วลีสี่คำ ‘พระญาติกุมอำนาจ’ เปรียบดั่งรัดเกล้าบีบขมับตระกูลจ้าวอย่างแท้จริง
จ้าวเสวียนจีลืมตาขึ้น ั์ตาราบเรียบไร้อารมณ์จ้องมองฟ่านจงิ "หมายความว่าเพราะเื่นี้ ตระกูลฟ่านจึงผูกใจเจ็บตระกูลจ้าวและตัวข้า นี่คือเหตุผลที่พวกเ้าสมคบคิดกับเป่ยหูเพื่อลอบสังหารคนของข้า?"
ฟ่านจงิทุบหม้อจมเรือหมดสิ้นหนทางถอย ยามนี้ไร้ซึ่งความยำเกรงใด มุมปากแสยะยิ้มหยัน "ศึกครั้งนี้ทำให้ตระกูลฟ่านตาสว่าง เบื้องหน้าการแก่งแย่งอำนาจ... ไม่มีขาวดำ ไม่มีถูกผิด ไม่มีเกียรติยศหรือความอัปยศ ยิ่งไร้ซึ่งความยุติธรรม มีเพียงผู้ชนะเป็เ้า ผู้แพ้เป็โจร
"อำนาจขุนนางบุ๋นทะยานฟ้าดุจตะวันเที่ยงวัน ตระกูลขุนพลทรงเกียรติอย่างพวกเราต่อให้สูงศักดิ์ปานใด ทว่าในยุคสันติไร้ไฟา ไร้สมรภูมิให้สำแดงเดช ย่อมไม่อาจงัดข้อกับพวกมัน มีความผิดเราแบกรับ มีความชอบพวกมันกวาดเรียบ”
"ใต้หล้านี้ ผู้แข็งแกร่งคือผู้ตั้งกฎ หากตระกูลฟ่านไม่อยากล่มสลาย ย่อมต้องพึ่งพิงผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ตระกูลข้าแม้ผูกใจเจ็บ แต่หากไร้ผลประโยชน์ชิ้นโตมากองตรงหน้า มีหรือจะยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อบดขยี้พวกเ้า"
จ้าวเสวียนจีพยักหน้าช้าๆ "กล้ายอมรับว่ามีส่วนร่วมในแผนชั่วก็นับว่าดี จงบอกมาเถิด ผู้ใดหยิบยื่นผลประโยชน์เ่าั้ให้พวกเ้า"
ฟ่านจงิเพิ่งตระหนักได้ว่าพลั้งปาก ใบหน้าพลันซีดเผือด ทำได้เพียงถลึงตาจ้องจ้าวเสวียนจีอย่างอาฆาต ปิดปากเงียบงัน
"เ้าไม่พูด ใช่ว่าพวกเราจะสืบไม่ได้" จ้าวหนิงเอ่ยแทรกขึ้นมา เขานั่งฟังอยู่นานจนกระจ่างแจ้งแก่ใจ "ทั่วทั้งราชสำนัก นอกจากอัครเสนาบดีผู้อยู่ใต้คนหนึ่งคนอยู่เหนือคนนับหมื่น ยังจะมีผู้ใดกล้ากางหมากบั่นทอนกำลังตระกูลจ้าวอีก"
ฟ่านจงิกัดกรามแน่นไม่ปริปาก
จ้าวเสวียนจีส่ายหน้าถอนหายใจยามสบตาหลานชาย "การห้ำหั่นระหว่างขุนนางบุ๋นและบู๊ในราชสำนักต้าฉีดำเนินมาถึงจุดที่ไร้เหตุผลสิ้นดี ทว่าสิ่งที่เ้าไม่รู้คือ หลายปีมานี้ราชสำนักมีคลื่นใต้น้ำซัดสาด ความขัดแย้งระหว่างบุ๋นบู๊เป็เพียงฉากหน้า วังวนอำนาจเบื้องลึกนั้นเน่าเฟะมานานแล้ว
"ท่ามกลางพายุคลั่ง ตระกูลจ้าวยังต้องเดินหมากอย่างระแวดระวัง แม้เราจะเป็อันดับหนึ่งในตระกูลขุนพลทรงเกียรติ แต่ท้ายที่สุด... เราก็เป็เพียงหนึ่งในสิบแปดตระกูลขุนพล
"สิ่งที่ข้าคาดไม่ถึงคือ เพื่อถอนรากถอนโคนตระกูลขุนพล รวบอำนาจทหารทั่วหล้าคืนสู่ศูนย์กลาง และผลักดันให้ขุนนางบุ๋นเหยียบหัวแม่ทัพบู๊เพื่อรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ... พวกมันกลับใช้วิธีสกปรกโสมมถึงขั้นลอบคบคิดกับเผ่าเป่ยหู"
จ้าวหนิงนิ่งขรึม ทั่วทั้งราชสำนักและยุทธภพต้าฉีล้วนประเมินเป่ยหูต่ำเกินไปมาตลอด ยิ่งอัครเสนาบดีผู้สูงส่งปานนั้น ย่อมไม่มีทางเห็นเป่ยหูอยู่ในสายตา
หากเื่นี้มีอัครเสนาบดีชักใยอยู่เื้ัจริง เกรงว่าคงเป็เพียงการ 'ยืมดาบฆ่าคน' ต่อให้มีสักร้อยหัว มันย่อมคิดไม่ถึงว่าขุมกำลังและความมักใหญ่ใฝ่สูงของเป่ยหูยามนี้ จะขยายตัวจนถึงขั้นกลืนกินฟ้าดินไปแล้ว
เมื่อครั้งปฐมกษัตริย์ไท่จู่ก่อตั้งราชวงศ์ ฝ่ายบู๊มี 'สิบแปดขุนพลเบิกแผ่นดิน' ฝ่ายบุ๋นมี 'สิบสามปราชญ์เบิกแผ่นดิน' ซึ่งกาลต่อมาก่อตัวเป็สิบสามตระกูลบัณฑิตเรืองอำนาจ อัครเสนาบดีคนปัจจุบันก็ถือกำเนิดจากหนึ่งในนั้น
ไม่ว่าจะเป็สิบแปดตระกูลขุนพลหรือสิบสามตระกูลบัณฑิต ส่วนใหญ่ล้วนเป็ตระกูลใหญ่ที่หยั่งรากลึกมาั้แ่ก่อนสถาปนาต้าฉี แต่ละขั้วล้วนมีรากฐานมั่นคง ไม่ใช่แค่ปลาหลีฮื้อข้ามประตูัผงาดขึ้นมาเพียงเพราะความชอบในการสร้างชาติ
แน่นอนว่าในบรรดาสองขั้วอำนาจนี้ ย่อมมีตระกูลรากหญ้าที่อาศัยผลงานพลิกชะตาอยู่บ้าง ทว่าก็นับเป็หยิบมือเดียว
ทายาทตระกูลขุนพลเมื่อเข้ารับราชการย่อมจับดาบคุมกองทัพ ส่วนยอดคนจากตระกูลบัณฑิตย่อมก้าวสู่ทำเนียบขุนนางพลเรือน คนหนุ่มเหล่านี้ล้วนไม่ต้องผ่านการสอบแข่งขัน เพียงได้รับการเสนอชื่อก็สวมหมวกขุนนางได้ทันที กล่าวคือได้เสวยใบบุญจากร่มเงาบรรพบุรุษ
ต้าฉีแบ่งแยกสายบุ๋นบู๊เด็ดขาด นี่คือกฎเหล็กที่ตั้งขึ้นั้แ่สถาปนาราชวงศ์ แตกต่างจากยุคก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่ตีคู่มากับระบบตระกูลใหญ่ คือเส้นทางก้าวหน้าของสามัญชนผ่านการสอบเคอจวี่ การสอบนี้มิใช่เื่ใหม่ นับแต่ยุคก่อนยกเลิกระบบคัดเลือกขุนนางเก้าขั้น เคอจวี่ก็ถือกำเนิดขึ้นแทนที่
ในมุมมองจ้าวหนิง ความวุ่นวายจากการห้ำหั่นในราชสำนัก ล้วนมีต้นตอจากรากฐานเหล่านี้
จ้าวหนิงพลันตระหนักแจ้ง หายนะที่ร่วงหล่นใส่ตระกูลจ้าวในชาติก่อน หากสืบสาวถึงต้นตอ เกรงว่าคงเป็ผลพวงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการแย่งชิงอำนาจระหว่างบุ๋นบู๊ของต้าฉีนั่นเอง
แผนลอบสังหารตระกูลจ้าวของผู้บำเพ็ญเพียรเป่ยหูที่บรรลุผล ก็เป็เพียงการหยิบยืมสายลมบูรพาจากความแตกแยกภายในของต้าฉี
พ้นวิกฤตเมืองไต้โจวครานี้ ตระกูลจ้าวก็รอดพ้นรอยเกวียนเดิมแล้ว ทว่าหากเขาและตระกูล้าสะบั้นชะตากรรมมืดมิดในชาติก่อนอย่างแท้จริง พร้อมกับบดขยี้การรุกรานของเป่ยหูเพื่อค้ำยันแผ่นดินต้าฉี... หนทางข้างหน้ากลับสลับซับซ้อนกว่าที่คาดคิดนัก
ห้วงความคิดสะดุดลง จ้าวหนิงเบือนหน้ามองฟ่านจงิที่หลับตารอความตาย ั์ตาคมกริบแปรเปลี่ยนเป็เยือกเย็น "ฟ่านจงิ เ้าเคยตรองดูหรือไม่... หากแผนบดขยี้ตระกูลจ้าวพังพินาศ บุคคลสำคัญที่พวกเ้าเพียรประจบสอพลอ ไม่ว่าจะเป็อัครเสนาบดีหรือผู้ใดก็ตาม จะหันมาขุดรากถอนโคนตระกูลฟ่านของพวกเ้าเช่นไร"
ฟ่านจงินิ่งงันคล้ายคนตาย
จ้าวหนิงเอ่ยเสียงเรียบ "เ้าควรตระหนักดี ตราบใดที่ก้าวเท้าเข้ามาพัวพัน ไม่ว่างานจะสำเร็จหรือไม่ ท้ายที่สุดตระกูลฟ่านย่อมต้องรองรับเพลิงโทสะจากตระกูลจ้าว
"ที่เ้ากล้าลงมืออย่างไม่สะทกสะท้าน ก็เพราะวาดฝันว่าหากงานสำเร็จและไร้ร่องรอยมัดตัว ต่อให้ตระกูลจ้าวจะบ้าคลั่งตามล่า แต่ตราบใดที่นายใหญ่ผู้นั้นพึงพอใจและกางร่มเงาคุ้มกะลาหัวให้ ผลประโยชน์ที่ได้รับย่อมคุ้มค่าการเสี่ยง
"ทว่าหมากกระดานนี้พลิกคว่ำแล้ว แผนไม่เพียงล้มเหลว แต่พวกเ้ายังถูกจับได้คาหนังคาเขา ซ้ำยังพัวพันคบค้ากับเผ่าเป่ยหู เ้าลองบอกมาสิ... บุคคลสำคัญผู้นั้นจะมองพวกเ้าด้วยสายตาเช่นไร?
"ในเมื่อตระกูลฟ่านทำงานพลาด ไร้ประโยชน์จนหมดคุณค่าให้หลอกใช้ ไม่ต้องเอ่ยถึงหมากที่เขาวางไว้จนสูญเปล่า ทุกคนที่ร่วมขบวนการย่อมเคียดแค้นพวกเ้าเข้ากระดูกดำ แล้วจะเก็บตระกูลฟ่านไว้เพื่อสิ่งใด มิสู้ถอนรากถอนโคนฆ่าปิดปากไปเสียสิ้นเื่
"การทำเช่นนี้ ด้านหนึ่งเพื่อดับไฟแค้นและให้คำอธิบายแก่ตระกูลจ้าว อีกด้านหนึ่ง ตระกูลฟ่านอย่างไรก็เป็ตระกูลใหญ่ หากถูกล้างบาง ย่อมริบทรัพย์และตำแหน่งขุนนางกลับมาได้มหาศาล เพียงพอให้พวกมันรุมทึ้งแบ่งปันผลประโยชน์ ชดเชยความสูญเสียและลบรอยแค้น
"อีกทั้งหากสิ้นตระกูลฟ่าน ย่อมไร้ผู้ใดเวทนา ไม่มีหน้าไหนกล้าออกรับแทน สำหรับตระกูลขุนพลทรงเกียรติ พวกเ้าคือสุนัขทรยศ การล่มสลายคือเื่น่ายินดี ส่วนสำหรับกลุ่มขุนนางบุ๋น พวกเ้าก็เป็แค่ปลิงที่คอยแย่งสูบเืสูบเนื้อ สิ้นพวกเ้าไปสักตระกูลย่อมมีแต่ผลดีไร้ผลเสีย
"ดังนั้น หลังจากคืนนี้ ตระกูลฟ่านจะถูกลบชื่อออกจากแผ่นดิน... สูญสลายไปโดยไร้คลื่นลม ฟ่านจงิ เ้าว่าที่ข้าพูดมาจริงหรือไม่"
วาจาจ้าวหนิงเพิ่งเอ่ยได้ครึ่งทาง ฟ่านจงิพลันเบิกตาโพลง ยิ่งฟังรูม่านตายิ่งขยายกว้าง ความหวาดผวาลุกลามขึ้นในแววตา จนท้ายที่สุด ร่างกายถึงกับสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่
"ไม่... ไม่มีทางเป็เช่นนั้นแน่! จ้าวหนิง เ้ามันพ่นวาจาเหลวไหลสิ้นดี ข้าไม่มีทางหลงกลเ้า!"
ฟ่านจงิแผดเสียงคำรามด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว น้ำลายสาดกระเซ็น เสียงนั้นดังกึกก้องไปไกลนับครึ่งลี้ ราวกับพยายามใช้เสียงะโเพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่ตนเองก็รู้อยู่เต็มอก
จ้าวหนิงคร้านจะต่อล้อต่อเถียง เบือนสายตาลงมองฟ่านชิงหลินที่ใบหน้าเขียวคล้ำ "เ้าว่า ที่ข้าพูดมาสมเหตุสมผลหรือไม่"
ฟ่านชิงหลินอ้าปากค้าง หวังจะเถียงหัวชนฝา ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจหลอกตัวเอง ทำได้เพียงก้มหน้าลงอย่างจำนน
ฉับพลันนั้น เขาเงยหน้าขึ้นขวับ ั์ตาสะท้อนความหวัง ความหวาดกลัว และความกระวนกระวายปะปนกันยุ่งเหยิง เอ่ยถามอย่างหยั่งเชิง "เ้า... เ้าบอกเื่พวกนี้ หมายความว่าเ้าจะช่วยพวกเราใช่หรือไม่ ย่อมช่วยชีวิตพวกเราได้ใช่ไหม"
มุมปากจ้าวหนิงโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มบาง ภายใต้แสงตะเกียงสลัวรางในศาลา รอยยิ้มนั้นกลับดูมืดมนลึกล้ำ "เหตุใดตระกูลจ้าวต้องลงแรงทำเื่ไร้ผลประโยชน์ด้วยเล่า"
"พวกเรายอมสารภาพ จะคายทุกอย่างโดยไม่ปิดบังแม้แต่ครึ่งคำ! จ้าวหนิง... คุณชายจ้าว ท่านเองก็อยากรู้ใช่หรือไม่ว่าผู้ใดชักใยอยู่เื้ั พวกท่านย่อมต้องเตรียมป้องกัน เตรียมสวนกลับ สิ่งใดที่ข้ารู้ ข้าจะบอกจนหมดสิ้น..."
ฟ่านชิงหลินตะเกียกตะกายคลานเข่าเข้าหาจ้าวหนิง สองมือคว้าชายอาภรณ์อีกฝ่ายไว้แน่น แหงนใบหน้าอาบน้ำตาเว้าวอน "ข้าขอร้อง ปล่อยตระกูลฟ่านไปสักครั้งเถิด ให้โอกาสพวกเรา... ตระกูลฟ่านจะจดจำบุญคุณและทดแทนด้วยชีวิต วันข้างหน้าขอยอมเป็สุนัขรับใช้ตระกูลจ้าวแต่เพียงผู้เดียว!"
จ้าวชี่เยว่ที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนระเบียงศาลา สบตากับจ้าวเสวียนจีเบื้องหน้าโต๊ะหิน ต่างฝ่ายต่างอ่านแววตาประหลาดใจของกันและกันได้ ก่อนจะเบือนสายตากลับไปยังร่างของจ้าวหนิงผู้ถือพัดจีบ ยืนหยัดตระหง่านดุจสนเฒ่าใต้ชายคา ภายในแววตาของพวกเขามีเพียงความชื่นชม ยกย่อง และคาดหวัง
เผชิญคำอ้อนวอนของฟ่านชิงหลิน จ้าวหนิงเพียงทอดสายตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความเห็นใจ "สายตาแหลมคม พลิกแพลงได้ว่องไวนักนะ รู้ตัวว่าตระกูลกำลังจะพินาศ ก็เร่งถวายหนังสือสวามิภักดิ์เพื่อกอดขาตระกูลจ้าว แลกกับเส้นทางรอดงั้นรึ
"ทว่าเ้าอย่าได้ลืม ก่อนหน้านี้พวกเ้าพ่อลูกสมคบคิดกับจ้าวยวี่เจี๋ยลับหลัง ซ้ำยังส่งคนลอบสังหารข้ากลางถนน สังเวยชีวิตผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวไปนับไม่ถ้วน ยิ่งไปกว่านั้น ฟ่านเปี๋ยเจี้ยยังบุกมาลุยด้วยตัวเองถึงเรือน! เพลิงโทสะของตระกูลจ้าวจะมอดดับลงง่ายดายปานนั้นเชียว หหนี้เืก้อนนี้จะสะสางอย่างไร"
ฟ่านชิงหลินชะงักงัน เสี้ยววินาทีหนึ่งใบหน้าพลันซีดเผือดดั่งเถ้าถ่าน ทว่าไม่นานแสงแห่งความหวังก็วาบขึ้นอีกครั้ง "เื่ที่ผ่านมาตระกูลฟ่านเป็ฝ่ายผิด พวกเราสมควรชดใช้ สมควรให้คำอธิบายแก่ิญญาผู้ล่วงลับ ขอเพียงตระกูลจ้าวประทานโอกาส ท่านจะสั่งให้บุกน้ำลุยไฟ ข้าล้วนยินยอม!"
"ประเสริฐ!"
จ้าวหนิงตวัดมือชักดาบยาวจากเอวผู้บำเพ็ญเพียรข้างกาย โยนกระทบพื้นเบื้องหน้าพ่อลูกตระกูลฟ่าน น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งทะลวงกระดูก "ข้า้าหนึ่งชีวิต! พวกเ้าสองพ่อลูกต้องตายหนึ่งคน... เลือกเอาเอง"
ร่างของฟ่านชิงหลินที่กำชายเสื้อจ้าวหนิงอยู่พลันแข็งทื่อ ฟ่านจงิยิ่งสะดุ้งเฮือกจนไหล่สั่นสะท้าน
ชั่วพริบตาเดียว บรรยากาศทั้งในและนอกศาลาพลันเงียบสะงัดราวกับป่าช้า เงียบจนได้ยินเสียงเข็มหล่นกระทบพื้น
เมื่อชั่งน้ำหนักกับอนาคตและชะตากรรมของตระกูลฟ่าน ชีวิตของสองพ่อลูกรวมกันยังมิอาจเทียบได้สักกระผีก
เพียงชั่วอึดใจ ฟ่านจงิก็ถลันกายพุ่งพรวดไปข้างหน้า
ในชั่วพริบตานั้น สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปนับสิบตลบ
บุตรชายโดนจ้าวหนิงเค้นสอบ ทรมานจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ทว่ากลับกัดฟันไม่ปริปากสักครึ่งคำ เมื่อครู่ตัวเขาเองยังลังเลวาดฝันว่าจะมีทางรอดอื่น แต่อีกฝ่ายกลับชั่งน้ำหนักได้ผลเสียอย่างเฉียบขาด คุกเข่าอ้อนวอนตระกูลจ้าวอย่างเด็ดเดี่ยว จนแลกแสงสว่างสายสุดท้ายมาให้ตระกูลได้ สติปัญญาและความเด็ดขาดนี้... เหนือชั้นกว่าเขาในฐานะบิดาเสียอีก
เขามีบุตรชายหลายคน แม้ชิงหลินจะปราดเปรื่องเปี่ยมพร์ ทว่าก่อนหน้านี้ก็มิใช่บุตรคนโปรด การต้องเอาชีวิตตนเองเข้าแลกเพื่อปกป้อง... มันคุ้มค่าหรือไม่?
ย่อมคุ้มค่า! บุตรชายของเขา ทุกคนล้วนเป็ดั่งแก้วตาดวงใจ เพื่อสายเืแล้ว ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟก็ไม่เกี่ยง ความตายจะนับเป็ตัวบัดซบอันใด!
ฟ่านจงิที่ตัดสินใจเด็ดขาดเคลื่อนไหวปานสายฟ้า มือหนากำลังจะคว้าด้ามดาบได้รอมร่อ
ทว่า... มีผู้ที่รวดเร็วกว่า
ดาบยาวพลันอันตรธานไปจากพื้น ฟ่านจงิเบิกตาโพลง เงยหน้าขึ้นด้วยความตื่นตระหนก
ฟ่านชิงหลินใช้สองมือกุมด้ามดาบ พาดคมกริบจดเกลียวคอของตนเองเรียบร้อยแล้ว
ตำแหน่งที่ดาบยาวร่วงหล่นอยู่ใกล้เขามากกว่า เขาจึง่ชิงจังหวะลงมือได้ก่อน
ฟ่านจงิร้อนรนแทบคลั่ง ถลันลุกขึ้นหมายคว้าแย่ง
ทว่าภาพที่ปะทะสายตา กลับเป็แววตาอันเด็ดเดี่ยวของบุตรชาย
แววตาแห่งการบอกลา... ที่เจือความอาลัยอาวรณ์สุดแสน
"ชิงหลิน! วางดาบลง... พ่อสั่งให้เ้าวางลงเดี๋ยวนี้! ไม่—"
ฉัวะ! โลหิตแดงฉานพุ่งกระฉูด
เคร้ง! ดาบยาวร่วงหล่นกระแทกพื้น ฟ่านชิงหลินทรุดฮวบลงในอ้อมอกผู้เป็บิดา เืสดทะลักจากรอยปาดดั่งสายน้ำ ไม่ว่าฟ่านจงิจะลนลานสกัดจุดหรือใช้สองมืออุดปากแผลเพียงใดก็ไร้ผล
"ท่านพ่อ... ลูก... ลูกอกตัญญูนัก... ท่านมีบุตรชายหลายคน ทว่าข้ามีท่านเป็บิดาเพียงผู้เดียว ยามปกติ ข้าอาจมีขุ่นเคือง ไม่เข้าใจท่านในบางเื่... แต่ในฐานะลูก ข้าจะทนดูท่านตายต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร"
แผ่นอกฟ่านชิงหลินกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เขากระอักเืคำโต ดวงตาเบิกกว้าง ประกายแสงในรูม่านตาค่อยๆ ริบหรี่ลงจนเลื่อนลอย ทว่าความหวาดกลัว ความสับสน ความไม่ยินยอม และความอาลัยอาวรณ์ที่อัดแน่นอยู่ภายใน กลับเด่นชัดะเือารมณ์ถึงขีดสุด
เขาเพิ่งอายุสิบแปด วสันตฤดูแห่งชีวิตเพิ่งเริ่มต้น เขายังทอดถอนใจกับความรุ่งเรืองของโลกหล้าไม่หนำใจ ยังเชยชมระบำรำฟ้อนในหอสุราและขุนเขาสายน้ำไม่เต็มอิ่ม ใต้หล้านี้ยังมีสิ่งตระการตาอีกมากรอให้ค้นพบ เขายังมีครอบครัว มีสหาย... เขาไม่อยากตาย ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อยากตาย!
น้ำเสียงเริ่มขาดห้วง ความหวาดกลัวทะลักล้นขอบตา มือข้างหนึ่งกำสาบเสื้อฟ่านจงิไว้แน่น รวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายดิ้นรนเอ่ยคำ "ท่านพ่อ... ลูก... ขอไปก่อน... ข้าหนาว... กอดข้า... ท่านพ่อ ท่านไม่ได้จัดงานวันเกิดให้ลูกมาสามปีแล้ว... สามปีแล้ว... ลูก... ลูกอยากให้จัด... เหลือเกิน..."
มือที่กำสาบเสื้อแน่นค่อยๆ คลายออก เสียงแหบพร่าหยุดชะงัก ประกายในดวงตาของฟ่านชิงหลินแตกซ่านมอดดับ ศีรษะร่วงหล่นอย่างอ่อนแรง วาจาที่เหลือไม่อาจเอื้อนเอ่ยได้อีกตลอดกาล มีเพียงรอยปาดเกลียวคอที่ยังคงหลั่งโลหิตทะลักไม่ขาดสาย
"ไม่... ชิงหลิน! ลูกพ่อ!"
เสียงกรีดร้องปานสลายใจของฟ่านจงิแหวกทะลวงราตรีกาล สะท้อนกึกก้องไปแสนไกล...