานโดยเด็ดขาด!”
สาลี่มีฤทธิ์เย็น คนทั่วไปยังไม่ควรกินมากเกินไปยิ่งคนร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว ยิ่งไม่ควรกินเข้าไปทั้งผลเช่นนี้
ต้องโทษหมอเช่นนางที่มิได้กำชับข้อควรระวังอย่างละเอียด ครั้งก่อนนางเพียงต้องการออกไปจากสถานที่ที่เต็มไปด้วยคุณชายเอาแต่ใจทั้งสองคนนี้โดยเร็วที่สุดเท่านั้น
“เหลวไหล! ข้าว่าเจ้าแค่หาข้ออ้างปัดความรับผิดชอบมากกว่า!”ชุนเถาเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ
สาลี่เพียงหนึ่งผลจะส่งผลกระทบรุนแรงถึงเพียงนี้ได้อย่างไร นางกลัวคุณชายตำหนิว่าวิชาแพทย์ของนางไม่แตกฉานชัดๆ!
“ไม่คิดว่าแม่นางชุนเถานอกจากจะมีฝีปากกล้าแล้ว ยังมีสายตาที่ปราดเปรื่องอีกด้วยเช่นนั้นเจ้าลองพูดมาว่าเพราะเหตุใดฮูหยินของเจ้าจึงเป็นเช่นนี้” หมิงเป่าจูแค่นเสียงเยาะก่อนเอ่ยวาจา
“ข้าว่าก็ต้องเป็นเพราะกินยาที่เจ้าจัดให้นั่นแหละ นายน้อยกล่าวไม่ผิดเจ้ามันก็แค่หมอเถื่อน”
หากมิเช่นนั้นแล้ว อาการป่วยจะรุนแรงขึ้นฉับพลันได้อย่างไรทำนายน้อยอกสั่นขวัญแขวนไปหมด
“เช่นนั้นตามความคิดเห็นอันสูงส่งของเจ้า เวลานี้ควรจจะรักษาซางฮูหยินเช่นไรเล่า”รอยยิ้มของหมิงเป่าจูกว้างขึ้นกว่าเดิม
หญิงสาวนางนี้มีจุดประสงค์แอบแฝงชัดเจน ชอบเหยียนเฟิงก็บอกมาตรงๆไม่เห็นต้องมาจินตนาการว่านางเป็นศัตรู พวกเขาสองคนไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว
“ข้ามิใช่หมอ จะไปรู้ได้อย่างไร!”
ยิ่งพูดชุนเถาก็ยิ่งเห่อเหิมลำพองใจ คิดว่าหมิงเป่าจูกำลังใจฝ่อจำนนด้วยเหตุผล
“เจ้าก็รู้ตัวนี่ ว่าตนเองมิใช่หมอ! ยังกล้าเสนอหน้าชี้มือวาดเท้า[1]!”
สีหน้าของหมิงเป่าจูดำทะมึนเคร่งขรึมจนชุนเถาตกตะลึงอยู่กับที่ ไร้การตอบสนองไปชั่วขณะไม่กล้าแม้แต่จะแค่นเสียงไม่พอใจ
“ชุนเถา ออกไป!” เสี่ยวเตี๋ยตวาด
[1] ชี้มือวาดเท้า(指手画脚) ใช้บรรยายถึงท่าทางการชี้นิ้วสั่งการให้ผู้อื่นทำอะไรบางอย่างหรือชี้มือชี้ไม้ระหว่างพูดจา