หนึ่งร้อยปีต่อมา ณ ใจกลางป่ามู่หลิน แสงสว่างยามเช้าส่องลงมาที่ต้นไม้ใหญ่เด่นสง่าต้นหนึ่ง สายลมเย็นแห่งวสันตฤดูพัดพาความสดชื่นเขียวชอุ่มของกิ่งก้านผลิใบรวมถึงกลิ่นอันหอมหวานของบุปผาหลากหลายชนิด
เด็กน้อยวัยสิบขวบก้าวออกมาจากโพรงต้นไม้ใหญ่ด้วยสีหน้างงงวยเล็กน้อย ผิวพรรณของเขาขาวผ่อง ใบหูแหลม มีเส้นผมยาวสยายและดวงตาสีเขียวอ่อน
หลินเฟิงซินคือเผ่าภูตพงไพรคนสุดท้ายที่รอดชีวิตจาการะหว่างเผ่าพันธุ์เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน
เขาระลึกผ่านสายใยที่หลงเหลืออยู่ภายในจิติญญาได้ว่าบิดามารดาและบรรพบุรุษหลายคนสละชีวิตสร้างเกาะกำบังเพื่อผนึกสายเืของผู้พิทักษ์เอาไว้ใจกลางป่ามู่หลินและหวังว่าวันหนึ่งที่เด็กน้อยผู้นี้เติบโตขึ้นจะฟื้นฟูเผ่าภูตพงไพรให้กลับมารุ่งเรืองดังเดิม
ปกติทั่วไปแล้ว ภูตพงไพรจะเปลี่ยนจากต้นไม้ใหญ่กลายเป็ร่างผู้พิทักษ์ที่มีลักษณะบางส่วนคล้ายมนุษย์ในแดนเป่ยฉินเมื่อมีอายุครบหนึ่งร้อยปี หากแต่หลินเฟิงซินถือกำเนิดจากเืเนื้อของเทพา พลังของเขาจึงแกร่งกล้าจนสามารถเปลี่ยนร่างได้ั้แ่อายุสิบขวบ
หน้าที่อันยิ่งใหญ่จึงถูกวางไว้บนบ่าของเด็กตัวเล็กไปโดยปริยาย ทั้ง ๆ ที่เวลานี้เขายังคงสับสนและไม่รู้จะทำอย่างไรกับชีวิตของตัวเอง
พลันได้ยินเสียงลมหายใจของใครบางคนอยู่ด้านหลังต้นไม้ใหญ่ที่เขาเพิ่งเดินออกมาจึงกลับเข้าไปดูใกล้ ๆ ให้เห็นกับตาว่าสิ่งมีชีวิตนั้นคืออะไร
“มนุษย์หรือ” เขาเอียงคอ คิ้วขมวด ครุ่นคิดว่าสิ่งที่นอนขดตัวอยู่ตรงหน้าคงจะต้องเป็มนุษย์แน่ ๆ แม้ว่าตัวเองจะไม่เคยเห็นมนุษย์จริง ๆ มาก่อนก็ตามเพราะหากเป็สัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ที่นี่แล้ว เขาจะต้องมองเห็นสัญลักษณ์แห่งพงไพรจากจิติญญา
“เ้าพลัดหลงเข้ามาอย่างนั้นหรือ” เขาพึมพำคนเดียวเพราะอีกฝ่ายหลับใหลไม่รู้ตัว “เ้าเข้ามาที่แห่งนี้ได้อย่างไรกัน”
ครั้นพูดจบหลินเฟิงซินก็ััได้ถึงสายลมอ่อนโยนที่โอบล้อมรอบตัวเขา รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าเด็กน้อย พึมพำว่า “เขาถูกผนึกไปพร้อมข้าอย่างนั้นหรือ เฮ้อ… กาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงนี้ ครอบครัวของเ้าอาจไม่มีชีวิตอยู่แล้ว”
“…”
“ข้าผิดเองที่ทำให้เ้าต้องติดอยู่กับข้า หากเป็เช่นนั้นแล้วข้าก็คงต้องรับผิดชอบเ้ากระมัง” หลินเฟิงซินร่ายพลังแห่งพงไพร ถักทอเสื้อผ้าปกปิดร่างกายให้เด็กน้อยวัยเจ็ดขวบตรงหน้าแล้วลูบศีรษะของเขาเบา ๆ
นอกจากต้องทำหน้าที่ของเผ่าภูตแล้ว เขายังต้องรับเลี้ยงเด็กน้อยวัยไล่เลี่ยกันเพราะความรับผิดชอบอันสูงส่งอีกด้วย แต่กระนั้นหลินเฟิงซินกลับไม่คิดว่าเด็กน้อยตรงหน้าคือภาระแม้แต่นิดเดียวเพราะถึงอย่างไรเขาต้องใช้ชีวิตเดียวดายในป่าใหญ่ หากมีเพื่อนสักคนก็คงจะดีไม่น้อย
“…” เด็กตัวเล็กกว่าค่อย ๆ ลืมตา ดวงตาสีเงินจ้องคนตรงหน้าเป็ประกายสดใส
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง เหน็ดเหนื่อย เ็ปที่ใดหรือไม่” เขาถามเพราะไม่รู้ว่าการผนึกเช่นนั้นส่งผลกับมนุษย์มากน้อยแค่ไหนแต่เพราะพลังของเทพาเด็กน้อยผู้นี้จึงไม่ได้รับอันตรายใดจากการผนึก
อีกทั้งดวงตาสีเงินที่เคยมองเลือนรางกลับเห็นคนตรงหน้าได้ชัดเจน ร่างกายที่ถูกบิดาเปลี่ยนให้เป็เดรัจฉานได้กลับกลายมาเป็มนุษย์อีกครั้ง
“เ้ามีนามว่าอันใด” หลินเฟิงซินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางยิ้มให้อย่างใสซื่อราวกับอยากรู้จักคนตรงหน้า
“ข… ข…” อีกฝ่ายพยายามพูดแต่คงจะลืมวิธีพูดไปนานแล้วจึงออกเสียงไม่ได้อย่างใจนึกพลันความทรงจำปรากฏขึ้นแต่เพราะถูกผู้เป็พ่อตัดสายใยกับเผ่าหมาป่า ่เวลาที่จำได้ในความทรงจำจึงมีแค่ตอนเป็เดรัจฉาน
หมาป่าตัวน้อยผ่านร้อนผ่านหนาวเพียงลำพังจนร่างกายและจิตใจเหนื่อยล้าแสนสาหัส
เ็ปเหลือเกิน ข้าไม่อยากกลับไปเป็อย่างนั้นอีกแล้ว ข้าควรทำอย่างไรดี เขาจะไม่ทำร้ายข้าใช่หรือไม่
แม้ความคิดเอนเอียงไปทางนั้นแต่ใจกลับรู้สึกได้ว่าคนที่นั่งลงข้าง ๆ เขาดูใจดี อยู่ด้วยแล้วปลอดภัย อีกทั้งยังมีกลิ่นรัญจวนที่ตรึงใจเหมือนอย่างเคย
สายตาครุ่นคิดมองต้นไม้ใหญ่สลับกับเด็กน้อยที่อายุมากกว่าตรงหน้าพลางทำจมูกสูดกลิ่นหอมให้แน่ใจอีกครั้ง คิดในใจว่า เขาคือสิ่งนั้นหรือ กลิ่นหอมรัญจวนจากตัวเขา ความอบอุ่นที่ข้าััได้ก่อนจะหลับใหล จึงพยายามสื่อสารกับคนตรงหน้าให้ได้มากที่สุดเพื่อขอร้องไม่ให้อีกฝ่ายทอดทิ้งเขา
“ข… ข…” เ้าตัวนิ่วหน้าคิ้วขมวดเพราะเปล่งเสียงอย่างที่้าไม่ได้
“เ้าไม่ต้องเคร่งเครียดปานนั้นก็ได้” หลินเฟิงซินส่ายหน้าเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยกำลังจะร้องไห้ “เอาไว้เ้าค่อยบอกข้าคราวหลังแล้วกันนะ”
เผ่าหมาป่าตัวน้อยอยากบอกเขาเหลือเกินว่าตัวเองไม่มีชื่อพาลคิดไปแล้วว่าคนตรงหน้าคงจะเป็ผู้ที่ทำให้เขากลายเป็มนุษย์
ครั้นเห็นหลินเฟิงซินลุกขึ้นจึงลนลานกลัวว่าเป็เพราะไม่ได้พูดอะไรออกไป อีกฝ่ายจึงคิดละทิ้ง เขารีบยื่นมือไปจับแขนหลินเฟิงซินเอาไว้ด้วยใบหน้าหวาดหวั่น ดวงตาสีเงินอ้อนวอนอย่างหนักหน่วงเพื่อรั้งเขาเอาไว้
“ข… ข…”
“…”
“ยะ...อย่า...ทิ้ง…”
หลินเฟิงซินราวกับรับรู้ความกังวลของเขาจึงลูบศีรษะแ่เบาแล้วบอกว่า “ทิ้งเ้าน่ะหรือ ข้าไม่ทำเช่นนั้นหรอก”
“…” เด็กน้อยพยักหน้าเชื่อใจแม้ไม่เคยพบพานกันมาก่อนแต่ตลอดเวลาที่อยู่ใกล้กันกลับััได้ว่าไม่อยากปล่อยมือจากคนแปลกหน้าคนนี้เลยแม้แต่น้อย
“อืม ทำอย่างไรดีนะ” หลินเฟิงซินขมวดคิ้วใช้ความคิดอย่างหนักเพราะถึงแม้ตัวเขาจะเป็ถึงเผ่าภูตแต่ว่าเวลานี้ก็เป็แค่เด็กน้อยไร้เดียงสา ไม่มีพ่อแม่และครอบครัวไม่ต่างจากอีกฝ่าย
“ข้า…” เสียงเล็ก ๆ เอ่ยขึ้นเรียกความสนใจจากหลินเฟิงซิน “ไม่...มี...ชื่อ”
“อย่างนั้นหรือ”
“…” เ้าตัวพยักหน้าจับมือแน่นขึ้นกว่าเดิม
“ข้าคือหลินเฟิงซิน” เขาเอ่ยแนะนำตัวแล้วพูดอีกว่า “ถ้าเ้ายังไม่มีชื่อ ข้าตั้งให้ดีหรือไม่”
“อืม…”
คนเป็พี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่รู้ว่ามนุษย์มีชื่อแซ่ว่าอย่างไรพลางหลับตาแล้วนึกถึงเื่ราวในสายใยของเผ่าที่หลงเหลืออยู่
“ฮ่าวหราน” เขาพึมพำคิดว่าชื่อนี้ดีหรือไม่
“ฮ่าว...หราน” เ้าของดวงตาสีเงินออกเสียงตามสิ่งที่ได้ยิน
“ใช่แล้ว ฮ่าวหราน” เขายิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจเพราะคิดว่าชื่อนี้เหมาะกับคนตรงหน้ามากนักก่อนจะได้ยินเสียงท้องร้องโครกครากของฮ่าวหราน
“โอ้ ข้าลืมไปว่ามนุษย์ใช้ชีวิตไม่เหมือนกับข้า”
หลินเฟิงซินนึกขึ้นได้อีกเื่ เผ่าภูตสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยการดื่มแค่หยาดน้ำค้างแต่มนุษย์ต้องมีอาหารการกินที่แตกต่างออกไป
ความทรงจำที่ได้รับมา่ถูกผนึกขาด ๆ หาย ๆ เลือนรางจนแทบไม่เห็นสิ่งใด หลินเฟิงซินจึงดูแลฮ่าวหรานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้พลางใช้พลังเก็บผลไม้ป่ามาให้คนตรงหน้าได้ทานรองท้อง
ฮ่าวหรานรับผลท้อสีชมพูลูกใหญ่มาทานด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ รสชาติหวานหอมติดอยู่ที่ปลายลิ้น สายตามองคนตรงหน้าก่อนจะยื่นผลไม้ลูกอื่นให้หลินเฟิงซินทานด้วย
“ขอบใจ” รอยยิ้มมักปรากฏบนใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่เสมอและฮ่าวหรานก็ชอบที่ได้เห็นใบหน้านี้ ในใจคิดว่า งดงามยิ่งนัก
หลังจากอิ่มท้องแล้ว หลินเฟิงซินเริ่มร่ายพลังหมุนวนอยู่ตรงหน้าใกล้ ๆ กันกับต้นไม้ใหญ่อันเป็ที่สิงสถิตของเขาเพื่อขยายโพรงไม้ให้กลายเป็บ้านต้นไม้สำหรับอยู่ด้วยกันสองคน
ดวงตาสีเงินเบิกโตเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ใหญ่ตรงหน้า คิดใจในว่าคนผู้นี้เป็ใครกันแน่จึงทำสิ่งเหล่านี้ได้
“ฮ่าวหราน เ้าชอบบ้านต้นไม้หรือไม่” หลินเฟิงซินเอ่ยถามคนข้างกาย “เ้าอยากอยู่ที่นี่กับข้าไหม”
“อือ” ฮ่าวหรานพยักหน้า สายตาบ่งบอกว่าเขาไม่มีวันจากไปไหนอย่างแน่นอน “ข้า...กับ...เ้า…”
“ข้ากับเ้า เราจะอยู่ด้วยกันที่บ้านต้นไม้หลังนี้” เขาเอ่ยกับฮ่าวหรานแล้วถามเป็ครั้งสุดท้าย “แต่ถ้าเ้าอยากกลับไปอยู่ในหมู่บ้าน ข้าจะไปส่ง”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น ฮ่าวหรานส่ายหน้าทันควันแล้วจับมือหลินเฟิงซินเอาไว้ยืนยันว่า “ไม่ไป… อยู่...กับ...เ้า”
ในเมื่อเขาััได้ว่าที่แห่งนี้ปลอดภัยแล้วเหตุใดจะต้องดิ้นรนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางอันตรายเหมือนกาลก่อนด้วย ไม่รู้ว่ากลับเข้าหมู่บ้านไปจะเจอกับคนที่ใจดีเหมือนหลินเฟิงซินหรือไม่ ถ้าถูกทำร้ายอีกจะเป็อย่างไร เขาไม่อยากคิดถึงวันคืนเช่นนั้นเลยเพราะมันเ็ปจนแทบทนไม่ไหว
ฮ่าวหรานตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะตามติดหลินเฟิงซินจนกว่าลมหายใจจะหมดไปเพราะแต่เดิมร่างกายที่าเ็เจียนตายไม่มีท่าทีจะหายดีเลย เขาคิดว่าคงสิ้นลมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในวันนั้นแล้ว อีกทั้งไม่คาดคิดเลยว่ายังคงรักษาชีวิตของตัวเองไว้ได้ เ้าเป็คนช่วยชีวิตข้า หากไม่มีเ้าแล้ว ข้าคงกลายเป็เถ้าธุลีเพราะเหตุนั้นข้าจึงอยู่เพื่อตอบแทนเ้า