หลังอาหารค่ำขุนฟองกับไอ้คำพักผ่อนในห้องนอน ก่อนชมเมืองในวันรุ่งขึ้น คืนนี้ขุนฟองรู้สึกเป็ห่วงเ้าพญาภูคาจับใจ จึงนั่งขัดสมาธิเจริญภาวนา เมื่อใจสงบนิ่งจนเกิดความสว่างภายใน ดั่งแสงตะวันที่ไม่ร้อนแรง หากแต่ให้ความรู้สึกเย็นใจดุจแสงจันทร์กระจ่างยามค่ำคืน เมื่อจิตเป็สมาธิจนเข้าสู่ภวังค์ เขาน้อมภาพเ้าพญาภูคาไว้กลางดวง จิตตน จิตขุนฟองจึงดิ่งสู่กลางกายของพญาภูคาในนิมิตนั้น
ในสภาวะจิตที่นิ่งสงบขุนฟองสอดใจไปยังจิตของเ้าพญาภูคา เขาเข้าถึงการเห็น การจำ การคิด และการรู้ตนผ่านประสาทััของเ้าพญาภูคา
เ้าพญาภูคาถูกคุมตัวที่คุ้มส่วนตัวโดยมีทหารของขุนนุ่นนับสิบนายเฝ้าอยู่โดยรอบ ขุนนุ่นไม่ได้มัดเ้าพญาภูคาเฉกเช่นนักโทษ เพียงแค่กักบริเวณในคุ้มเป็การให้เกียรติต่อเ้าผู้ครองนครรักษาสถานะให้ท่านยังคงเป็ผู้นำสูงสุดของไพร่ฟ้าประชาชน
เ้าผู้ครองนครย่างมีสีหน้านิ่งเฉย ไม่ปรากฏอารมณ์ใดคงความสุขุมสมกับสถานะเ้าเหนือหัวท่านอยู่ในอิริยาบถสบาย พักผ่อนในยามค่ำ นั่งท้าวแขนกับหมอนอิงบนตั่งส่วนตัว ผมเกล้ามวยสูงสวมเสื้อผ้าทอสลับลายสีงดงาม
เมื่อเผชิญหน้ากับขุนนุ่นครั้งแรกหลังการยึดอำนาจ เ้าพญาภูคามีสีหน้าเคร่งเครียดทันที “ละอ่อนนุ่น ยะกับพ่อจะอี้ได้จะใด พ่อรักเ้าดั่งลูกแต๊ๆเน้อ”
ใบหน้าคมเข้มปรากฏสายตาแข็งกร้าวของผู้เป็ลูกบุญธรรมพร่างพรูคำพูดที่อัดอั้นเก็บไว้แสนนาน
“ท่านพ่อ ข้าเ้าบ่อยากยะจะอี้ แต่ท่านพ่อบ่รักข้าแต๊ดั่งอู้ ท่านฮักไอ้ฟองนักกว่าข้าไยยะกะข้าบ่เทียมไอ้ฟอง ฮื้อข้าไป สร้างบ้านแปงเมืองในที่ยากแต๊นัก แต่ไอ้ฟองได้ครองเมืองใหญ่ โตยบ่ต้องออกแรงยะจะใดพ่อง”
เ้าพญาภูคาถอนหายใจออกมาอย่างแรงแสดงความอึดอัดในความเข้าใจผิดของขุนนุ่น
“บ่ใช่ที่เ้ากึ๊ดพ่อฮื้อเ้าไปนครจันทบุรี เพราะพ่อผ่อว่าเ้าเก่งกล้าการรบ จักสร้างบ้านแปงเมืองที่นั่น ต้องใช้ไพร่พลขยายเมือง แลปกบ้านป้องเมืองบ่ฮื้อไผมาก่อกวนรอบบ้านเฮามีเมืองที่มักใฝ่อำนาจ จักขยายข้ามมายังเมืองของเฮาน้องเ้าเก่งอู้ ฉลาดคบหา จักผูกมิตรกับนครรอบข้างได้แต๊นัก พ่อบ่้าฮื้อรบกัน อาณาจักรโตยรอบล้วนเข้มแข็ง.มีกำลังไพร่พลนักเ้าบ่เคยฮู้แต๊ก๋า” คำพูด่ท้ายแฝงความรู้สึกผิดหวังต่อขุนนุ่น
คำพูดชื่นชมขุนฟองของเ้าพญาภูคากลับกระตุ้นอารมณ์ของขุนนุ่นให้เดือดดาลั์ตาแดงกล่ำผสมน้ำตาคลอด้วยความน้อยใจ จึงพูดด้วยน้ำเสียงอันดัง“ฤาข้าบ่เก่งอู้ โง่ดักดานบ่เทียมไอ้ฟองแต๊ก๋า ท่านพ่ออู้มาซื่อๆ บ่ต้องหาเหตุจะใดอ้าง ที่แต๊ไอ้ฟองเป็หลานโตยสายเืข้าจ้าเป็ลูกเพียงชื่อ พ่อของข้าบ่ใช่พี่น้องแต๊ๆของท่าน เทียมเท่าพ่อไอ้ฟอง”
“บ่ใช่จะอี้ บ่ใช่ดั่งที่เ้ากึ๊ดจะยะอะหยังกะพ่อขึ้นแต่เ้า แต่บ่ฮื้อไปยะกับละอ่อนฟอง ฤาเ้ายะจะใดไปแล้วก๋า”
“ท่านพ่อห่วงมันนักก๋าเคยห่วงข้าเทียมมันก่” ประกายตาฉายแววริษยาผสมความน้อยใจขึ้นมาทันใด มีรอยยิ้มอย่างโเี้ก่อนพูดว่า
“ข้าฮื้อตะหานจับตัวมาคุมขัง หากต่อสู้ขัดขืนฮื้อฆ่าได้ ชะตามันดีนัก หนีรอดไปได้มันจักตายโตยมือข้าฤาตะหาน ท่านพ่อรอผ่อเน้อ!!!!!...ฮ่าฮ่าฮ่า” เ้าพญาภูคาส่ายหน้าแสดงความผิดหวัง คาดไม่ถึงในความโเี้ของขุนนุ่น
“ถ้าท่านบ่อยากฮื้อไอ้ฟองมันตายตั้งข้าเป็เ้าพญา ครองนครย่างแลจันทบุรีแทนท่านพ่อ” ขุนนุ่นพูดด้วยความเชื่อมั่นว่าตนมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าเ้าพญาภูคา แต่กลับผิดคาดที่กลับเห็นเ้าพญาภูคานิ่งไม่หวั่นไหวต่อคำขู่ ไม่ยอมอ่อนข้อในการต่อรอง
“ข้าบ่ยะตามเ้าข้าเชื่อว่าละอ่อนฟองจักเอาตัวรอดพ้นจากการจับของเ้า เ้ากึ๊ดอีกเตื้อเต๊อะ แข็งเมือง จักต้องโทษปะาแต๊”
ขุนฟองเมื่อรับรู้คำพูดของขุนนุ่นผ่านเ้าพญาภูคา จึงเสียใจผิดหวังระคนโกรธเมื่อใจกระเพื่อมจึงเสียสมาธิ กลับสู่สภาวะจิตปกติ รำพึงออกมาเบาๆ
“อ้ายนุ่นยะจะอี้ไปได้จะใด อะหยังะยะฮื้ออ้ายกึ้ดจะอี้ เป็ห่วงท่านพ่อนัก แฮ๋มเมินจะใดเฮาจักปิ๊กไปช่วยท่านพ่อได้
่สายของวันรุ่งขึ้นหมวดอิงอิ้งนั่งรถตู้ที่ดาบตำรวจบุญช่วยเป็คนขับมารับขุนฟองกับไอ้คำและจีมที่บ้าน ดร.จักรินทร์ตามนัดหมายเพื่อชมเมือง
หมวดสาวนุ่งกางเกงยีนส์เข้ารูป สวมเสื้อยืดแขนกุดเข้ารูปเอวลอยสีขาว สะโพกผายเอวคอดสมส่วนชวนมองทับด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวลายทางฟ้าสลับขาว พับแขนเสมอข้อศอก ไม่ได้กลัดกระดุม ปล่อยชายเสื้อนอกกางเกงงดงามมีเสน่ห์ดูแปลกตา ต่างจากวันทำงานปกติที่นุ่งกางเกงตำรวจสวมแจ็คเก็ตทับ
จีมนุ่งกางเกงยีนส์สะโพกเข้ารูป ขาหลวมตามสไตล์ที่นิยม สวมเสื้อยืดโปโลแขนสั้นสีแดง ดูทะมัดทะแมงต่างจากชุดข้าราชการในวันทำงาน
ส่วนขุนฟองและไอ้คำต่างรวบผมแบบครึ่งหัว ดูมีบุคลิกแบบหนุ่มเซอร์ๆ ในยุคปัจจุบันทั้งคู่นุ่งกางเกงยีนส์ทรงกระบอกพอดีตัวขุนฟองสวมเสื้อยืดโปโลสีฟ้าอ่อนสอดรับกับความสุขุมนุ่มนวล ส่วนไอ้คำสวมเสื้อแบบเดียวกับเ้านายแต่สีแดงโทนเดียวกับจีมโดยบังเอิญ
ชายหนุ่มผู้เดินทางข้ามเวลาทั้งสองเมื่อเห็นผู้หมวดคนสวยอดมองด้วยความแปลกตากับชุดของเธอที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน ขุนฟองรู้สึกสะดุดกับความงามที่มีเสน่ห์ดึงดูดจนเผลอจ้องอย่างไม่วางตา เมื่อเธอหันมาสบสายตาที่คมเข้มโดยบังเอิญ เธอจึงเกิดอาการเขินอายจนแก้มสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด
ไอ้คำเผลอมองจีมด้วยสายตาที่ชื่นชอบจนยิ้มออกมาน้อยๆ เมื่อจีมเห็นสายตาและรอยยิ้มของไอ้คำจึงยิ้มตอบเป็การข่มความรู้สึกสะเทิ้นในใจที่ก่อตัวขึ้นเล็กน้อย จงใจใช้อารมณ์ขันเบี่ยงเบนความรู้สึกตน
“แหม..คุณขุนฟองจ้องเพื่อนรักของดิฉันจนเธออายจนแก้มแดงแล้ว”
อิงอิ้งทุบที่ไหล่เพื่อนรักเบาๆ“ยัยจีมเธอก็พูดเกินไปท่านขุนฟองไม่เคยเห็นพวกเราแต่งตัวแบบนี้ละมั้ง หน้าแดงอะไรกัน...เปล๊าไม่ได้หน้าแดง” พูดจบอิงอิ้งหัวเราะเป็การแก้เก้อแต่ในใจปั่นป่วนที่เพื่อนรักรู้เท่าทัน
“แหมเสียงสูงเชียวนะยัยอิ้ง” เมื่อโดนจีมทักขุนฟองทำให้เขาเกิดสติรู้ตัว พยายามละสายตาจากสาวสวย แต่ยังแอบมองความงามที่มีเสน่ห์ของเธอ
“เอ่อ....จะออกเดินทางกันกี่โมงขอรับกระพ้มคุณท่านทั้งหลาย พลขับรอขับยิ่งกว่าแฟนขับละคร้าบ” เมื่อดาบบุญช่วยเตือนด้วยอารมณ์ขัน ทำให้สองสาวยิ้มกว้างออกมาทุกคนจึงขึ้นรถเพื่อออกเดินทางไปชมเมืองน่าน
ระหว่างการเดินทางขุนฟองและไอ้คำตื่นตาตื่นใจกับความเจริญในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็อาคารสถานที่ รถยนต์ต่างๆ ที่วิ่งบนถนน แม้กระทั่งถนนที่สร้างทอดยาวเพื่อเป็การสัญจร รวมถึงการแต่งกาย ผู้คนที่ใช้ชีวิตประจำวัน ส่วนหมวดสาวมีอารมณ์และท่าทีผ่อนคลายดูเป็หญิงสาวธรรมดาไม่เหลือเค้าตำรวจหญิงผู้เก่งกล้า
ขุนฟองสงสัยว่าใครเป็ผู้สร้างรถยนต์จึงถามอิงอิ้ง “ไผสิยะเกวียนเหล็กก่...ยะได้จะใด..แปลกแต๊ก๋า”
พูดจบมองตาสาวสวยนิ่งเธอประสานสายตากับชายหนุ่มถือโอกาสสังเกตใบหน้าชายหนุ่มอย่างละเอียด พลางตอบคำถาม “มาจากฝรั่งค่ะคันแรกเริ่มสร้างประมาณร้อยสามสิบกว่าปีก่อน แล้วพัฒนาเรื่อยๆ มาจนถึงปัจจุบัน...เข้าใจไหมคะ”
ขุนฟองพยักหน้ารับแต่ยังคงไม่เข้าใจคำบางคำชัดเจนนักได้แต่คาดเดาว่ารถยนต์เกิดมานานแล้ว โดยมีผู้วิเศษจากอาณาจักรชื่อ ‘ฝรั่ง’สร้างขึ้น
“แม่นาง เมืองชื่อฝาหรั่งอยู่ที่ใด ไกลแต๊ก๋า” อิงอิ้งเห็นแววตาที่ไม่เข้าใจ กับคำถามของขุนฟอง จึงยิ้มกว้างจนเกือบหัวเราะออกมาแต่ไม่ได้ตอบคำถามนั้น
ส่วนไอ้คำนั่งข้างขุนฟองได้ยินการสนทนาระหว่างขุนฟองกับอิงอิ้งด้วยความไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่้ามีส่วนร่วมในเื่นี้ จึงถือโอกาสสะกิดถามจีมที่นั่งอยู่ด้านหน้าตนเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่ตนเห็นจากสองข้างทาง เป็การหาทางเชื่อมสัมพันธ์ โดยไม่ได้คาดหวังคำตอบ
“นี่อะหยังก่....” และ “นั่นคือจะใด” เมื่อได้คำตอบจากจีมก็อุทานออกมา “แต็ๆ ก๋า”ถามมากจนจีมเริ่มเหนื่อยกับการคอยหาคำตอบ หันไปบอกอิงอิ้งว่า
“เพิ่งรู้ว่านางเป็เ้าหนูจำไม...เฮ้อ” ปล่อยให้ไอ้คำทำหน้างง
สองสาวจึงเริ่มเล่าถึงอาณาจักรต่างๆที่เกิดขึ้นหลังการก่อตั้งนครน่านมาจนถึงปัจจุบันอย่างสังเขป จนทำให้ชายหนุ่มทั้งสองพอเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองอย่างเลาๆ สถานที่แรกที่สองสาวตั้งใจพาขุนฟองและไอ้คำไปดู คือพิพิธภัณฑ์ แห่งชาติจังหวัดน่าน เพื่อให้ผู้เดินทางข้ามเวลาทั้งสองได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองณ วันที่ได้จากมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อขุนฟองเห็นอนุสาวรีย์ของพระเ้าสุริยพงษ์ผริตเดชที่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์จึงถามอิงอิ้ง“ผู้นี้คือไผ”
“พระเ้าน่านค่ะพระองค์ทรงสืบเชื้อสายมาจากเ้าพญาภูคาและท่าน...เ้าขุนฟองนะพระองค์คือผู้ที่ทรงมีคุณูปการกับเมืองน่านเป็อย่างมาก”
“นี่คือลูกหลานของเฮาฤาช่างดูสง่างามนัก ท่านคือเ้าผู้ครองนครย่างสืบจากพ่อท่านพญาภูคาใช่ก่ ข้าเ้าดีใจนัก ที่เห็นลูกหลานมียศศักดิ์สูงนักใส่เสื้อดูงามสง่างามนัก...เอ่อ คุณูปการณ์คืออะหยัง”
อิงอิ้งพึมพำกับตนเองออกมาเบาๆ“ชั้นก็ไม่รู้ว่า ยุคนั้นไม่มีศัพท์คำนี้เนอะ ชั้นต้องไปหัดพูดภาษาไทลื้อไม๊เนี่ย”พูดจบ ก็ยิ้มกับตนเองโดยขุนฟองไม่ได้ยิน ปล่อยให้ขุนฟองงงจากการไม่ได้คำตอบ
แต่ไม่พ้นหูตาของจีม จึงมองเพื่อนรักด้วยสายตาล้อเลียน “จะไปหัดพูดภาษาไทลื้อเพื่ออะไรจ๊ะ”จีมััได้ถึงความรู้สึกบางอย่างระหว่างขุนฟองกับอิงอิ้ง แต่เธอไม่มั่นใจนักจึงอยากตรวจสอบปฏิกิริยาด้วยการเย้าเพื่อนสาว
“เอ๊า...ก็จะได้คุยกันรู้เื่ใช้คำที่ท่านเข้าใจไง เธอมีปัญหาอะไรกับชั้นยะคุณจีรารัศมิ์” พูดจบก็ถลึงตาใส่พร้อมมองค้อนกลับไปหนึ่งครั้ง “ป๊าว....ไม่มีอะไรแค่สงสัย” พูดจบทำสีหน้าล้อเลียนแสดงว่ารู้ทัน